Home » [Update] Grammar: หลักการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน | สรุป future simple tense – NATAVIGUIDES

[Update] Grammar: หลักการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน | สรุป future simple tense – NATAVIGUIDES

สรุป future simple tense: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

Table of Contents

การศึกษาเรื่องโครงสร้างประโยคของ Tense ต่าง ๆ ทำให้สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่กำลังกล่าวถึงอยู่นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ซึ่งช่วยป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาด วันนี้เราจะเริ่มเรียน Tense พื้นฐานอย่าง Present Simple Tense กันก่อน ไปลุยกันเลย!

ลักษณะการใช้ Present Simple Tense

Present แปลว่า ปัจจุบัน ดังนั้น Present Simple Tense จึงเป็นประโยคที่มีโครงสร้างแบบง่าย ๆ เพื่อใช้พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันนั่นเอง โดยมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

1. ใช้เพื่อพูดถึงความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน หรือความเป็นจริงตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม เช่น

    When the earth moves around itself, it makes Day and Night.
    (เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง มันทำให้เกิดกลางวันกลางคืน)

    Durian is the king of fruit.
    (ทุเรียนเป็นราชาผลไม้)

2. ใช้เพื่อพูดถึงเหตุการณ์ นิสัย หรือการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน เช่น

    I walk to school every day.
    (ฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)

    Nuda always help other people so everyone loves her.
    (นุดาช่วยเหลือคนอื่นเป็นประจำ ดังนั้นทุกคนจึงรักหล่อน)

3. ใช้เพื่อให้คำแนะนำหรือการบอกทิศทาง เช่น

    Turn off the television before going to bed.
    (ปิดโทรทัศน์ก่อนเข้านอน)

    You go straight for 300 meters, then the destination is on your left.
    (คุณเดินตรงไป 300 เมตรและจุดหมายปลายทางจะอยู่ทางซ้ายมือของคุณ)

รูปประโยคของ Present Simple Tense

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า Present Simple Tense คือประโยคที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ฉันว่ายน้ำทุก ๆ วัน โดยรูปประโยคของ Present Simple Tense มีรูปแบบดังต่อไปนี้

1. ประโยคบอกเล่า

โครงสร้างของประโยคบอกเล่า :  Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)
ทั้งนี้คำกริยาช่องที่ 1 นั้นจะมีการเติม s หรือ es ถ้าหากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) แต่ถ้าประธานเป็น I, You หรือประธานพหูพจน์ (You (หลายคน), We, They) ให้คงรูปคำกริยานั้น ๆ ไว้เช่นเดิม เช่น

I go to university by bus every morning.
(ฉันไปมหาวิทยาลัยโดยรถโดยสารประจำทางทุกเช้า)
**ประโยคนี้ประธานคือ I แม้จะเป็นเอกพจน์แต่เป็นข้อยกเว้น ดังกริยา go จึงไม่ต้องเติม s หรือ es

He plays guitar very well.
(เขาเล่นกีตาร์เก่งมาก)
**ประโยคนี้ประธานคือ He เป็นเอกพจน์ กริยาคือ play จึงต้องเติม s

They enjoy playing the football.
(พวกเขาสนุกกับการเล่นฟุตบอล)
**ประโยคนี้ประธานคือ They เป็นพหูพจน์ กริยาคือ enjoy จึงไม่ต้องเติม s หรือ es

ความรู้เพิ่มเติม : หลักการเติม s,es นั้นง่ายนิดเดียว คือ คำกริยาที่ลงท้ายด้วย ch, o, s, ss, sh, x ให้เติม es เมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) เช่น

She washes her car.
ประธานของประโยคคือ She ซึ่งเป็นเอกพจน์ คำกริยาคือ wash ที่ลงท้ายด้วย sh จึงต้องเติม es ต่อท้าย

ส่วนคำกริยาอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยพยัญชนะทั้ง 6 ตัวนั้น ให้เติม s หลังคำกริยาในประโยคที่มีประธานเป็นเอกพจน์ได้เลย เช่น

My mom cooks some food for me.
ประธานของประโยคคือ My mom ซึ่งเป็นเอกพจน์ เราใช้ She แทน My mom ได้ คำกริยาคือ cook ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยพยัญชนะตามกฎ จึงเติม s ได้ทันที

