Home » [Update] Grammar: หลักการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน | ประโยค คํา ถาม present perfect – NATAVIGUIDES

[Update] Grammar: หลักการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน | ประโยค คํา ถาม present perfect – NATAVIGUIDES

ประโยค คํา ถาม present perfect: คุณกำลังดูกระทู้

Table of Contents

การศึกษาเรื่องโครงสร้างประโยคของ Tense ต่าง ๆ ทำให้สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่กำลังกล่าวถึงอยู่นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ซึ่งช่วยป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาด วันนี้เราจะเริ่มเรียน Tense พื้นฐานอย่าง Present Simple Tense กันก่อน ไปลุยกันเลย!

ลักษณะการใช้ Present Simple Tense

Present แปลว่า ปัจจุบัน ดังนั้น Present Simple Tense จึงเป็นประโยคที่มีโครงสร้างแบบง่าย ๆ เพื่อใช้พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันนั่นเอง โดยมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

1. ใช้เพื่อพูดถึงความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน หรือความเป็นจริงตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม เช่น

    When the earth moves around itself, it makes Day and Night.
    (เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง มันทำให้เกิดกลางวันกลางคืน)

    Durian is the king of fruit.
    (ทุเรียนเป็นราชาผลไม้)

2. ใช้เพื่อพูดถึงเหตุการณ์ นิสัย หรือการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน เช่น

    I walk to school every day.
    (ฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)

    Nuda always help other people so everyone loves her.
    (นุดาช่วยเหลือคนอื่นเป็นประจำ ดังนั้นทุกคนจึงรักหล่อน)

3. ใช้เพื่อให้คำแนะนำหรือการบอกทิศทาง เช่น

    Turn off the television before going to bed.
    (ปิดโทรทัศน์ก่อนเข้านอน)

    You go straight for 300 meters, then the destination is on your left.
    (คุณเดินตรงไป 300 เมตรและจุดหมายปลายทางจะอยู่ทางซ้ายมือของคุณ)

รูปประโยคของ Present Simple Tense

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า Present Simple Tense คือประโยคที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ฉันว่ายน้ำทุก ๆ วัน โดยรูปประโยคของ Present Simple Tense มีรูปแบบดังต่อไปนี้

1. ประโยคบอกเล่า

โครงสร้างของประโยคบอกเล่า :  Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)
ทั้งนี้คำกริยาช่องที่ 1 นั้นจะมีการเติม s หรือ es ถ้าหากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) แต่ถ้าประธานเป็น I, You หรือประธานพหูพจน์ (You (หลายคน), We, They) ให้คงรูปคำกริยานั้น ๆ ไว้เช่นเดิม เช่น

I go to university by bus every morning.
(ฉันไปมหาวิทยาลัยโดยรถโดยสารประจำทางทุกเช้า)
**ประโยคนี้ประธานคือ I แม้จะเป็นเอกพจน์แต่เป็นข้อยกเว้น ดังกริยา go จึงไม่ต้องเติม s หรือ es

He plays guitar very well.
(เขาเล่นกีตาร์เก่งมาก)
**ประโยคนี้ประธานคือ He เป็นเอกพจน์ กริยาคือ play จึงต้องเติม s

They enjoy playing the football.
(พวกเขาสนุกกับการเล่นฟุตบอล)
**ประโยคนี้ประธานคือ They เป็นพหูพจน์ กริยาคือ enjoy จึงไม่ต้องเติม s หรือ es

ความรู้เพิ่มเติม : หลักการเติม s,es นั้นง่ายนิดเดียว คือ คำกริยาที่ลงท้ายด้วย ch, o, s, ss, sh, x ให้เติม es เมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) เช่น

She washes her car.
ประธานของประโยคคือ She ซึ่งเป็นเอกพจน์ คำกริยาคือ wash ที่ลงท้ายด้วย sh จึงต้องเติม es ต่อท้าย

