Skip to content
Home » [NEW] วิธีที่ง่ายที่สุดในการใช้ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) | present address คือ – NATAVIGUIDES

[NEW] วิธีที่ง่ายที่สุดในการใช้ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) | present address คือ – NATAVIGUIDES

present address คือ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ประโยคเงื่อนไข หรือได้เรียกชื่อต่างๆ ว่า  if clause บ้างก็เรียก Conditional sentences เป็นเรื่องที่ใช้งานไม่ยากแต่เป็นเรื่องหนึ่งท่สำคัญอย่างมากไม่รู้ไม่ได้ ดังนั้นวันนี้ Eng Breaking จะแนะนำไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนหลักภาษานะคะ

Table of Contents

ประโยคเงื่อนไข  if clause คืออะไร

ประโยคเงื่อนไขเป็นหัวข้อ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่มีส่วนเนื้อหาค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ยากมากถ้าเรามีวิธีการเรียนถูกต้อง วันนี้เราจะแนะนำละเอียดตั้งแต่เรื่อง ประโยคเงื่อนไข  if clause คืออะไร และสรุป 4 เทคนิคใช้ If Clause ระดับมืออาชีพ เข้าใจได้ง่ายที่สุดในบทความเดียว เอาล่ะ ถ้าเพื่อนๆพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลย

  • ก่อนอื่นเราทำความเข้ามใจความหมายของคำว่า ประโยคเงื่อนไข  if clause คืออะไร ก่อนนะคะ
    – สำหรับคำว่า if  ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “ถ้า”
    – สำหรับคำว่า clause ในภาษาอังกฤษ  แปลว่า  “อนุประโยค”
    – เข้าใจง่ายๆ  clause คือ อนุประโยค ถ้า…..นะคะ
  • สำหรับคำว่า conditional sentences แปลได้ว่า
    – สำหรับคำว่า conditional ในภาษาอังกฤษ  แปลว่า “เงื่อนไข”
    – สำหรับคำว่า  sentences ในภาษาอังกฤษ  แปลว่า “ประโยค”
    >> เข้าใจง่ายๆ  conditional sentences คือ ประโยคเงื่อนไข

ประโยคเงื่อนไข  if clause คือรูปแบบประโยคที่ใช้บอกว่า ถ้ามีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น (เงื่อนไข) อีกสิ่งก็จะเกิดขึ้นตาม (ผลลัพธ์) เดี๋ยวเราจะยกตัวอย่างละเอียดให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้

  • If it rains, I will stay home. แปลว่า ถ้าฝนตก ฉันจะอยู่บ้าน
    เห็นชัดเลยว่า If it rains (เงื่อนไข) เป็นส่วน If clause และ I will stay home. (ผลลัพธ์) ก็คือ Main clause ของมันนะคะ

ตัวอย่างที่สอง:

  • If I am tired, I go to sleep. แปลได้ว่า ถ้าฉันเหนื่อน ฉันนอน หรือเข้าใจเลยว่า ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้า ฉันนอนเอาแรงก่อน ในนั้น  I am tired (เงื่อนไข) เป็นส่วน If clause และ go to sleep(ผลลัพธ์) ก็คือ Main clause ของมันนะคะ

หลักการใช้ ประโยคเงื่อนไข if clause 

ประโยคเงื่อนไข if clause  หรือ Conditional sentences ประกอบด้วยสองส่วคือ ประโยคที่แสดงเงื่อนไขจะขึ้นต้นด้วย “If” และประโยคหลัก Main Clause โดยประโยค If Clause และโครงสร้างของประโยคสามารถที่จะเอา If clause นำหน้า Main clause หรือ เอา Main clause นำหน้า If clause ก็ได้ เช่น

  • If you love me, I will love you.  ในนั้น If clause คือ If  you love me, Main clause คือ I will love you

Conditional Sentences ไวยากรณ์ในภาษาอังกฏษ

เรามาดูหลักการใช้ if clause ทั้งการใช้คอมม่า และการใช้ if clause ทั้ง 4 แบบกันเลย (บางที่อาจพูดถึงแค่ 3 แบบ โดยจะตัดแบบที่ 0 หรือที่เรียกว่า type 0 ออก) และ Type 1, Type 2, Type 3  และแบบผสมพิเศษด้วย วิธีการใช้งานของแต่ละแบบละเอียด พร้อมตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

  •  Zero Conditional Sentences  หรือ  if clause type 0 
  •  First Conditional Sentences หรือ  if clause type 1
  •  Second Conditional Sentences  หรือ  if clause type 2
  •  Third Conditional Sentences หรือ  if clause type 3

1. เริ่มจาก  Zero Conditional Sentences  หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 0

Zero Conditional Sentences  หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 0 มีโครงสร้างประโยคเข้ามใจง่ายๆ ดังนี้  If + Present Tense (Conditional Sentence), Present Simple (Main Clause)

  • ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 0 โดยจะเป็นการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะ เราจะใช้กับ
    – สิ่งที่เป็นจริงเสมอ (ความจริงตามธรรมชาติ )
    – สิ่งที่เราทำเป็นปกติ (เช่นประโยดนี้ ถ้าฉันไปชายหาด ฉันจะใช้ครีมกันแดด )

ตัวอย่างประโยค if clause type 0

  • If I am tired, I go to sleep. แปลว่า ถ้าฉันเหนื่อน ฉันนอน – ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้า ฉันนอนเอาแรงก่อน
  • Your wife gets angry if you smoke. แปลว่า แฟนนายโกรธ ถ้านายสูบบุหรี่ – เห็นหล่อนวีนทุกครั้งที่นายสูบ
  • If you go to the park, you can see Jo in the shop. แปลว่า ถ้าคุณไปสวน คุณสามารถพบโจได้ในร้าน – โจทำงานที่นั่น ไปก็เจอเลย
    ในบางกรณีสามารถใช้คำว่า When ก็ได้ เพราะมีความหายเดียวกัน เช่น
  • If I am tired, I go to sleep. แปลว่า ถ้าฉันเหนื่อย ฉันไปนอน
    เราสามารถเขียนได้ว่า When  I am tired, I go to sleep. แปลว่า เมื่อฉันเหนื่อย ฉันไปนอน

หมายเหตุ: การใช้ if clause แบบที่ 0 เราสามารถใช้ when แทน if ได้ โดยที่ความหมายไม่เปลี่ยน 

Tense ที่ใช้Present simplePresent simpleตัวอย่างประโยคIf ice melts,it turns into water.ถ้าน้ำแข็งละลายมันจะกลายเป็นน้ำ If I go to the beach,I use sunscreen.ถ้าฉันไปชายหาดฉันจะใช้ครีมกันแดด If you don’t exercise,your

muscle

mass decreases.ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายมวลกล้ามเนื้อของคุณก็ลดลง

2. เริ่มจาก  First Conditional Conditional Sentences  หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 1

First Conditional Conditional Sentences   หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่  1  มีโครงสร้างประโยคเข้ามใจง่ายๆ ดังนี้    If + Present Tense (Conditional Sentence), Will + Verb (Main Clause)

ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 1 เราจะใช้กับเหตุการณ์สมมติที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต รายละเอียดคือจะใช้เพื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกันว่า หากสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอีกสิ่งหนึ่งก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ใช้พูดถึงโลกแห่งความเป็นจริงและเหตุการณ์เฉพาะ โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้เพื่อเป็นการเตือน  ในประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1 นี้ จะบอกเวลา ณ. ปัจจุบันหรือในอนาคตที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างประโยค if clause type 1

  • If I study hard, I will pass the exam. แปลว่า ถ้าฉันเรียนหนักๆ ฉันจะสอบผ่าน – ฉันมั่นใจว่าอย่างนั้น (อาจไม่ผ่านก็ได้)
  • If it rains, we will play inside. แปลว่า ถ้าฝนตกเราจะเล่นข้างใน  – เราคิดไว้อย่างนั้น พอฝนตกจริงอาจวิ่งเล่นข้างนอกก็ได้
  • If you go to the park, you will see Jo in the shop. แปลว่า ถ้าคุณไปสวน คุณอาจจะพบโจได้ในร้านก็ได้ – ฉันไปสวนแล้วเห็นโจกินข้าวร้านนั้นบ่อยๆ (ไปอาจไม่เจอ)
  • You will feel better if you sleep enough.
    คุณจะรู้สึกดึขึ้น ถ้าคุณนอนเพียงพอ – อาจจริงของคุณ หรือไม่จริงก็ได้

ข้อควรจำ: นอกจากนี้ ใน main clause ของประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1 คุณสามารถใช้ modals verb แทนการใช้  future tense ได้อีกด้วยเพื่อบอกระดับความแน่นอน การอนุญาต หรือเพื่อแนะนำให้ทราบว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร

Tense ที่ใช้Past simplewould/wouldn’t + verbตัวอย่างประโยคIf I won the lottery,I would travel around the world.ถ้าฉันถูกหวยฉันจะเที่ยวรอบโลก If I owned a cat,I would name it Chewie.ถ้าฉันมีแมวฉันจะตั้งชื่อมันว่าชิววี่ If I had a car,I wouldn’t take the bus.ถ้าฉันมีรถฉันจะไม่ขึ้นรถเมล์

การใช้ประโยคเงื่อนไขที่ไม่ยากอย่างที่คิด

3. เริ่มจาก  Second Conditional Sentences  หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 2

Second Conditional Sentences   หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่  1  มีโครงสร้างประโยคเข้ามใจง่ายๆ ดังนี้   
If + Past tense (Conditional Sentence), Would + Verb (Main Clause)

ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 2 เราจะใช้พูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้จริง อาจจะเกิดจากการจินตนาการหรือเพ้อฝัน และใช้พูดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน

ตัวอย่างประโยค if clause type 2

  • If I won the lottery, I would travel around the world. แปลว่า ถ้าฉันถูกล็อตเตอรี่นะ ฉันจะเดินทางรอบโลกเลย – เพ้อไป ชาตินี้จะมีโอกาศไหม
  • If I had time, I would learn more English. แปลว่า ถ้าฉันมีเวลานะ ฉันจะเรียนอังกฤษให้มากขึ้น => ความจริงคือ  เรียนเอาแค่ผ่านก่อนเถอะ เวลาแทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว
  • If I were you, I would take the offer. แปลว่า ถ้าฉันเป็นนาย ฉันจะรับข้อเสนอนะ => ความจริงคือนายเป็นฉันไม่ได้หรอก คนละคนกัน
  • If I had his number, I would call him. แปบว่า ถ้าฉันมีเบอร์เขา ฉันจะโทรหาเขา => ความจริงคือฉันไม่มีเบอร์เขา

ข้อควรจำ
เราสามารถสลับประโยคที่เป็นเหตุและผลกันได้
เช่น If I had his number, I would call him. สามารถเขียนเป็น  I would call him if I had his number ก็ได้ ความหมายของประโยคนิไม่เปลี่ยนแปลง

โดยหากคำว่า if อยู่กลางประโยคเราไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายคอมม่า (,) แต่หาก if ขึ้นต้นประโยคจะต้องใส่คอมม่าคั่นระหว่างประโยคทุกครั้ง

  • นอกจากกริยา would แล้ว เรายังสามารถใช้ could หรือ might แทนได้เช่นกัน
  • ประธานไม่ว่าจะเป็นเอกพจน์ หรือพหูพจน์หากอยู่ในโครงสร้างนี้โดยใช้ Verb to be จะใช้ were ตัวเดียวเท่านั้น อย่าลืมจดไว้นะคะเพราะในข้อาอบต่างๆ เรามักจะเจอประโยคเงือนไขแบบที่สองนี้ค่ะ อยากได้คะแนนสูงๆ ต้องไม่พลาดนะคะ

Eng Breaking จะแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการจดจำไวยากรณ์ภาษาอังกฏษแบบกล้วยๆ คือลองผสมผสานการใช้ภาษาเข้ากับชีวิตประจำวันของเราดู ค่อย ๆ ฝึกและเรียนรู้ ที่สำคัญ อย่าลืมทดลอง 6 วิธีนี้

  • อ่านหนังสือหรือบทความภาษาอังกฤษ: เพราะเราสามารถเรียนคำศัพท์ใหม่ พร้อมวิธีตั้งประโยคที่มักจะเจอบ่อย เรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฏษจาเรื่องยาว นิยาย นิทาน ที่มีในหนังสือได้ง่าย
  • จดศัพท์ใหม่ ๆ: ถ้าเจอศัพท์ใหม่ต้องจดไว้ ตั้งเป็นประโยคเพื่อจำได้ ไม่ลืม
  • ทำให้หูคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ: ฝึกทักษะการฟังไปด้วย เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แต่ผู้เรียนชอบมองผ่าน เริ่มจากการฟังเพลง ฟังบทสนทนาแบบง่ายๆ ก่อนแล้วค่อยๆ ปรับความเร็วและระดับความยากของบทฟัง
  • ใช้ช่องทางออนไลน์ให้เป็นประโยชน์: เรียนผ่านระบบการเรียนออนไลน์ สามารถเรียนได้ทุกที่ เรียนที่บ้านก็ได้เวลาเรียนสะดวกกว่าไปถึงศูนย์การเรียนอีกต่างหาก เรียนกับ Eng Breaking Native 1 to 1 คือคุณจะมีโอกาสได้เรียนตัวต่อตัวกับการจารย์เจ้าของภาษาทุกๆ วัน
  • ฝึกทุกที่ที่มีโอกาส: ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือคนงานทั่วไป เราก็สามารถเรียนภาษาอังกฏษได้กับคอร์สเรียนต่างๆ น่าสนใจจาก Eng Breaking คอร์สเรียนที่เน้นทักษะการสื่อสาร ช่วยคุณทั่นใจในการพูดคุยกับเจ้าของภาษา
  •  อย่ากลัวที่จะลองใช้: มั่นในในตัวเอง มั่นใจในสิ่งที่ทำจะช่วยคุณผสมความสำเร็จได้ง่าย ขึ้น สำหรับการเรียนภาษาอังกฏษก็เช่นกัน อย่ากลัวเมื่อพูดผิดนะคะ เพราะใครๆ ก็ต้องผ่านจุดเริ่มต้นนั้นเช่นกัน มั่นใจและมีแนวทางการเรียนอย่างถูกต้องรับรองส่าคุณจะเป็นคนต่อไปที่สำเร็จ