และถ้าหากคำกริยานั้นลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es ท้ายคำกริยานั้น เช่น study – studies, fly – flies, carry – carries เป็นต้น แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าหากหน้า y เป็นสระ (A, E, I, O, U) ให้เติม s ได้ทันที เช่น play – plays, buy – buys, stay – stays

See also  [NEW] อยากย้ายประเทศฟังทางนี้! มีเงินเก็บอย่างต่ำ 3 แสน หาผัว-หาเมียฝรั่ง ง่ายสุดขอทุนเรียนต่อแล้วหางานทำ | อยาก ไป ทํา งาน ต่าง ประเทศ ต้อง ทํา ยัง ไง - NATAVIGUIDES

2. ประโยคคำถาม

โครงสร้างของประโยคคำถามใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคือ

แบบที่ 1 : Verb to be + Subject + Object/ส่วนขยาย + (คำบอกเวลา) ?
ใช้เมื่อในประโยคนั้นมี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เช่น

She is my sister.   —>   Is she your sister ? (หล่อนเป็นน้องสาวคุณหรือเปล่า?)
เมื่อเห็น V. to be ในประโยคให้นำ V. to be ขึ้นต้นประโยคนำหน้าประธานได้เลย เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคคำถาม (และอย่าลืมเปลี่ยนคำสรรพนามด้วยนะคะ จาก my เป็น your)

แบบที่ 2 : Verb to do + Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)?
ใช้เมื่อประโยคนั้นไม่มี V. to be จึงต้องนำ V. to do ได้แก่ do กับ does เข้ามาช่วย โดยขึ้นต้นประโยคนำหน้าประธาน ซึ่งมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันคือ Do ใช้นำหน้า I, You และประธานที่เป็นพหูพจน์ (You, We, They) ส่วน Does ใช้นำหน้าประธานที่เป็นเอกพจน์ (He, She, It) และคำกริยาคงรูปช่องที่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเติม s, es เช่น

They play football every evening.   —>   Do they play football every evening? (พวกเขาเล่นฟุตบอลทุกเย็นหรือเปล่า?)
ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do มาใช้ขึ้นต้นประโยคนำหน้า they ซึ่งเป็นประธานพหูพจน์

That cat eats fish.   —>   Does that cat eat fish ? (แมวตัวนั้นกินปลาหรือเปล่า?)
ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do นั่นก็คือ does มาใช้ขึ้นต้นประโยคนำหน้า that cat หรือก็คือ it ซึ่งเป็นประธานเอกพจน์ โดยคำกริยาคือ eat มีการตัด s ออกในประโยคคำถาม

3. ประโยคปฏิเสธ

รูปแบบประโยคปฏิเสธใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคล้ายกับรูปแบบประโยคคำถามคือ

แบบที่ 1 : Subject + Verb to be + not + Object/ส่วนขยาย + (คำบอกเวลา)
ใช้เมื่อในประโยคนั้นมี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เช่น

I am your servant.   —>   I am not your servant. (ฉันไม่ได้เป็นคนรับใช้ของคุณ)
เมื่อเห็น V. to be ในประโยคให้เติม not ไว้หลัง V. to be ได้ทันที เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคปฏิเสธ

แบบที่ 2 : Subject + Verb to do + not + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)
แบบที่สองใช้เมื่อประโยคนั้นไม่มี V. to be จึงต้องนำ V. to do ได้แก่ do กับ does เข้ามาช่วยแล้วตามหลังด้วย not เพื่อบอกความปฏิเสธ ส่วนคำกริยาให้คงรูปช่องที่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเติม s,es เช่น

He watches television at home.   —>   He does not watch television at home. (เขาไม่ได้ดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน)
ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do นั่นก็คือ does มาเป็นกริยาช่วยและตามด้วย not เพื่อบอกรูปปฏิเสธ ส่วนคำกริยาเมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธแล้วให้ตัด s,es ทิ้งคงเหลือคำกริยาช่องที่ 1 รูปเดิม

คำบอกเวลาใน Present Simple Tense

ในประโยค Present Simple Tense มักจะมีคำบอกเวลาซึ่งเป็น Adverbs of Frequency ปรากฎอยู่ในประโยคเพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำนั้น ๆ ได้แก่
 