ส่วนคำกริยาอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยพยัญชนะทั้ง 6 ตัวนั้น ให้เติม s หลังคำกริยาในประโยคที่มีประธานเป็นเอกพจน์ได้เลย เช่น

My mom cooks some food for me.
ประธานของประโยคคือ My mom ซึ่งเป็นเอกพจน์ เราใช้ She แทน My mom ได้ คำกริยาคือ cook ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยพยัญชนะตามกฎ จึงเติม s ได้ทันที

และถ้าหากคำกริยานั้นลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es ท้ายคำกริยานั้น เช่น study – studies, fly – flies, carry – carries เป็นต้น แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าหากหน้า y เป็นสระ (A, E, I, O, U) ให้เติม s ได้ทันที เช่น play – plays, buy – buys, stay – stays

See also  \"No Have\" ผิด ! งั้นไม่มีภาษาอังกฤษว่าอย่างไร | หมดไป ภาษาอังกฤษ

2. ประโยคคำถาม

โครงสร้างของประโยคคำถามใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคือ

แบบที่ 1 : Verb to be + Subject + Object/ส่วนขยาย + (คำบอกเวลา) ?
ใช้เมื่อในประโยคนั้นมี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เช่น

She is my sister.   —>   Is she your sister ? (หล่อนเป็นน้องสาวคุณหรือเปล่า?)
เมื่อเห็น V. to be ในประโยคให้นำ V. to be ขึ้นต้นประโยคนำหน้าประธานได้เลย เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคคำถาม (และอย่าลืมเปลี่ยนคำสรรพนามด้วยนะคะ จาก my เป็น your)

แบบที่ 2 : Verb to do + Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)?
ใช้เมื่อประโยคนั้นไม่มี V. to be จึงต้องนำ V. to do ได้แก่ do กับ does เข้ามาช่วย โดยขึ้นต้นประโยคนำหน้าประธาน ซึ่งมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันคือ Do ใช้นำหน้า I, You และประธานที่เป็นพหูพจน์ (You, We, They) ส่วน Does ใช้นำหน้าประธานที่เป็นเอกพจน์ (He, She, It) และคำกริยาคงรูปช่องที่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเติม s, es เช่น

They play football every evening.   —>   Do they play football every evening? (พวกเขาเล่นฟุตบอลทุกเย็นหรือเปล่า?)
ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do มาใช้ขึ้นต้นประโยคนำหน้า they ซึ่งเป็นประธานพหูพจน์

That cat eats fish.   —>   Does that cat eat fish ? (แมวตัวนั้นกินปลาหรือเปล่า?)
ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do นั่นก็คือ does มาใช้ขึ้นต้นประโยคนำหน้า that cat หรือก็คือ it ซึ่งเป็นประธานเอกพจน์ โดยคำกริยาคือ eat มีการตัด s ออกในประโยคคำถาม

3. ประโยคปฏิเสธ

รูปแบบประโยคปฏิเสธใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคล้ายกับรูปแบบประโยคคำถามคือ

แบบที่ 1 : Subject + Verb to be + not + Object/ส่วนขยาย + (คำบอกเวลา)
ใช้เมื่อในประโยคนั้นมี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เช่น

I am your servant.   —>   I am not your servant. (ฉันไม่ได้เป็นคนรับใช้ของคุณ)
เมื่อเห็น V. to be ในประโยคให้เติม not ไว้หลัง V. to be ได้ทันที เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคปฏิเสธ

แบบที่ 2 : Subject + Verb to do + not + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)
แบบที่สองใช้เมื่อประโยคนั้นไม่มี V. to be จึงต้องนำ V. to do ได้แก่ do กับ does เข้ามาช่วยแล้วตามหลังด้วย not เพื่อบอกความปฏิเสธ ส่วนคำกริยาให้คงรูปช่องที่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเติม s,es เช่น