4. เริ่มจาก  Third Conditional Conditional Sentences  หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 3

Third Conditional Conditional Sentences   หรือ  การใช้ ประโยคเงื่อนไข แบบที่  3  มีโครงสร้างประโยคเข้ามใจง่ายๆ ดังนี้   
If + Past Perfect (Conditional Sentence), Would have + Verb (Main Clause)

ประโยคเงื่อนไข แบบที่ 2 เราจะใช้กับเหตุการณ์สมมติในอดีต ซึ่งไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว

ตัวอย่างประโยค if clause type 3

  • If I had studied hard, I would have passed the test. แปลว่า ถ้าฉันเรียนหนักนะ ฉันคงสอบผ่านไปแล้ว => ความจริงคือ ตอนนั้นไม่ได้เรียนหนัก แล้วสอบตก
  • If he had won the singing contest, he would have got a

    BMW

    แปลว่า  ถ้าเขาชนะการประกวดร้องเพลง เขาคงได้ BMW ไปแล้ว  => ความจริงคือ ตอนั้นแพ้ ขับเก๋งคันเก่าต่อไปเถอะ

  • If I had left my house at 9, I would have arrived here on time.
  • ถ้าฉันออกจากบ้านตั้งแต่ 9 โมง ฉันก็คงมาถึงที่นี้ตรงเวลา => ความจริงคือ ฉันออกจากบ้านสาย และฉันมาถึงสาย

ข้อควรจำ: เราสามารถสลับที่ประโยคที่อยู่หลังคอมม่าขึ้นมาไว้ข้างหน้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคอมม่าอีก และยังให้ความหมายเหมือนเดิม

เช่น
– If I had studied harder, I would have passed the exam.
เราสามารถเปลี่ยนเป็น
– I would have passed the exam if I had studied harder.

If clause แบบที่ 3If clauseMain clauseTense ที่ใช้Past perfectwould have/wouldn’t have + verb ช่อง 3ตัวอย่างประโยคIf I had studied hard,I would have passed the exam.ถ้าตอนนั้นฉันตั้งใจเรียนฉันก็คงสอบผ่าน If I hadn’t been sick,I would have gone to the cinema.ถ้าตอนนั้นฉันไม่ได้ป่วยฉันก็คงจะไปโรงหนัง If he had left earlier,he would have arrived on time.ถ้าตอนนั้นเขาออกมาเร็วกว่านี้เขาก็คงมาถึงตรงเวลา

สำหรับประโยคเงือนไขในภาษาอังกฤษนอกจากสี่รูปแบบที่มักจะเจอบ่อยแล้วคือ 

  • Zero Conditional Sentences  หรือ  if clause type 0 
  •  First Conditional Sentences หรือ  if clause type 1
  •  Second Conditional Sentences  หรือ  if clause type 2
  •  Third Conditional Sentences หรือ  if clause type 3

เรายังมีอีกแบบหนึ่งที่เรียกได้ว่าประโยคเงือนไงแบบ mixed type และมีวิธีการใช้งานรายละเอียดตามนี้นะคะ

if clause แบบผสมกันระหว่างแบบที่ 2 และ 3 ได้อีกด้วย ซึ่งก็คือการใช้กับเหตุการณ์สมมติในอดีตที่ไม่เป็นจริง ที่มีผลมายังปัจจุบัน (ต่างจากแบบที่ 3 ที่มีผลเฉพาะกับในอดีต)

If clause แบบ mixed typeIf clauseMain clauseTense ที่ใช้Past perfectwould/wouldn’t + verbตัวอย่างประโยคIf I had exercised regularly,I would have a great body.ถ้าฉันได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอฉันก็คงจะมีหุ่นดี If I hadn’t met John,I wouldn’t be happy now.ถ้าตอนนั้นฉันไม่ได้พบจอห์นฉันก็คงจะไม่มีความสุขในตอนนี้ If he had arrived on time,his boss wouldn’t be angry.ถ้าเขาได้มาถึงตรงเวลาหัวหน้าเขาก็คงไม่โมโห

ยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือประโยค ถ้าฉันได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ฉันก็คงจะมีหุ่นดี – การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนนั้น จะทำให้ฉันมีหุ่นดีในตอนนี้ แต่ในความเป็นจริงนั้นฉันไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลยจะได้เข้าใจเป็นเหตุการณ์สมมติในอดีตที่ไม่เป็นจริง

การใช้ประโยคเงื่อนไขฉบับเต็ม

สรุปการใช้ if clause

เนื้อหาเกี่ยวกับประโยคเงือนไขคงเยอะนิดหนึ่งแต่ไม่ค่อยยากเลยใช่ไหมคะ เพราะแต่ละแบบก็มีลักษณะที่ให้เห็นภาพชัดเช่น  ประโยคเงือนไขหรือได้เรียกเป็นชื่ออื่นคือ If clause หรือ Conditional Sentences  แต่ความหมายเดียวกัน คือประโยคที่มีสองส่วนที่ หนึ่งคือ if และสองคือส่วน main clause ที่เป็นประโยคส่วนที่เป็นผลลพธ์ 

ประโยคเงือนไข If clause แบ่งหลักๆได้เป็น 4 แบบที่มักจะเจอบ่อยๆ คือ
If clause แบบที่ 0 จะใช้กับสิ่งที่เป็นจริงเสมอ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ
If clause แบบที่ 1 จะใช้กับเหตุการณ์สมมติที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
If clause แบบที่ 2 จะใช้กับเหตุการณ์สมมติในปัจจุบันหรืออนาคตที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย
If clause แบบที่ 3 จะใช้กับเหตุการณ์สมมติในอดีต ซึ่งไม่มีทางเป็นจริงได้
นอกจาก if clause ทั้ง 4 แบบแล้ว เรายังสามารถใช้แบบผสม (mixed type) ซึ่งจะใช้กับเหตุการณ์สมมติในอดีตที่ไม่เป็นจริง ที่มีผลมายังปัจจุบัน 

สรุปในตารางดังต่อไปนี้

ประเภทของประโยคเงื่อนไขการใช้tense ของคำกริยาใน If clausetense ของคำกริยาใน Main clasue0ความจริงทั่วไปSimple presentSimple presentแบบที่ 1สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกับซึ่งกันและกันSimple presentSimple futureแบบที่ 2สิงที่ตรงกันข้ามกับความจริงในปัจจุบันหรือในอนาคตSimple pastPresent conditional หรือ Present continuous conditionalแบบที่ 3สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงในอดีตPast perfectPerfect conditionalแบบผสมสิ่งที่ไม่เป็นความจริงในอดีตและส่งผลต่อปัจจุบันPast perfectPresent conditional