Adverbs of Frequency

คำบอกเวลา

Always

สม่ำเสมอ, เป็นประจำ

Frequently

บ่อย ๆ

Often

บ่อย ๆ

Usually

โดยปกติ

Hardly

แทบจะไม่เคย

Never

ไม่เคย

Rarely

แทบจะไม่เคย

Seldom

นาน ๆ ครั้ง

Sometimes

บางครั้ง

 

และนอกจากตัวอย่างคำบอกเวลาที่พบบ่อยใน Present Simple Tense แล้ว ยังอาจพบคำว่า every + … เช่น every month, every morning, every Saturday เพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำก็ได้ เช่น

My teacher always drinks coffee in the morning.
(ครูของฉันดื่มกาแฟในตอนเช้าเป็นประจำ)

Nadech usually gets up at 7 o’clock.
(โดยปกติณเดชตื่นนอนตอนเจ็ดโมง)

Narong hardly reads books so he doesn’t pass the exam.
(ณรงค์แทบจะไม่เคยอ่านหนังสือ ดังนั้นเขาจึงสอบตก)

It seldom rains in this part of the country.
(ฝนตกนาน ๆ ครั้งในพื้นที่นี้ของประเทศ)

I feel like she’s selfish sometimes.
(ฉันรู้สึกว่าหล่อนเห็นแก่ตัวในบางครั้ง)

Kimmy hangs out with her friends every Saturday night.
(คิมมี่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนของเธอทุกคืนวันเสาร์)

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับสรุปหลักการใช้ Present Simple Tense แบบง่าย ๆ ที่นำมาฝากกัน อย่าลืมลองนำหลักการและทริคต่าง ๆ ที่นำมาฝากไปใช้กันดูนะคะ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถสื่อสารได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และสามารถนำไปใช้เป็นจุดสังเกตเมื่อต้องเจอข้อสอบหรือแบบฝึกหัดได้อีกด้วย Please often review this lesson everyday กันนะคะ ^^

 

 

 

[Update] เทคนิคการใช้ Future Tense ศึกษากันได้แบบง่ายๆ กับการวางแผนสิ่งที่จะทำในอนาคต!!! | สรุป future simple tense – NATAVIGUIDES

See also  [NEW] หลักการใช้ Present Continuous Tense ง่ายๆ ถ้าเข้าใจเรื่อง is am are – NSRU BLOG | การใช้ present continuous - NATAVIGUIDES

 

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เราก็นำเทคนิคดีๆมานำเสนอกันอีกเช่นเคย สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจการทำงานในส่วนของ Future Tense วันนี้เราเอาคำอธิบายแบบง่ายๆ มาฝากค่ะ

 

present-tense

 

 

1. Future Simple Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต โดยมีคำหรือวลีบอกเวลาอยู่ด้วย อันเป็นการคาดหมายล่วงหน้า ให้คำมั่นสัญญา หรือแสดงความตั้งใจเอาไว้ และที่เป็นการขออนุญาต หรือขอความเห็นชอบด้วย

 

simple_future_tense

 

โครงสร้างประโยค : Subject + will/shall + verb 1

1) ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งขณะที่พูดเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น มักมี Adverb บอกเวลา เช่น Soon, shortly, in a short time, tonight, next month, next Monday เป็นต้น

2) ประโยคแสดงอนาคตที่มีกริยา 2 ตัว ให้ใช้ Future Simple Tense กับกริยาเพียงตัวเดียว ส่วนอีกตัวหนึ่ง (คือประโยคที่อยู่หลังคำเชื่อม) ให้ใช้ Present Simple Tense หรือ Present Perfect Tense กริยาที่ใช้ Future Simple Tense คือ กริยาที่อยู่หน้าคำเชื่อม และคำเชื่อมที่นำมาใช้เท่าที่พบมาก ได้แก่ if, unless, when, until, as soon as, before, after, the moment that, by the time that, now that

2.1 การใช้ (be) going to + verb 1 เพื่อแสดงความตั้งใจ แทน will, shall ได้ เช่น I am going to write to Anong this                  evening.

2.2 ใช้ (be) going to + verb 1 เพื่อแสดงการคาดคะเนแทน will, shall ได้ เช่น I think it is going to rain.