He watches television at home.   —>   He does not watch television at home. (เขาไม่ได้ดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน)
ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do นั่นก็คือ does มาเป็นกริยาช่วยและตามด้วย not เพื่อบอกรูปปฏิเสธ ส่วนคำกริยาเมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธแล้วให้ตัด s,es ทิ้งคงเหลือคำกริยาช่องที่ 1 รูปเดิม

คำบอกเวลาใน Present Simple Tense

ในประโยค Present Simple Tense มักจะมีคำบอกเวลาซึ่งเป็น Adverbs of Frequency ปรากฎอยู่ในประโยคเพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำนั้น ๆ ได้แก่
 

Adverbs of Frequency

คำบอกเวลา

Always

สม่ำเสมอ, เป็นประจำ

Frequently

บ่อย ๆ

Often

บ่อย ๆ

Usually

โดยปกติ

Hardly

แทบจะไม่เคย

Never

ไม่เคย

Rarely

แทบจะไม่เคย

Seldom

นาน ๆ ครั้ง

Sometimes

บางครั้ง

 

และนอกจากตัวอย่างคำบอกเวลาที่พบบ่อยใน Present Simple Tense แล้ว ยังอาจพบคำว่า every + … เช่น every month, every morning, every Saturday เพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำก็ได้ เช่น

My teacher always drinks coffee in the morning.
(ครูของฉันดื่มกาแฟในตอนเช้าเป็นประจำ)

Nadech usually gets up at 7 o’clock.
(โดยปกติณเดชตื่นนอนตอนเจ็ดโมง)

Narong hardly reads books so he doesn’t pass the exam.
(ณรงค์แทบจะไม่เคยอ่านหนังสือ ดังนั้นเขาจึงสอบตก)

It seldom rains in this part of the country.
(ฝนตกนาน ๆ ครั้งในพื้นที่นี้ของประเทศ)

I feel like she’s selfish sometimes.
(ฉันรู้สึกว่าหล่อนเห็นแก่ตัวในบางครั้ง)

Kimmy hangs out with her friends every Saturday night.
(คิมมี่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนของเธอทุกคืนวันเสาร์)

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับสรุปหลักการใช้ Present Simple Tense แบบง่าย ๆ ที่นำมาฝากกัน อย่าลืมลองนำหลักการและทริคต่าง ๆ ที่นำมาฝากไปใช้กันดูนะคะ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถสื่อสารได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และสามารถนำไปใช้เป็นจุดสังเกตเมื่อต้องเจอข้อสอบหรือแบบฝึกหัดได้อีกด้วย Please often review this lesson everyday กันนะคะ ^^

 

 

 

[NEW] เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense | ประโยค คํา ถาม present perfect – NATAVIGUIDES

เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense

Present Perfect Tense มีวิธีใช้ดังนี้

See also  Present​ Continuous​ Tense​ -​ ครูฝ้าย​ อิงลิชชีวิตจริง | โครงสร้าง present continuous

รูปประโยคคือ Subject + have, has + กริยาช่องที่ 3

เช่น

He has spoken.

I have spoken.

You have spoken.

A boy has spoken.

The boys have spoken

ถาม : กริยาช่องที่ 3 มีรูปมาจากไหนบ้าง?