เป็นยังไงบ้างคะกับการใช้ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) ฉบับอธิบายเข้าใจง่ายๆ กระจ่างสุดที่ Eng Breaking ได้นำมาแนะนำวันนี้คะ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชต่อผู้เรียนทุกคน ต่อจากนี้เรื่องการใช้ประโยคเงื่อนไขคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเราอีกต่อไปแล้วค่ะ อย่าลืมติดตามเราเพื่ออัพเดทข้อมูลพร้อมเทคนิคดีๆ ในการเรียนภาษาอังกฏษกันนะคะ เราเชื่อว่าคุณจะเป็นคนต่อไปที่สำเร็จในการเรียนค่ะ

[NEW] บทเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (WebBlog) ด้วย WordPress | present address คือ – NATAVIGUIDES

youtube                       google                         พสว                          สพม11

ที่มาข้อมูล : http://kpnkroopnit.blogspot.com/2011/12/12-error-identification.html

12 เทคนิคการทำ “Error Identification”

            ความผิดพลาดเรื่องรูปคำกริยา (verb form) อาจเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1.1  Tenses   คือการแสดงเวลาของการกระทำ ในภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 Tense
1.2  Subjects – verb agreement  การใช้คำกริยา ประธานและกริยาต้องสอดคล้องกัน เช่น                   Jane lives in China.
1.3  Finite ornon-finite verb      กริยาแท้และกริยาช่วยของประโยค
1.4  ใช้voice ผิด ได้แก่
Active Voice หมายถึง รูปกริยาซึ่งประธานเป็นผู้กระทำหรือแสดงกริยานั้น โดยตรง
Passive Voice หมายถึง รูปกริยาซึ่งประธานเป็นผู้ถูกกระทำกริยานั้นโดยผู้อื่น
1.5  ใช้คำกริยาผิดรูป เช่นใช้รูป v.2 แทน v.3 หรือในทางกลับกัน

 Examples :

1. Evidenceofthismay besawin theterrifyingfigures of family decomposition.

คำตอบที่ถูกคือ saw ต้องแก้เป็น seen เพราะ v.be+v.3 หรือ v.ing

2. One Sunday morning, a ministerwas toldcongregationthattheir church wasbadlyin need ofrepairs.

คำตอบที่ถูกคือ was told ต้องแก้เป็น active verb คือ told

รูปคำ (word form) เป็นเรื่องที่ออกข้อสอบเป็นประจำอีกเรื่องหนึ่งความผิดพลาดทางไวยกรณ์        ที่นำมาทดสอบ               จะเป็นเรื่อง การใช้ part of speech ผิดที่หรือผิดชนิด กล่าวคือใช้ adjective แทนที่ adverb, ใช้ noun แทนที่ verb เป็นต้น  ซึ่งคำที่ถูกและคำที่ผิดนั้นจะมาจากรากศัพท์            คำเดียวกัน

ตัวอย่าง คำที่มาจากรากเดียวกันแต่ต่างกันที่ word form คือ beauty (n.),beautiful (adj.), beautifully (adv.).  หรือ long (adj.),lengthen (v.), length(n.) หรือ compare (v.), comparable (adj.), comparison (n.) ฯลฯ

Example :

1. Ina recorddive in his bathysphere, William Beebe was thefirst personto explorethe ocean at adeepof 3,028 feet.

คำตอบคือ a deep ต้องแก้ word form จาก a deep (adj.) เป็น a depth (n.) เพราะคำที่ตามหลัง preposition (ในที่นี้คือ at ) ต้องเป็นคำนาม

2. Psychologists generallyagreementthat acertainstimulus mustbe presenteach time                            a habitual action iscarried out.

คำตอบคือ agreement เพราะใน clause แรกนี้ยังขาดกริยา ดังนั้นจึงต้องแก้เป็น agree

*ตัวช่วยที่จะทำให้รู้ว่า choice แต่ละข้อเป็นคำชนิดใด ให้ดูที่

1. ตำแหน่งหรือหน้าที่ของคำๆนั้นในประโยค
2. ส่วนลงท้ายของคำ (suffix)

การเลือกใช้คำ (word choice) เป็นหัวข้อที่นิยมออกข้อสอบมากเรื่องหนึ่ง                                   ประเด็นของความผิดพลาดเรื่องนี้ มักจะเป็นการใช้คำๆ หนึ่งแทนที่จะใช้อีกคำหนึ่งซึ่งถูกไวยากรณ์

Example :

1. One of London’smostbeautifulparksisHyde Parknearlythe Thames river.

คำตอบที่ถูกต้องคือ nearly ต้องแก้เป็น near

2. Modernpeople,aliketheir ancestors, are curiousaboutthenatureof the universe.

คำตอบที่ถูกต้องคือ alike ต้องแก้เป็น like

3. In muchof Alaska, thegrowingseason issuchshortthatcropscannot be raised.

คำตอบคือ such ต้องแก้เป็น so (so + adj. + that clause)

4. Evenduringeconomicbooms,there isa smallnumberof unemployment.

คำตอบ ต้องเปลี่ยน number เป็น amount เพราะใช้กับคำนามนับไม่ได้คือ unemployment

ประเด็นของความผิดพลาดทางไวยกรณ์ในเรื่อง Parallellism คือ ใช้คำผิดชนิดหรือโครงสร้าง      จากสมาชิกอื่นๆในกลุ่มของมัน

Example:

1. Lumber from redwoodsis in great demandbecauseof itsstraight grain,attractivecolor, anddurable.

คำตอบที่ต้องการคือ durable ต้องแก้เป็น durability เนื่องจากคำในกลุ่มนี้เป็นคำนามทั้งหมด

2. Thebestwork is not alwaysdonebythose who workthefaster.

คำตอบที่ถูกต้องคือ faster ต้องแก้เป็น fastest สังเกตคำที่มาข้างหน้าคือ the best

3. Direct mail advertising servesto acquaintcustomers with product,alertthemto new opportunities, andpavingthe way forothersalesactivities.