2.3 ใช้ (be) going to + verb 1 เพื่อแสดงข้อความซึ่งเชื่อว่าเป็นจริงเช่นนั้นโดยปราศจากข้อสงสัย แทน will, shall ได้ เช่น             My wife is going to have a baby.

 

 

 

2. Future Continuous Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ในอนาคต ที่คาดหมายว่าจะกำลังดำเนินอยู่ในช่วงวัน – เวลาที่ระบุเอาไว้นั้น

ตัวอย่างเช่น
He will be coming home around five p.m..
My son will be calling me up tonight.

 


โครงสร้างประโยค : Subject + will/shall + be + verb -ing

1) ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่าง ที่จะเกิดขึ้นก่อน-หลังกันในอนาคต โดยมีหลักการแต่งประโยคดังนี้
– เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Future Continuous Tense: Subject + will/shall + be + verb –ing
– เหตุการณ์ใดเกิดหลังใช้ Present Simple Tense: Subject + verb 1 เช่น He will be sleeping when I visit him.

2) ใช้กับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ตามเวลาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน เช่น  This time tomorrow I        shall be flying to New York.

3) ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ได้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า จะทำเช่นนี้จริงๆ เช่น We shall be working all day tomorrow.

 

 

 

3. Future Perfect Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและดำเนินไปจนเสร็จ       สมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้นั้น

ตัวอย่างเช่น
We’ll have finished our homework by 10 o’ clock tonight.
By this time tomorrow she‘ll have done all her assignments.

 

future_perfect_tense
โครงสร้างประโยค : Subject + will/shall + have + verb 3

3.1 ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต ซึ่งขณะที่พุดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วง
หน้าว่า ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้นสมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว จึงมีเหตุการณ์อันที่ 2 เกิดขึ้นตามมา

– เหตุการณ์เกิดก่อนใช้ Future Perfect Tense: Subject + will/shall + have + verb 3
– เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Present Simple Tense: Subject + verb 1

เช่น โจทย์ : The play (start) before we (reach) the theatre.
เฉลย : The play will have started before we reach the theatre.
3.2 ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยคและพึงสังเกตไว้ว่า คำหรือกลุ่มที่บอกเวลาเป็นอนาคตนำมาร่วมกำกับไว้นั้นจะนำหน้าด้วยบุรพบท “by” เสมอ เช่น by tomorrow, by dinner time

3.3 ใช้เพื่อแสดงความสงสัยว่า “คงจะอย่างนั้น อย่างนี้แล้วก็ได้” เช่น
I expect you will have heard that Ladda is going to be married next month.

 

 

 

4. Future Perfect Continuous Tense คือ ประโยคที่พูดถึงกระทำหรือเหตุการณ์ในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะยังคง     ดำเนินอยู่ต่อไปในระยะเวลาที่ระบุไว้นั้น เช่น

By the end of this semester we will have been studying English Grammar for two years.

How long will you have been studying English here when you go home next week?

 

future-perfect-continuous-tense

 

โครงสร้างประโยค : Subject + will/shall + have + been + verb -ing

มีวิธีใช้เช่นเดียวกับ Future Perfect Tense ทุกประการ ต่างกันก็ตรงที่ว่า เราใช้ Tense นี้เพื่อ “เน้นถึงการต่อเนื่องของการกระทำว่า ได้ดำเนินต่อเนื่องกันไป แม้เมื่อถึงเวลานั้นการกระทำก็ยังคงดำเนินอยู่ และก็จะดำเนินต่อไปอีกมิได้หยุด”

See also  Top 8 AliExpress Products To Dropship on Shopify (August 2021) | dropship aliexpress | Nataviguides

ซึ่งประโยค Future Perfect ทั้ง 2 แบบ จำเป็นต้องมีคำพูดถึงระยะเวลาอยู่ด้วย โดยอาจอยู่ในรูปของอนุประโยคนำด้วย when หรือ วลีนำโดย by อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเอาไว้นำหน้าหรือต่อท้ายประโยคก็ได้ คำพูดถึงระยะเวลาเหล่านี้ ได้แก่

By 8 p.m., by next June, by that time, by noon, by this time next month, by the end of July, by midnight, by the end of this semester

 

 

 

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมล่ะคะเพื่อนๆ ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็จะเข้าใจถึงรากของ Future Tense เลยล่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆหลายๆคนนะคะ ใครที่จำไม่ได้ลองวาดภาพดูนะคะ จะช่วยได้มากๆเลย

source: gotoknow

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันจ้า…


At the Airport


Learn English words and phrases you can use at the airport when checking in, going through security and while traveling by plane.