ตอบ : กริยาช่องที่ 3 มีรูปมาได้ดังนี้

(1) มีรูปมาโดยการเติม ed ที่ท้ายกริยาเช่น

ช่องที่ 1

ช่องที่ 2

ช่องที่ 3

คำแปล

Open

Opened

Opened

เปิด

Walk

Walked

Walked

เดิน

Work

Worked

Worked

ทำงาน

Move

Moved

Moved

เคลื่อน

Clean

Cleaned

Cleaned

ทำความสะอาด

Stop

Stopped

Stopped

หยุด

(2) มีรูปมาโดยการผัน ซึ่งเจ้าของภาษาได้ให้ไว้แล้ว เช่น

ช่องที่ 1

ช่องที่ 2

ช่องที่ 3

คำแปล

Is,am,are

Was,were

Been

เป็น, อยู่, คือ

See

Saw

Seen

เห็น

Go

Went

Gone

ไป

Think

Thought

Thought

คิด

Speak

Spoke

Spoken

พูด

Write

Wrote

Written

เขียน

Break

Broke

Broken

ทำลาย, แตก

Sell

Sold

Sold

ขาย

ขอให้ทุกคน หา กริยา 3 ช่องมาประกอบการเรียนด้วยจะได้ไว้เปิดดู หรือท่องจำได้

ถาม : เราใช้ Present Perfect Tense เมื่อใด

ตอบ : ใช้ Present Perfect Tense กับเหตุการณ์หรือการกระทำได้ดังนี้

1)ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงเวลาปัจจุบัน (คือเวลาที่พูดประโยคนี้ออกไป) การใช้ Present Perfect Tense ตามความหมายนี้มักจะมีคำ Adverb เหล่านี้คือ since (ตั้งแต่), for (เป็นเวลา), so far (จนบัดนี้, ขณะนี้), up to now (จนกระทั่งบัดนี้), up to the present time (จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้) มาร่วมแสดงเวลาเสมอ
เช่น

Bill has lived in New York since 1975.

บิลได้อยู่นิวยอร์คมาตั้งแต่ปี 1975 (ขณะนี้เขาก็ยังอยู่ที่นั้น)

I have studied English for more than three years.

ผมได้เรียนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว (ขณะนี้ก็เรียนอยู่)

They have worked on the problem for two years so far.

เขาพยายามเอาชนะปัญหานั้นมาจนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว (ขณะนี้ก็ยังพยายามอยู่ ยังไม่สำเร็จ)

Seree has stayed in Bangkok up to the present time.

เสรีได้มาอยู่กรุงเทพจนกระทั่งบัดนี้ (ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ไปอยู่ที่อื่น)

หลักการใช้ since และ for

since แปลว่า “ตั้งแต่” ใช้กับเวลาอันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นในอดีต (point of time in the past) ซึ่งหลัง since จะได้แก่คำต่อไปนี้

…………since yesterday
………..since last week, (month, year)

………..since 1980

………..since six o’clock

…………since World War II

………..since Monday (Tuesday, etc.)

………..since January (February, etc.)

………..since the beginning of the year

หรือบางครั้งหลัง since อาจเป็นประโยค Past Simple Tense ก็ได้ = Present Perfect + Since + Past Simple เช่น

………………since he was a boy.

………………since her father died.

……………..since he left school (college, etc.)

เช่น

Jim has lived with uncle since he was a boy.

จิมได้อยู่กับลุงของเขามาตั้งแต่เขาเป็นเด็ก

She has worked to earn her living since her father died.

หล่อนทำงานหาเลี้ยงเธอเองมาตั้งแต่พ่อของเธอตาย

for แปลว่า “เป็นเวลา” ใช้กับจำนวนเวลานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาจนถึงขณะพูด (period of time) หรือพูดให้ง่ายก็คือ ใช้เพื่อบอกความยาวของเวลาตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันนานได้เท่าไร กี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือน กี่ปี เพราะฉะนั้นลัง for จึงมักได้แก่คำต่อไปนี้

………..for two hours

………..for six days, (months, years)

………..for years

………..for a long time

เช่น

He has waited for you for two hours.

เขาได้รอคุณเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้ว (ขณะพูดก็ยังรออยู่)

we have been in this room for the past few minutes.

เราได้เข้ามาห้องนี้ เป็นเวลา 2-3 นาทีผ่านมานี่เอง

2)ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้ทำซ้ำ ๆ เป็นหลายครั้งหลายหนในอดีต และเหตุการณ์ทีว่านี้อาจจะทำอีกต่อไปในอนาคต แต่ไม่บอกว่า ทำเมื่อไร เป็นเวลาเท่าไร มักจะมีคำ Adverb เช่น many times, several times, over and over (หลายครั้ง) มากำกับเสมอ เช่น

We have eaten in that restaurant many times.