คำตอบคือ paving เพราะใช้คำผิดโครงสร้างจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งเป็น infinite ทั้งหมด (to acquaint และ alert) สังเกตดูคำ alert
เป็น simple form ดังนั้นถ้าจะแก้ให้ถูกต้อง ต้องแก้ paving เป็น pave ซึ่งอยู่ในรูป simple form เช่นเดียวกัน

ตัวเลือกที่ถูกต้อง ซึ่งแสดงความผิดพลาดในเรื่องของ conjunction อาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้

1. ใช้ correlative ผิดคู่ เช่น not only ……. But, both …….and,neither……nor, either …….or เป็นต้น
2. ใช้ conjunction ผิดตัว เช่น ใช้ who ในที่ที่ควรใช้ which, ใช้ and เชื่อมข้อความที่มีความหมายขัดแย้งกัน ใช้ but กับข้อความ ที่คล้อยตามกัน เป็นต้น
3. ใช้ preposition เช่น ใช้ during ในที่ที่ควรใช้ when, ใช้ because of แทน because เป็นต้น

Examples:

1. Inall this, both the United States,onone side,orSoviet Russia, on the otheraredeeply involved.

คำตอบที่ถูกต้องคือ or ต้องแก้เป็น and เพราะตัวข้างหน้า คือ both

2. Making sequences of symbols thatarenot significant butrigolouslylogicalisfar more difficultwithit sounds.

คำตอบที่ถูกต้องคือ with ต้องแก้ preposition with เป็น conjunctionthan ซึ่งแสดงการเปรียบเทียบขั้นกว่า

อาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้

1. ใช้นามรูปเอกพจน์หลังคำต่อไปนี้คือ a couple (of), (a) few, anumber of, both, many, several, each of, one of, all (กับ นามนับได้), some (กับนามนับไม่ได้), these, those, etc. (นั่นแสดงว่าหลังคำที่กล่าวมาต้องใช้รูปพหูพจน์ จึงจะถูก)
2. ใช้นามพหูพจน์หลังคำต่อไปนี้ คือ a, an, amount of, ZaXlitt;e, a single,each, every, much, one, this, that, etc. (นั่น แสดงว่าหลังคำที่กล่าวมาต้องใช้รูปเอกพจน์จึงจะถูกต้อง)
3. นามนับไม่ได้ นามที่มีแต่รูปเอกพจน์ หรือนามที่มีรูปพหูพจน์พิเศษ นำมาเติม s เพื่อแสดงพหูพจน์ เช่น informations, furniture, golds, deers, teeths, childs,etc. (ต้องแก้โดยการ ตัด s ทิ้งทุกคำ และเปลี่ยน childsเป็น children)
4. ใช้รูปพหูพจน์ของนามประสม (compound noun) แบบผิดๆ เช่น detectives stories,toys stores, car races, three two- months courses, etc. (แนวคิดที่ถูกคือ คำนามตัวแรกทำหน้าที่ adjective จึงไม่มีรูปพหูพจน์อีกต่อไป เพราะไม่ใช่คำนาม ดังนั้นใน กรณีนี้เราต้องใช้รูปเอกพจน์กับนามตัวแรกทั้งหมด                    ดังนี้ detectivestories, toy stores, car races, three two-month
courses)
5. ใช้คำบอกจำนวนที่ควรเป็นพหูพจน์ในรูปเอกพจน์ เช่น hundred of, thousand of,million of (แนวคิดที่ถูกต้องในเรื่องนี้คือ คำบอก จำนวนที่ตามด้วย of จะเป็นคำนามพหูพจน์เสมอ ดังนั้นต้องแก้คำบอกจำนวนที่กล่าวมาเป็น hundreds of,thousands of, millions of ส่วนคำบอกจำนวนที่  ไม่ได้ตามด้วย of จะเป็น adjective จึงไม่มีรูปพหูพจน์เด็ดขาด เช่น three thousand men สังเกตให้ดีจะ เห็นว่า thousand ไม่ตามด้วย of จึงไม่มีการเติม s)

Examples :

1. At onetimemanypersonbelievedthat some forkedtwigs had supernaturalpowers.

คำตอบที่ถูกต้องคือ person หลังคำ many ตามด้วยนามพหูพจน์ จึงต้องแก้เป็น persons

2. Hundredof antibioticshave beendeveloped, butonlyabout 30 arein common use today.

คำตอบที่ถูกคือ Hundred ต้องแก้เป็น Hundreds

3. Doctorare discovering that there is astrongpsychologicalcomponent tochronicpain.

คำตอบที่ถูกคือ Doctor ต้องแก้เป็น Doctors สังเกตกริยาเป็นพหูพจน์คือ are

ประเด็นเรื่อง ความผิดพลาดในการใช้ pronoun อาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้

1. ความไม่สอดคล้องกันของคำนามและสรรพนาม

(จากทฤษฎี pronoun จะต้องมีคุณสมบัติเหมือน noun ที่อ้างถึงทุกประการ ถ้า noun เป็นเพศหญิง pronoun หรือ possessive adjective ที่แทนก็ต้องแสดงเพศหญิง ถ้าnoun เป็นเพศชาย pronoun หรือ possessive adjective ที่แทนก้ต้องเป็นเพศชาย เป็นต้น)

The girl has lost his keys in the pub. (แก้ his เป็น her)
Those menplanned to start his project on Monday. (แก้ his เป็น their)

2. ใช้รูป pronoun ผิดหน้าที่ กล่าวคือ ใช้รูปประธานแทนรูปกรรม เช่น ใช้ she แทน her, whom แทน who หรือใช้ possessive
pronoun theirs แทนที่จะใช้ possessive adjective their หรือในทางกลับกัน
3. ใช้ pronoun โดยไม่จำเป็น กล่าวคือมีประธานอยู่แล้วยังใช้ pronoun เป็นประธานซ้ำซ้อนอีก

Examples :

1. Charlie,whomwentout with Mr. Lee’s daughter lastnight, wasthe onlyheirofthe millionaire.

ตอบ whomต้องเปลี่ยน whom เป็น who เพราะสิ่งที่จามมาคือกริยา went ดังนั้นจึงต้องใช้ relative pronoun รูปประธาน

2. Almostall thereservedwaterwhichwasusedduring the summer.

ตอบ which ต้องตัด relative pronoun which ทิ้งไป เพราะประโยคนี้มีประธานอยู่แล้ว คือ                             the reserved water

3. The teacher wasjustlyannoyedbyhimwalking in lateanddisturbing the class.

คำตอบที่ถูกคือ him ต้องแก้เป็น his (adj.) เพื่อขยายคำนาม walking

ตัวเลือกที่ถูกต้อง ซึ่งแสดงความผิดพลาดในเรื่องของ comparison อาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้
1. ใช้รูปเปรียบเทียบขั้นกว่า (comparative) แทนขั้นที่สุด (superlative)
2. ใช้รูปเปรียบเทียบที่ผิดกฎ

Examples :

1. Whensalmon in Washington State’s Puget Sound regionswimupriverto spawn, the Skagit River hosts thebiggerofall the runs.