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

At the Airport

Future Simple VS Present Simple Tense ตอนที่ 8 ภาษาอังกฤษ ป.4 – ม.6


Future Simple VS Present Simple Tense
ภาษาอังกฤษ ป.4 ม.6
มาตราฐาน ต 2.2
มาดูหลักการใช้และความแตกต่างระหว่าง Future Simple และ Present Simple กับ Bobby และผองเพื่อนกัน
โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ DLIT (Distance Learning Information Technology)
http://www.dlit.ac.th

Future Simple VS Present Simple Tense ตอนที่ 8 ภาษาอังกฤษ ป.4 - ม.6

วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ป.6 เรื่อง ทบทวนการใช้ Future Simple Tense


สำหรับนักเรียนชั้น ป.5 ม.6 ทุกคนที่ต้องการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และคณิตศาสตร์
นักเรียนสามารถทำแบบฝึกหัด และทำแบบทดสอบได้จาก เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันของเรา
Web: https://nockacademy.com/learn/
iOS: https://apple.co/2SKdksn
Android: http://bit.ly/2REzb7w
●สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่สนใจ●
http://nockacademy.com
●สำหรับโรงเรียนใดที่สนใจ●
https://nockacademy.com/forschool/

วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ป.6 เรื่อง ทบทวนการใช้  Future Simple Tense

THÌ TƯƠNG LAI ĐƠN – Future Simple Tense (Part 2) – 10 phút thành thạo thì TƯƠNG LAI ĐƠN


Video giúp bạn nắm vững được cách dùng thì tương lai đơn đúng cách. Một số dấu hiệu nhận biết về thì TƯƠNG LAI ĐƠN rất quan trọng để giúp bạn phân biệt với các thì khác trong tiếng anh. Kiến thức này cũng giúp bạn viết bài tiếng anh đúng ngữ pháp hơn trong các chương trình như IELTS, TOEIC…
Phần bài tập theo link sau: https://drive.google.com/file/d/14bCG6UuoAtJMNShuSvO9L0tyJWgDQDd/view?usp=sharing
Cách chia động từ trong THÌ HIỆN TẠI ĐƠN : https://www.youtube.com/watch?v=JcZ3FmMcsbU\u0026t=64s
Các dạng bài tập THÌ HIỆN TẠI TIẾP DIỄN : https://www.youtube.com/watch?v=jZ5zDOZSj0Y\u0026t=1s
Cách chia ĐỘNG TỪ trong thì HIỆN TẠI ĐƠN Phần 2: https://www.youtube.com/watch?v=jZ5zDOZSj0Y\u0026t=1s
Cách dùng các động từ Study Have Do Play Go: https://www.youtube.com/watch?v=v6mweAKt8B8\u0026t=3s

THÌ TƯƠNG LAI ĐƠN - Future Simple Tense (Part 2) - 10 phút thành thạo thì TƯƠNG LAI ĐƠN

English speaking for Real Life – English conversation between parents and children everyday


English speaking for Real Life English conversation between parents and children everyday
Are you a parent who’s taking care of your kids everyday? Do you want to know how to make conversations to understand your kids better? Then this video is right for you! Enjoy and learn some new phrases when communicating with your children.
Thanks For Watching ! Please Like Share \u0026 Comment If You Like This Video !
Subscribe English Speaking Course to get newest interesting video:
https://www.youtube.com/channel/UCLsI5B3rIr27hmKqE8hi4w

English Convesation Speaking
Lifehttps://www.youtube.com/playlist?list=PLOCvbe7RB9fZMMtLM5IP1oBVxjYownyc

P/s: Thanks for watching video ! Don’t forget subscribe my channel
https://www.youtube.com/channel/UCLsI5B3rIr27hmKqE8hi4w?sub_confirmation=1
englishconversation englishspeaking

English speaking for Real Life - English conversation between parents and children everyday

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่MAKE MONEY ONLINE

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ สรุป future simple tense

Leave a Reply

Your email address will not be published.