เราได้ทานอาหารกันที่ภัตตาคารนั้นหลายครั้งแล้ว

I have used this razor blade only three times; it is still good.

ผมใช้ใบมีดโกนนี้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น แต่ก็ยังดีอยู่

He has read this novel over and over.

See also  Whose puppy is it? ESL for kids | ประโยค possessive pronoun

เขาอ่านนิยายเรื่องนี้หลายครั้งหลายหนแล้ว

3)ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต ซึ่งมิได้บ่งบอกเวลาที่แน่นอนเอาไว้และมักจะมีคำ Adverb หรือ ever, never, once, twice มาใช้ร่วมเสมอ เช่น

I have never seen him before.

ผมยังไม่เคยเห็นเขามาก่อน

Have you ever been abroad? No, never.

คุณเคยไปเมืองนอกหรือเปล่า? เปล่า ไม่เคย

My father has been to London twice.

บิดาของผมได้ไปลอนดอนมา 2 ครั้ง

Chuchat has been to China once.

ชูชาติได้ไปประเทศจีนมาครั้งหนึ่ง (อนาคตอาจจะไปอีกก็ได้)

4)ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ได้เกิดหรือกระทำไปแล้ว แต่ผลของการกระทำนั้น ยังประทับใจผู้พูดอยู่ ใช้ Present Perfect Tense ได้ เช่น
I have turned on the light.

ผมได้เปิดไฟไว้แล้ว

(ผมจะเปิดไฟเมื่อไรไม่สำคัญ ผมต้องการจะบอกแต่เพียงว่าไฟนั้นได้เปิดไว้แล้ว ผลของการเปิดนั้นไฟก็ยังสว่างอยู่ ยังไม่ดับ โดยอาศัยแสงสว่างนี้ คุณจะทานข้าวเย็น เล่นการพนัน ก็เชิญ)

He has opened the window.

เขาได้เปิดหน้าต่างแล้ว

(เขาเปิดหน้าต่างเมื่อไรไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผลแหงการกระทำนั้นเวลานี้หน้าต่างก็ยังไม่ได้ปิด ยังคงเปิดอยู่)

The train has arrived at the station.

รถไฟมาถึงสถานี้แล้ว

(รถไฟมาถึงสถานีเมื่อไร ไม่สำคัญ แต่ผลของการมาถึงนั้นรถไฟก็ยังจอดอยู่ ไม่ได้วิ่งไปไหนอีก)

5) ใช้กับเหตุการณ์ทีเพิ่งจะเสร็จสิ้นจบลงไปใหม่ๆ โดยเวลาไม่นาน ในการนี้จะมี Adverb ต่อไปนี้มาร่วมเสมอได้แก่ already (เรียบร้อยแล้ว) just (พึ่งจะ) yet (ยัง) finally (ในทีสุด) eventually (ในที่สุด) recently (เมื่อเร็วๆนี้) เช่น

The principal has just gone out.

ครูใหญ่เพิ่งจะออกไปข้างนอก

(หมายความว่า มีใครสักคนมาถามว่า ครูใหญ่อยู่ไหม? บังเอิญผู้ที่มาถาม มาคลาดหลังกันที่ครูใหญ่ออกไปไม่นาน ผู้ตอบก็เลยต้องตอบไปว่า “พึ่งจะออกไปข้างนอก”)

I have already closed the window.

ผมปิดหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว

(หมายความว่า ผมปิดหนาต่างไว้แล้ว ไม่นานก็เดินลงมาข้างล่าง พอมีคนถามผมว่า “ปิดหน้าต่างหรือยัง?” ผมก็รีบตอบไปว่า “ผมได้ปิดหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว” ก็เดินลงมา)

He hasn’t gone out yet.