คำตอบที่ถูกต้องคือ bigger ต้องแก้เป็น biggest เพราะมี the นำหน้าและ of all the runs แสดงการเปรียบเทียบที่เกกินจำนวนสอง
นั่นคือการเปรียบเทียบขั้นที่สุด

2. Hydrocarbon,toowell asmanyother organiccompounds,frequentlyform polymers.

คำตอบที่ถูกต้องคือ too ต้องแก้เป็น as ตามกฎระเบียบเปรียบเทียบที่เท่ากันใช้รูป as + adjective หรือ adverb + as

3. Natural micaofasuperiorquality ischeapesttoobtain than synthetic mica.

คำตอบที่ถูกต้องคือ cheapest จะเห็นคำว่า than อยู่ในประโยคนี้ ดังนั้นต้องมีการเปรียบเทียบขั้นกว่าแน่นอน ฉะนั้น cheapest จึงใช้ไวยกรณ์ผิดพลาด ควรแก้เป็น cheaper

สำหรับข้อสอบ Error Identification ที่เช็คไวยกรณ์เรื่อง article นั้น ตัวเลือกที่มีความผิดพลาดทางไวยกรณ์ อาจมีลักษณะใด
ลักษณะหนึ่ง ดังนี้

1. ใช้ article a หน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระ เช่น a hour, a heir, aaunt, etc. (ต้องแก้เป็น anทั้งหมด)
2. ใช้ article an นำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะ เช่น an university, an unanimous decision, anhuman, etc. (ต้องแก้เป็น a ทั้งหมด)
3. ใช้ article ผิดชนิด กล่าวคือใช้ indefinite article (a,an) แทน definite article (the) หรือในทางกลับกัน
4. ใช้ article ในปริบทที่ไม่ควรใช้ หรือในที่ที่ควรใช้แต่ไม่ใช้ เช่น
Humans need the water. (ตัด the ทิ้ง เพราะกล่าวถึงนามนับไม่ได้ที่ไม่ชี้เฉพาะ ไม่ต้องมี article นำหน้า)
She likesto play violin. (ต้องใส่ the หน้าชื่อเครื่องดนตรี จึงต้องแก้เป็น the violin)

Eamples :

1. Longevityreferstothe spanoflife ofaorganism.

คำตอบที่ถูกต้องคือ a ถ้าจะให้ถูกไวยกรณ์ต้องแก้เป็น an เพื่อนำหน้าคำนามเสียงสระคือ organism

2. At endof the Civil War, the United Statewas readytoresume witharoaring surge the westward expansion which had beeninterruptedforfour years.

คำตอบที่ถูกต้องคือ At end ต้องแก้เป็น At the end เพราะเป็นการชี้เฉพาะ

ประเด็นของ ความผิดพลาดเรื่องกริยาไม่แท้ (Verbal or non-finite verb) อาจเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้

1. ใช้ infinite แทนที่จะใช้ gerund หรือในทางกลับกัน
2. ใช้ present participle (v.-ing) แทนที่จะใช้ past participle (v.3) หรือในทางกลับกัน
3. ใช้รูป verbal แบบผิดๆ เช่น to introducing, towalking
4. ใช้ infinite หรือ gerund หลังคำกริยา (can, may, must,will. Etc.)เช่น can to go

Examples :

1. People complain that thecostsof campaigningaresohighthat only the rich can affordrunningfor office.

หลัง v. affordต้องตามด้วย infinite ดังนั้นคำตอบคือ running ซึ่งต้องแก้เป็น to run

2. The Bachelor Club,establishingin 1950,wasthe firstsportscenterforFrench bachelors in Florida.

คำตอบคือ establishing ต้องแก้เป็น established (v.3)

*NOTE :
1. Verbal ที่ตามหลัง preposition ต้องเป็น gerund (v-ing) เช่น without smiling
2. กรณี กริยาต้องการกรรม (transitive verb) มีรูป participle ให้เลือก 2 รูป จะใช้รูป present participle (v-ing) หรือ past
participle (v.3) ให้ดูคำที่ตามมา
• ถ้าตามด้วย by หรือ prepositionalphrase จะใช้ v.3 เช่น the bridge built by …….. established in 1950, etc.
• ถ้าตามด้วย noun จะใช้ v-ingเช่น building the house

ประเด็นของความผิดพลาดที่ใช้ทดสอบเรื่อง preposition อาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้

1. ใส่ preposition เข้าไปในตำแหน่งที่ไม่ควรจะมี หรือ ตัด preposition ทิ้งในตำแหน่งที่ควรจะมี
2. ใช้ preposition ผิดตัว

Examples :

1. Einstein providesus, according to experts inphysics,withinsightsaboutthe universe.

คำตอบที่ถูกคือ about ต้องแก้เป็น into (insight + into)

2. Candlesweremankind’schief sourceofilluminationsinceat least 2,000 years.

คำตอบที่ถูกคือ since ข้อนี้ใช้ preposition ผิดตัว เราเห็นคำว่า 2,000 years แสดงระยะเวลา (period of time) ฉะนั้นต้องใช้ for

3. Someof themost ofspectacular waterfalls in the easterUnited Stateare foundin the Pocono MountainsofPennsylvania.

ข้อนี้ใช้ preposition ในที่ที่ไม่ควรใช้ คือ most ofต้องตัด of ทิ้งไป เพราะในที่นี้ต้องการแสดง                          การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด the most spectacular

ลักษณะความผิดพลาดทางไวยกรณ์เรื่อง word order คือ มีคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป เรียงลำดับแบบสลับที่ผิดๆที่พบบ่อยๆใน ข้อสอบมีดังนี้

Examples:

1. Itestimated isthat only about thirty percent ofourplanet’ssurfaceconsistsof land.

คำตอบคือ estimated is ซึ่งมีการเรียงลำดับคำผิด ต้องแก้เป็น isestimated

2. About two thousandyears ago, Arabians in Persia began to craftclay pots,an innovationthat accompanied the appearance ofagriculturein thearea centralof the continent.

คำตอบคือ area central ซึ่งมีการเรียงลำดับคำผิด ต้องแก้เป็น centralarea (adjective ต้องอยู่หน้า noun)

3. Plutoniumisarare extremelyandpreciouselement.

คำตอบคือ rare extremely ซึ่งมีการเรียงลำดับผิด ต้องแก้เป็น extremelyrare (adverb ต้องอยู่หน้า adjective


Subject, direct object, and indirect object | Syntax | Khan Academy


A subject is the noun phrase that drives the action of a sentence; in the sentence “Jake ate cereal,” Jake is the subject. The direct object is the thing that the subject acts upon, so in that last sentence, “cereal” is the direct object; it’s the thing Jake ate. An indirect object is an optional part of a sentence; it’s the recipient of an action. In the sentence “Jake gave me some cereal,” the word “me” is the indirect object; I’m the person who got cereal from Jake.
Practice this yourself on Khan Academy right now: https://www.khanacademy.org/syntax/e/identifyingsubjectdirectobjectandindirectobject
Watch the next lesson: https://www.khanacademy.org/humanities/grammar/syntax/v/danglingmodifierssyntaxkhanacademy
Missed the previous lesson? Watch here: https://www.khanacademy.org/humanities/grammar/syntax/v/subjectsandpredicatessyntaxkhanacademy

Syntax on Khan Academy: Syntax is the ordering of language; it’s the study of how sentences work. In this section, we’ll scratch the surface of syntax as it applies to English grammar. Much more can be said about this subject, but we’ll save that for KA Linguistics.

About Khan Academy: Khan Academy offers practice exercises, instructional videos, and a personalized learning dashboard that empower learners to study at their own pace in and outside of the classroom. We tackle math, science, computer programming, history, art history, economics, and more. Our math missions guide learners from kindergarten to calculus using stateoftheart, adaptive technology that identifies strengths and learning gaps. We’ve also partnered with institutions like NASA, The Museum of Modern Art, The California Academy of Sciences, and MIT to offer specialized content.
For free. For everyone. Forever. YouCanLearnAnything
Subscribe to KhanAcademy: https://www.youtube.com/subscription_center?add_user=khanacademy

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

Subject, direct object, and indirect object | Syntax | Khan Academy

[2021] Hit songs Southeast Asia each countries | Indonesia – Vietnam – Cambodia – Thailand | Ep.3


hitsongs
[2021] Hit Songs Southeast Asia each country | Indonesia Vietnam Cambodia Thailand | Ep.3
……………………………………………………………………………………..
Music List in Video:
00:00 : Cara Ceroboh untuk Mencinta (Darashinai Aishikata) JKT48
https://www.youtube.com/watch?v=5V19CBzU9nk
00:14 : LỜI XIN LỖI VỤNG VỀ QUÂN A.P
https://www.youtube.com/watch?v=LhTwcqI71n0
00:29 : Suly Pheng ហួសព្រំដែន (feat. KZ)
https://www.youtube.com/watch?v=04yOOUwyyV0
00:46 : MILLI TO THE MAX (Prod. by SPATCHIES)
https://www.youtube.com/watch?v=6psewIzr8g
01:02 : ANNETH MUNGKIN HARI INI ESOK ATAU NANTI
https://www.youtube.com/watch?v=fR4B5FDlNBA
01:18 : Free Fire x Sơn Tùng MTP | ‘Skyler’ Theme Song
https://www.youtube.com/watch?v=kKL3x0W2GiQ
01:34 : Chet Kanhchna ក្រោកឈរ Ft. Punleur
https://www.youtube.com/watch?v=R7b2u2emK6E
01:51 : ทานข้าวกันไหม พลพล
https://www.youtube.com/watch?v=d4GQD5j0fac
02:06 : Waode Cinta Tanpa Tapi
https://www.youtube.com/watch?v=vrY96Xi7KI8
02:21 : Phao 2 Phut Hon (KAIZ Remix)
https://www.youtube.com/watch?v=yoZy2E1750
02:37 : Chet Kanhchna សន្យា
https://www.youtube.com/watch?v=GE0oGzcIo
02:53 : สายตาหลอกกันไม่ได้ (Eyes don’t lie) INK WARUNTORN
https://www.youtube.com/watch?v=CEdz_RXi8E
03:09 : AGSEISA PINJAM PELUK
https://www.youtube.com/watch?v=TuOA2PtuaA
03:24 : Quang Hùng MasterD Dễ Đến Dễ Đi (4D)
https://www.youtube.com/watch?v=YV_U70X1Rsk
03:40 : Olica សន្តាន (Sondan)(feat. KZ \u0026 YT)
https://www.youtube.com/watch?v=hHJ2uSTaP4k
03:58 : คลั่งรัก (Crazy) | First Anuwat
https://www.youtube.com/watch?v=jfAE4U4p3o
04:15 : NIKI lowkey
https://www.youtube.com/watch?v=mxyucLe9YE4
04:32 : NÍU DUYÊN | LÊ BẢO BÌNH
https://www.youtube.com/watch?v=uo6VU4euIbY
04:50 : Mina ម្ដងទៀតបានទេ ( Do it )
https://www.youtube.com/watch?v=8cgHzjLEM6o
05:09 : เธอทำให้ได้รู้ feat.ก้อง สหรัถ POTATO
https://www.youtube.com/watch?v=Fw0mDjq0A_w
……………………………………………………………………………………..
Mục đích của video này là giới thiệu thế giới về âm nhạc của Đông Nam Á, để tìm hiểu các bài hát nổi tiếng của Đông Nam Á, và không so sánh hay gây ra xung đột. Mỗi quốc gia là khác nhau và là một bài hát hay. Và mỗi quốc gia có một video âm nhạc tuyệt vời.
……………………………………………………………………………………..
The purpose of this clip is to introduce the world to the music of Southeast Asia, to get to know the popular songs of Southeast Asia, and not to compare or cause conflicts. Every country is different and is a good song. And each country has a great music video.
……………………………………………………………………………………..
❖Thanks for watching my video.
❖Nếu bạn thấy hay thì Like ,Đăng ký kênh và để lại Comment góp ý!
❖Like and share if you love it.
►►►►►►►►►►►►►►►►
►CONNECT
▶️Facebook: https://bit.ly/2WjlIny
▶️Instargram: https://bit.ly/2QjXQfA
▶️Twitter: https://bit.ly/33miRvs
▶️Discord: https://bit.ly/33pVCko
►►►►►►►►►►►►►►►►
►SUBSCRIBE
https://bit.ly/2vqQOyq
►►►►►►►►►►►►►►►►
© Video by PexLight ☞ Do not reup
☞Please Contact: [email protected]

[2021] Hit songs Southeast Asia each countries | Indonesia - Vietnam - Cambodia - Thailand | Ep.3