เขายังไม่ได้ออกไปเลย

(หมายความว่า ถ้ามีใครโทรมาถามว่า คนนั้นคนนี้ออกไปข้างนอกหรือยัง และความเป็นจริงคนนั้นก็ยังไม่ได้ออกไป เราก็ควรตอบไปว่า “เขายังไม่ได้ออกไป =(he hasn’t gone out yet)

การใช้ yet, just, already

yet : ใช้ในประโยคปฏิเสธ และนิยมวางไว้ท้ายประโยค

He has not died yet. จนบัดนี้เขาก็ยังไม่ตาย

Just, already : ใช้ในประโยคบอกเล่า และจะวางไว้หน้ากริยาหลัก (principal verb) เสมอ เช่น

He has just finished his work.

เขาพึ่งทำงานเสร็จ

I have already read this book.

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว

หมายเหตุ : จะใช้ already และ yet ในประโยคคำถามก็ได้ แต่ความหมายต่างกันเล็กน้อยคือ

– ใช้ already เมื่อผู้ถามหวังจะได้ “คำตอบรับ” (yes)”

– ใช้ yet เมื่อผู้ถามหวังจะได้ “คำตอบปฏิเสธ (No)”

(แต่ผู้ตอบจะตอบตามความเป็นจริงก็ได้ ไม่ต้องคำนึงถึงคำถาม)


What Did You Do? Simple Past Tense


Learn how to talk about your day or about your weekend and how to ask questions using Past Tense Verbs.

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

What Did You Do? Simple Past Tense

เพลงภาษาอังกฤษ – Present Simple Tense Song (หลงรัก Present Simple)


ใช้ทำนองดนตรีเพลง \”คนมีเสน่ห์\” พี่ป้าง นครินทร์ (ขออนุญาต และขอบคุณมา ณ ที่นี้)
โดยทีมงาน Design Style TBack
จัดทำสื่อวีดิโอขึ้นเพื่อการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ
หรือในระดับชั้นมัธยมตอนต้น

เพลงภาษาอังกฤษ - Present Simple Tense Song (หลงรัก Present Simple)

สรุป👍 Present Perfect [บอกเล่า-ปฏิเสธ-คำถาม] 10 นาทีจบ!🤗 l Koonshine M


ผมเชื่อว่าเรื่อง Tense(เทนส์) ในภาษาอังกฤษนั้นเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับใครหลายๆคน ฉะนั้นผมจึงมีความตั้งใจที่จะอยากแชร์ความรู้ในเรื่องนี้ เพื่อที่ทุกคนจะได้นำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน และในการเรียนการสอนได้
หากคิดว่าวิดิโอนี้เป็นประโยชน์ ก็ขอช่วยกันแชร์ด้วยนะครับ
อย่าลืมกดติดตาม กดถูกใจ เพื่อเป็นกำลังในการการทำคลิปสอนในครั้งต่อไปด้วยนะครับ

สรุป👍 Present Perfect [บอกเล่า-ปฏิเสธ-คำถาม] 10 นาทีจบ!🤗 l Koonshine M

We’d Been Hoping for a Romantic Trip – Past Perfect Continuous


Learn how to use the past perfect continuous tense (also known as the past perfect progressive tense) to express an action that started in the past and continued until a later time in the past.

We'd Been Hoping for a Romantic Trip - Past Perfect Continuous

Present Perfect | Fun English Grammar Lessons | Learn English


Learn all about the Present Perfect Tense with examples. Get the transcripts: https://bit.ly/3awajHB
Great examples put into context. Get free worksheets and other powerful resources when you sign up free! www.pocketpassport.com
Gamification, hundreds of lesson plans, thousands of digital and printable flashcards, feedback and evaluation tools, user reports and LOTS more! Email us: info@pocketpassport.com

Present Perfect | Fun English Grammar Lessons | Learn English

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่LEARN FOREIGN LANGUAGE

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ ประโยค คํา ถาม present perfect

Leave a Reply

Your email address will not be published.