EP.13 คำถามยอดฮิต….เอากระเป๋า address มาจากไหน??? ที่เอามา ขุดพูลตรง


EP.13 คำถามยอดฮิต….เอากระเป๋า address มาจากไหน??? ที่เอามา ขุดพูลตรง
EP13 แชร์ประสบการณ์ขุดบิทคอยน์ด้วยการ์ดจอ
https://youtu.be/C3RZzNgfklQ
.
คือคนถามมาเยอะมากๆ ครับ
สำหรับคำถามนี้
.
.
กลุ่มช่วยเหลือ สอบถามปัญหานักขุด
https://www.facebook.com/groups/926974341405498
.
คนไหนยังไม่มีบัญชี กดสมัครจากลิ้งค์นี้เลยครับ
สมัครสตางค์
https://satang.pro/signup?referral=ST80L9ZN
สมัคร Binance
https://www.binance.com/en/register?ref=UBRNONTT
สมัครบิทคับ
https://www.bitkub.com/signup?ref=3278
.
คลิปแชร์รายได้จากการขุดเหมือง (วันนั้นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ 555) | EP.1 แชร์ประสบการณ์ขุดบิทคอยน์
https://youtu.be/bUKTuK_ScQw
มือใหม่ควรฟัง การเตรียมตัวก่อนการขุดบิทคอยน์ | EP.2 แชร์ประสบการณ์ขุดบิทคอยน์ด้วยการ์ดจอ
https://youtu.be/kndWkLnN4x4
ขุด Nicehash กับ ขุดพูลตรง อันไหนดีกว่ากัน | EP.3 แชร์ประสบการณ์ขุดบิทคอยน์ด้วยการ์ดจอ
https://youtu.be/92lSTtpNxfo
สอนวิธี ขุดบิทคอยน์ BTC ด้วยโปรแกรม Nicehash ใน windows | EP.4
https://youtu.be/yOPwi4kNrU4
สอนวิธี ขุดตรง Ethereum ด้วยโปรแกรม Phoenix Miner | EP.5
https://youtu.be/LKrrWJs4ycs
.
.
รวมไตเติ้ลน่าใช้
สำหรับสาย Youtuber ต้องตัวนี้เลย
iPitch Titles for YouTuber V.1
https://youtu.be/QjIyitNc_gM
iPitch Titles for YouTuber V.2
https://youtu.be/JRPuBHvwb4Q
iPitch Titles for YouTuber V.3
https://youtu.be/UA9NYgJXauU
iPitch Titles for YouTuber V.4
https://youtu.be/tj6S_6R1uXA
iPitch VLOG titles V.1
https://youtu.be/qQ1SmfbZwMs
.
รวมลิ้งค์แจกของฟรี
1.Speed Line
https://youtu.be/wI5Q4wyt2KM
2. Cartoon Transition
https://youtu.be/3BgU1EmG0OY
3. Effect ปาดแสง
https://youtu.be/Wqu6jheu0Uc
4. Effect ภาพกระพริบ
https://youtu.be/_HKdA59dKqk
5. YouTube Subscribe
https://youtu.be/PGDwcic9PHk
6. YouTube Title
https://youtu.be/xvx3UEMv5a0
7. Logo Transition
https://youtu.be/_8EohoAxdKM
8. Simple Line
https://youtu.be/8mCehbeNJ8A
9. Simple Title
https://youtu.be/EnwWdAymBTQ
10. Simple Color transition
https://youtu.be/oOQBIAwzyGQ
11. Adjustment Layer
https://youtu.be/Jb5c38SU8ZI
12. Shot tracer effect
https://youtu.be/76NJLR2bO1Y
13. Color Transition
https://youtu.be/RBENZ2A0m1s
.
วิธีลง Plugins
https://youtu.be/kmG0ssCcu_I
https://youtu.be/UY0mEkjgh0E
.
ฝากกดไลค์เพจและ subscribe channel กันด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/ipitchstudio
.
วิธีโหลดเพลงไม่ติดลิขสิทธิ์ของ youtube
https://youtu.be/Ceq_gfk6prw
.
บทเรียน… สอนพื้นฐานการตัดคลิปด้วย Final Cut Pro X
https://www.youtube.com/playlist?list=PLNMLtm2D8w1Ap7qWNbZ3AH_Gg5Atag1k
.
วิธี ปรับจูน Final Cut Pro X ให้ทำงานแบบลื่น ปรื๊ดๆ
https://youtu.be/CgY7210ZgS4?list=PLNMLtm2D8w1Ap7qWNbZ3AH_Gg5Atag1k\u0026t=229
.
สอน Apple Motion
https://www.youtube.com/playlist?list=PLNMLtm2D8w1BbXhqFxtBJp0Y4l1L99dYk
.
Youtube Tips
https://www.youtube.com/playlist?list=PLNMLtm2D8w1CXQKoQz4Twi9_AiQ5NbGB
.
macOS Tips
https://www.youtube.com/playlist?list=PLNMLtm2D8w1Am9haWAJvt6Uuxf0H6_980
.
ฝากกดไลค์เพจและ subscribe channel กันด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/ipitchstudio
ใครอยากให้ทำคลิปอันไหนบอกกันมาได้นะครับ
ขอบคุณครับ
wallet ipitchstudio ขุดตรงeth

EP.13 คำถามยอดฮิต....เอากระเป๋า address มาจากไหน??? ที่เอามา ขุดพูลตรง

PRESENT ADDRESS IELTS LISTENING PRACTICE TEST 21.01.2021 WITH ANSWERS|| IELTS WITH SURAJ


THANKS
PLEASE SUBSCRIBE

PRESENT ADDRESS IELTS LISTENING PRACTICE TEST 21.01.2021 WITH ANSWERS|| IELTS WITH SURAJ

Who Was Ishmael? How we were taught the wrong story of Issmail for 1400 years. Irrefutable evidence!


This segment is is Part 3.3 of the series:
“Why No Stories = No Quran?”
How to extract Abrahamic Locution from Zikr (QurꜤānic Stories \u0026 Parables)?

If you are interested in learning Who Was Ishmael? How we were misled from the true Quranic story of Issmail for 1400 years, then this segment os for you.

In this segment:
1. The traditional (erroneous) story of Ibrāhīm
2. Dissonance in traditional account about IssmāƐīl
3. Reminder about the concept of Markings علامات
4. Reminder about the principle of intentionality
5. Reminder about what لا إلٰه إلا الله means
6. Primary Evidence of who IssmāƐīl was
7. Secondary Evidence of who IssmāƐīl was
8. Verification of our conclusion
9. The traditional story of Hājar (or Hāgar)
10. What about AsṢafā and AlMarwā?
11. Is it true that IssmāƐīl is “ghulām Ḥalīm” whereas IssḤāq is “ghulām Ɛalīm”?
12. Beautiful, good news at the end of this segment. Make sure you don’t miss it!
13. What are the implications of all of this?
14. What to do with this information?

To access the segment of the Selected Supplications, visit this link:
https://youtu.be/I9mTIpVjZDs

On this channel, we do NOT teach the (corrupted) Bible! We only teach the QurꜤān, using the Quranic methodology to extract knowledge from the Quran, exclusively!

We rely on the organic Quranic methodology, on the Abrahamic locution, and on the nested interpretation techniques to uncover the meanings and indications of the Quran verses.
The conclusion: When the Quran Tafseer scholars decided to bring their stories form corrupted versions of the earlier scriptures, they misled the Muslims from engaging the Quran in the way that Allahh had instructed us to do.
Why are we presenting these topics on this channel?
1. Our primary mission on this channel is to teach this divine 3ilm (of the organic Quranic methodology + the Abrahamic locution) after it has been undocumented for 14 centuries
2. Please resist the urge of learning JUST for the sake of curiosity
3. The ultimate goal of learning this 3ilm is to teach you Shukoor (practicing proper communication with Allahh)
4. This channel is NOT to AFFIRM what you were taught, but to apply the methodology to seek the truth about the Quran. Learn how to empty your cup before you can receive a fresh refill!

Instagram @Marvelous.Quran
Facebook Marvelous Quran
You may contact us via email [email protected]
Quran Translation and Commentary by Dr. Hany Atchan

Who Was Ishmael? How we were taught the wrong story of Issmail for 1400 years. Irrefutable evidence!

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆLEARN FOREIGN LANGUAGE

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ present address คือ

See also  [Update] จริงไหม นกที่ตื่นเช้าจะได้กินหนอนก่อนใคร แล้วใครว่า ‘นอนตื่นสาย’ เป็นความผิด | อย่า นอน ตื่น สาย อย่า อาย ทํา กิน - NATAVIGUIDES
See also  [Grammars] Gerunds and Infinitives - Danh động từ \u0026 Động từ nguyên thể | gerunds and infinitives คือ
See also  [NEW] | ทุน ต่าง ประเทศ ม ปลาย - NATAVIGUIDES

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *