Home » [Update] เรียน 29 สำนวนอังกฤษจากเพลงของ Katy Perry และ Beyoncé รวมทั้งนักร้องเพลงป็อปคนอื่นๆ | สุภาษิต ต่างๆ – NATAVIGUIDES

[Update] เรียน 29 สำนวนอังกฤษจากเพลงของ Katy Perry และ Beyoncé รวมทั้งนักร้องเพลงป็อปคนอื่นๆ | สุภาษิต ต่างๆ – NATAVIGUIDES

สุภาษิต ต่างๆ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

อยากจะพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณเร็วๆ ไหม?

ถ้าอยากก็ต้องให้ Katy Perry กับ Beyoncé เป็นครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ของคุณ

ฟังดูเกินจริงใช่ไหมล่ะ?

ไม่เกินจริงหรอก นักร้องชื่อดังหลายๆ คนที่ร้องเพลงโปรดคุณนับว่าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

ทำไมเหรอ? ก็เพราะวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษก็คือการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ให้เยอะให้มากเข้าไว้

คุณอาจจะเคยได้เรียนคำศัพท์ที่แตกต่างกันในหลายๆ หมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะรู้คำและสำนวนหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการทักทาย การบอกลา สุภาษิต อาหาร สำนวนสำคัญ อดีต คำแสลง และแม้แต่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

นอกจากนี้คุณอาจจะเคยได้ยินว่าวิธีเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคือต้องสนุก ซึ่ง Katy Perry กับ Beyoncé ช่วยคุณเรื่องความสนุกได้แน่นอนเพราะว่าเมื่อคุณฟังเพลงของพวกเธอคุณก็จะรู้สึกสนุกสนานแล้ว นอกเหนือจากการฟังเพลงแล้วคุณก็สามารถสนุกกับการเรียนสำนวนอังกฤษจากการอ่านการ์ตูนบนอินเทอร์เน็ตหรือออกไปเที่ยวและจีบกับคนอื่นโดยใช้ภาษาอังกฤษ!

ดังนั้นเพลงป็อปของพวกเธอจึงเหมาะที่จะใช้เรียนคำศัพท์ประเภทพิเศษนั่นคือ สำนวนภาษาอังกฤษ

Table of Contents

สำนวนภาษาอังกฤษคืออะไร? แล้วทำไมต้องเรียน?

แน่นอนว่าบนโลกนี้มีคำศัพท์มากมายหลายประเภท

หน่วยพื้นฐานที่สุดคือ คำ 

ถ้าเราเอาแต่ละคำมาร้อยเรียงกันเราก็จะได้ กลุ่มคำหรือวลี

ถ้ากลุ่มคำนั้นมีคำกริยาหรือคำบอกตำแหน่งเป็นส่วนประกอบ มันก็จะถูกเรียกว่า กริยาวลี (เช่น “stand up” หรือ “sit down”).

ถ้าวลีนั้นยาวขึ้นมันก็อาจจะเป็นได้ทั้ง สำนวน หรือ สุภาษิต

สำนวน

สำนวนและสุภาษิตมีความคล้ายคลึงกัน แต่สำนวนมักจะเป็นกลุ่มคำที่เฉพาะเจาะจงและมีความหมายที่ไม่ชัดเจนต่อผู้ฟังในทันที ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดว่า “under the weather” มันจะฟังดูเหมือนคุณพูดถึงดินฟ้าอากาศทั้งที่จริงแล้วมีความหมายว่าคุณป่วย นี่คือตัวอย่างของสำนวน

สุภาษิต

สุภาษิตก็นับว่าเป็นสำนวนได้เพราะสำนวนทั้งหมดก็คือสุภาษิต

สำนวนสุภาษิตนี้อาจจะเป็นการแสดงออกทั่วไป ซึ่งหมายความว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนมักจะพูดเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก หรือสถานการณ์ต่างๆ

สุภาษิตก็นับว่าเป็นสุภาษิตสอนใจได้โดยหมายความว่าวลีหรือประโยคนั้นๆ สามารถสอนอะไรเราบางอย่างได้ ตัวอย่างเช่นคำว่า “When in Rome, do as the Romans do.” ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณเดินทางไปในที่ต่างๆ (ไม่ใช่แค่โรมนะ!) คุณควรพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานที่นั้นๆ แทนที่จะคาดหวังว่าให้สถานที่ปรับเข้าหาคุณ

ในท้ายที่สุดนี้สำนวนสุภาษิตสามารถมีทั้งแบบความหมายทางตรงและความหมายโดยนัยซึ่งความหมายจริงๆ จะไม่ตรงกับสิ่งที่เห็นนั่นเอง

สำนวนที่มีความหมายโดยนัยคืออะไร?

คำที่มีความหมายทางตรงก็คือคำต่างๆ ที่มีความหมายตรงกับสิ่งที่ถูกพูดออกมา

ในทางตรงกันข้ามวลีแบบความหมายโดยนัยหรืออุปมาอุปไมยจะใช้การเปรียบเทียบหรือการใช้คำอื่นๆ แทนเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆ และหลายคำที่เราจะพูดถึงในวันนี้ใช้ภาษาแบบอุปมาอุปไมย

ตัวอย่างเช่นถ้าฉันพูดว่า John is “as quiet as a mouse” นั่นหมายความว่า John นั้นเงียบมากและฉันกำลังใช้ภาพของหนูตัวเล็กๆ ที่เงียบเพื่ออธิบายความเงียบของ John

ผู้ใช้ภาษาอังกฤษใช้สำนวนต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง การใช้สำนวนเมื่อพูดจะทำให้คุณฟังดูเหมือนเจ้าของภาษาอังกฤษมากขึ้น มากไปกว่านั้นการเข้าใจสำนวนต่างๆ จะช่วยให้คุณเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูดอย่างแท้จริง

ฉันจะเรียนสำนวนอังกฤษเพิ่มได้ยังไงล่ะ?

การเรียนสำนวนอังกฤษนี่มีมากมายหลายวิธีเลยแหละ แต่หนึ่งในวิธีที่เยี่ยมที่สุดคือการเรียนผ่านเพลงภาษาอังกฤษดีดี

แล้ววันนี้เราก็จะมาเรียนกันด้วยวิธีนี้!

เราอยากจะให้คุณฟังเพลงป็อปสนุกๆ สี่เพลงในปีที่ผ่านๆ มาเพื่อหาและเรียนสำนวนต่างๆ ที่อยู่ในนั้น

เพลงป็อปภาษาอังกฤษ: 29 สำนวนอังกฤษที่เจอใน 4 เพลงฮิต

คุณอาจจะเคยได้ยินเพลงเหล่านี้มาก่อนแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่เคยคิดถึงเนื้อเพลงหรือทำความเข้าใจเนื้อหาจริงๆ

เราจะหาสำนวนจากเนื้อเพลงของแต่ละเพลงให้คุณ และเราจะวิเคราะห์ว่าคำหรือวลีนั้นๆ หมายความว่าอย่างไร

เพลงนี้เป็นเพลงฮิตจากปี 2013 ซึ่งขับร้องโดยนักร้องสาว Katy Perry อ่อ… อีกอย่างนะจ๊ะชื่อของ Katy ออกเสียงเหมือนคำว่า “Katie” ไม่ใช่ “catty” นะ

ในเนื้อร้องของเพลงนี้ Katy Perry ร้องว่าเธอเคยเป็นคนเหนียมอายแต่จากนั้นเธอก็เข้มแข็งและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เธอบอกว่าเธอจะคำรามเพราะว่ามันเป็นเสียงที่ดังที่สัตว์อย่างสิงโตหรือเสือใช้แสดงพลังของพวกมัน

คุณลองดูเธอคำรามในวิดีโอของเพลงสิ ตลกมากๆ เลย

เอาล่ะ เรามาดูวลีที่เป็นประโยชน์และถูกใช้บ่อยๆ ในเพลงนี้กันดีกว่า

1. Bite my tongue

นี่เป็นตัวอย่างสำนวนแบบอุปมาอุปไมย (ความหมายไม่ตรงตัว) ที่ดีเพราะ Katy ไม่ได้บอกว่าเธอจะกัดลิ้นตัวเองจริงๆ นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็เจ็บแย่เลย!

ถ้ามีคนพูดว่าคุณกัดลิ้นตัวเองอยู่ (biting your tongue) นั่นหมายความว่าคุณกำลังเงียบแม้ว่าคุณอยากจะพูดแค่ไหนก็ตาม การที่คุณไม่ยอมพูดก็อาจจะเพื่อความสุภาพหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะหรือปะทะกันก็ได้

ตัวอย่าง 

Shelly asked me if I thought she looked good in her dress. I thought the dress looked really ugly, but I decided to bite my tongue because I did not want to make her feel bad.
แชลลี่ถามฉันว่าเธอใส่ชุดสวยไหม ฉันคิดว่าชุดของเธอดูน่าเกลียดมากแต่ฉันเลือกที่จะไม่พูดอะไรเพราะว่าฉันไม่อยากทำให้เธอรู้สึกแย่

2. Hold my breath

คุณกลั้นหายใจได้นานแค่ไหน? การกลั้นหายใจคือการที่เราหยุดหายใจอย่างตั้งใจใช่ไหม? คนส่วนมากอาจจะกลั้นหายใจได้นานประมาณหนึ่งนาทีแต่ไม่น่าจะนานกว่านั้นมากเท่าไหร่ แล้วคุณล่ะทำได้นานแค่ไหน?

ถ้าคุณบอกว่าคุณกลั้นหายใจ (hold your breath) นั่นหมายความว่าคุณอยู่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนเพื่อรอให้บางอย่างเกิดขึ้น

โดยบ่อยครั้งเราจะใช้คำนี้ในความหมายเชิงปฎิเสธ ถ้าเราคิดว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราจะพูดว่า “don’t hold your breath.” หรือ “I wouldn’t hold my breath.”

ตัวอย่าง

Anna: I heard rumors that Axl Rose and Slash will get Guns N’ Roses back together and go on tour next year! Do you think it will actually happen?

Ron: I suppose it could, but I wouldn’t hold my breath. I’ve heard those kinds of rumors before, but they never actually do it.

แอนนา: ฉันได้ยินข่าวลือว่าแอกเซล โรสกับสแลชจะรวมกลุ่ม Gun N’ Roses อีกครั้งและทัวร์ร้องเพลงปีหน้า! เธอคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ ไหม?

รอน: ก็อาจจะนะแต่ฉันจะไม่ตั้งตารอหรอก  ฉันเคยได้ยินข่าวลือมามากมายแต่พวกเขาก็ไม่เคยทำอะไรจริงๆ

3. Rock the boat

ลองนึกดูว่าคุณอยู่ในเรือลำเล็กๆ ที่มีคนอยู่กันสี่คนกลางมหาสมุทร และสมมติมีคนหนึ่งยืนขึ้นและขยับเรือเพื่อทำให้อีกสามคนที่เหลือกลัวและเปียกนํ้า สามคนนั้นก็คงจะรู้สึกโกรธและตะโกนใส่คนที่ยืนใช่ไหมล่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าคุณบอกว่ามีคนทำเรือโคลง (rocking the boat) นั่นหมายความว่าเขาหรือเธอกำลังสร้างปัญหาหรือตั้งใจที่จะทำตัวยั่วโมโห ถ้าคุณบอกว่า “I don’t want to rock the boat” นั่นหมายความว่าคุณอยากจะหลีกเลี่ยงปัญหา

ตัวอย่าง

4. Make a mess

ความเละเทะคืออะไรที่สกปรก ไม่เป็นระเบียบหรือวุ่นวาย คุณสามารถใช้คำนี้ในการอธิบายคน สถานที่ หรือสิ่งของว่า “messy” ถ้ามันไม่สะอาด

ถ้าคุณทำเละเทะนั่นหมายความว่าคุณทำให้สถานที่หรือสถานการณ์นั้นๆ สกปรกหรือไม่เป็นระเบียบ

ตัวอย่าง

The baby made a big mess when she ate her spaghetti with her hands. But it was cute!

When my last girlfriend ended our relationship, she really made a mess. Now we can never be friends.

เด็กทารกทำให้เลอะเทอะเมื่อเธอกินสปาเก็ตตี้ด้วยมือของเธอ แต่มันน่ารักนะ!

ตอนที่แฟนสาวคนที่แล้วของฉันจบความสัมพันธ์ของเรา เธอทำลายมันอย่างไม่มีชิ้นดีเลย ตอนนี้เราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้

5. The breaking point

สมมติว่าคุณวางเหรียญเอาไว้บนหัวของคุณหนึ่งเหรียญ ตอนนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งแปลกๆ ที่ให้สมมติแต่เดี๋ยวคุณก็จะเข้าใจในอีกสักครู่

เอาล่ะ เวลามีเหรียญอยู่หนึ่งเหรียญบนหัวของคุณ คุณไม่รู้สึกถึงนํ้าหนักมันใช่ไหม และมันก็ไม่ยากที่จะรักษาให้มันอยู่บนหัวของคุณ

ตอนนี้ลองสมมติว่าคุณวางเหรียญลงบนหัวของคุณ ความยากในการพยายามไม่ให้เหรียญหล่นลงมาอาจจะยากขึ้นเล็กน้อย ที่นี่ลองคิดดูว่าเหรียญถูกวางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ บนหัวของเรา

คุณคิดว่าบนหัวของเราจะวางเหรียญได้กี่เหรียญเหรอ? 10? 20? 100? 1,000? หรือ 10,000? ไม่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ เลขนั้นคือจุดแตกหัก (the breaking point) 

ถ้าคุณถึงจุดแตกหัก นั่นหมายความว่าคุณทนมันต่อไปไม่ได้แล้ว สำนวนนี้ใช้ได้ทั้งกับคน สิ่งของ และสถานการณ์

ตัวอย่าง

Julia was stressed because she had a bad day at work, then there was a lot of traffic on the drive home. When she got home, she and her husband had an argument. But the breaking point was when she cut her finger while opening a can of tuna. She got really upset and started crying.
จูเลียรู้สึกเครียดเพราะเจอวันทำงานที่เหน็ดเหนื่อย และขณะขับรถกลับบ้านก็ยังมาเจอกับรถติดเยอะมาก เมื่อเธอถึงบ้านก็ทะเลาะกับสามีของเธอ แต่จุดแตกหักของเธอคือตอนที่เธอบาดนิ้วตัวเองในขณะที่เปิดกระป๋องปลาทูน่า เธอรู้สึกแย่และเริ่มร้องไห้

6. Stand for nothing/something

สำนวนนี้เป็นสำนวนที่มีประโยชน์ในภาษาอังกฤษ ถ้าคุณยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง (stand for something) นั่นหมายความว่าคุณให้คุณค่ากับมันหรือปกป้องมัน

นอกจากนี้ยังมีสุภาษิตที่ใช้สำนวนนี้นั่นคือ “ถ้าคุณไม่ยืนหยัดเพื่ออะไรเลย คุณก็จะกลายเป็นเหยื่อไปตลอด” (“you stand for nothing, you’ll fall for anything.”) ในประโยคนี้มีการใช้กริยาวลี “fall for” ซึ่งหมายความว่าคุณตกเป็นเหยื่อของการล่อลวง ข้อความที่ซ่อนอยู่ในสุภาษิตนี้คือถ้าคุณไม่เชื่อในคุณค่าใดใดเลย คนอื่นๆ จะล่อลวงเพื่อหาประโยชน์จากคุณ

ในเพลง Katy ใช้วลีนี้ในทางที่คล้ายๆ กัน เธอกำลังบอกว่าในอดีตเธอไม่ใช่คนที่เข้มแข็ง ผู้คนต่างบงการล่อหลอกเธอทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อ

ตัวอย่าง

“I want to design a new logo for our company. The old logo is confusing and it doesn’t really stand for anything. I want people to know what our company stands for: high quality products and fast service.”
“ฉันอยากจะออกแบบโลโก้ใหม่ให้บริษัทของเรา โลโก้อันเก่าดูน่าสับสนและไม่ค่อยจะสื่อถึงอะไร ฉันอยากจะให้คนรู้ว่าบริษัทของเราเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและบริการอันรวดเร็ว”

7. You held me down

ในเพลงนี้ Katy ใช้ “held down ซึ่งเป็น past tense ของ “hold down” กริยาวลีนี้สามารถมีทั้งความหมายโดยตรงและมีความหมายโดยนัย ถ้าใช้แบบความหมายโดยตรงมันจะหมายถึงการที่คนๆ หนึ่งกำลังหยุดไม่ให้อะไรบางอย่างเคลื่อนขึ้นข้างบน ตัวอย่างเช่น คุณกดหมวกของคุณเมื่อมีลงพัดแรงเพื่อที่ลมจะได้ไม่พัดหมวกของคุณไป!

แต่ในเพลงนี้เธอกำลังใช้แบบความหมายโดยนัย เมื่อ Katy พูดว่ามีคนกำลังกดเธอลงholding her down” เธอหมายความว่าพวกเขากำลังกันไม่ให้เธอทำในสิ่งที่เธออยากทำ สำนวนที่มีความหมายคล้ายๆ กันคือ การดึงใครสักคนเอาไว้to hold someone back

แปล

Katy’s ex-boyfriend was holding her down. Maybe he didn’t want her to go out or maybe he was controlling.
แฟนเก่าของเคที่กำลังกดเธอเอาไว้ เขาอาจจะไม่ต้องการให้เธอไปข้างนอกหรือเขาเป็นพวกชอบควบคุมคน

8. I got up

สำนวนนี้คือส่วนที่สองของสำนวนที่ 7 เมื่อคนๆ หนึ่งอย่างเช่นแฟนหนุ่มหรือคนที่เคที่มีความสัมพันธ์ด้วยพยายามกดเธอลง

แต่เธอก็สามารถลุกขึ้น (got up) แปลว่าเธอสามารถผงาดขึ้นมา ก้าวไปข้างหน้าและใช้ชีวิตของเธอได้ต่อไป

คำว่าลุกขึ้นนี้ยังถูกใช้อธิบายอาการตื่น (“ฉันตื่น [get up] 8 โมงทุกๆ เช้า”) หรือเพื่อใช้พูดถึงการเปลี่ยนจากการนั่งเป็นการยืนขึ้น (“ฉันควรหยุดดูทีวี ฉันจะลุกขึ้น [get up] และไปทำงาน”)

ตัวอย่าง

Our flight leaves the airport tomorrow at 7 am, so we need to get up really early to arrive to the airport on time.

His girlfriend was holding him down, so he decided to get up and move forward with his life.

เที่ยวบินของเราออกจากสนามบินเวลา 7 โมงเช้าของพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องตื่นเช้ามากเพื่อไปสนามบินให้ทัน

แฟนสาวของเขาพยายามกดเขาลง เขาจึงลุกขึ้นและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป

9. Brush off

ในเพลงนี้ Katy พูดว่าเธอกำลังปัดฝุ่น “brushing off the dust” ฝุ่นคืออณูเล็กๆ ของสิ่งสกปรกที่ก่อตัวขึ้นเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดสกปรกขึ้นมา ฝุ่นยังหมายถึงสิ่งที่มาจากความขัดแย้งกันก็ได้

สำนวน “ปัดออก” หรือ “brush off” หมายความโดยตรงว่าคุณใช้มือปัดอะไรบางอย่างให้สะอาด หรือถ้าสำหรับความหมายโดยนัยนั้น หมายถึงการหยุดคิดหรือรู้สึกแย่เกี่ยวกับอะไรบางอย่าง

เพราะฉะนั้น การปัดฝุ่น (brushing off the dust) ในเพลงหมายถึงการที่เธอเดินออกมาจากปัญหา

See also  100 คำกริยาภาษาอังกฤษverb ที่ใช้บ่อย | แปล ภาษา อัง กิ ต

ลองจินตนาการว่าเธอกำลังต่อสู้กับใครสักคนทำให้ต้องกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นและเธอก็ต้องสกปรกใช่ไหมล่ะ? เธอมีปัญหากับแฟน เธอสกปรกจากปัญหานั้น แต่ตอนนี้เธอจะ “ปัดฝุ่นออกไป” ซึ่งหมายถึงเธอเลิกใส่ใจปัญหาและทำความสะอาดตัวเองเพื่อที่จะใช้ชีวิตต่อไป

การปัดยังสามารถหมายถึงการไม่ใส่ใจอะไรบางอย่าง รวมไปถึงการไม่ใส่ใจคนอื่นๆ ก็ได้

ตัวอย่าง

She didn’t return my phone calls or text messages…she totally brushed me off.

I saw a big spider on my shirt, so I just brushed it off. Some people say that you should always kill spiders, but I just brush those people off. I don’t want to kill any animals if I can avoid it.

เธอไม่รับโทรศัพท์หรือข้อความของฉัน…เธอปัดฉันออกมาแน่นอน

ฉันเห็นแมงมุมตัวใหญ่บนเสื้อของฉัน ฉันจึงปัดมันออก บางคนบอกว่าควรจะฆ่าแมงมุมแต่ฉันไม่สนใจคนพวกนั้น ฉันไม่อยากฆ่าสัตว์ต่างๆ ถ้าเลือกได้

10. I’ve had enough

คำว่า “พอ” เป็นคำพ้องความหมายกับ “เพียงพอ” หรือ “พอเหมาะ”

ถ้าคุณพูดว่า “ฉันพอแล้ว” ก็แปลว่าคุณไม่ต้องการอะไรบางอย่างเพิ่ม และถ้าอะไรบางอย่างนั้นเป็นสิ่งด้านลบก็แปลว่าคุณพบกับจุดแตกหัก (ข้อ 5) และคุณจะไม่ยอมทนอีกต่อไป

ตัวอย่าง 

The children were screaming and fighting all afternoon. Finally, the parents said, “we’ve had enough,” and they sent the children to their rooms as a punishment.
เด็กๆ กำลังร้องตะโกนและทะเลาะกันตลอดทั้งช่วงบ่าย ในที่สุดพ่อแม่ก็พูดว่า “พอกันที” และให้ลูกๆ เข้าห้องของตัวเองเป็นการลงโทษ

11. I’ve got the eye of the tiger

ถ้าคุณพูดว่าใครมีตาเสือ นั่นหมายถึงว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง แน่วแน่ และน่ากลัว วลีนี้ยังเป็นชื่อเพลงสุดเพราะจากปี 1980s ของ Survivor อีกด้วย

วลีนี้อาจจะไม่ถูกใช้บ่อยนัก แต่มันก็นับว่าเป็นวลีที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน นอกจากนี้ผู้ที่ใช้อังกฤษทุกคนรู้ความหมายของมัน.

ตัวอย่าง

Every time Timmy goes on the dance floor, he gets the eye of the tiger. I’ve never seen someone dance so passionately and crazily!
ทุกๆ ครั้งที่ทิมมี่ไปเต้นที่แดนซ์ฟลอร์ เขาจะจดจ่อแน่วแน่ ฉันไม่เคยเห็นใครเต้นด้วยความหลงใหลและอย่างบ้าคลั่งมาก่อน!

12. float like a butterfly, sting like a bee

จริงๆ แล้ว Katy พูดคำพูดที่เป็นที่รู้จักของ Muhammad Ali ผู้ที่เป็นนักชกมวยในตำนาน

Ali พูดสิ่งนี้ในทางอุปมัยเพื่อให้เห็นว่าเขาเคลื่อนที่อย่างสวยงามและรวดเร็วเหมือนผีเสื้อกำลังบิน แต่หมัดของเขาก็รุนแรงและอันตรายเหมือนการต่อยของผึ้ง

ตัวอย่าง

Many boxers really admire Muhammad Ali, and they often say that they float like a butterfly and sting like a bee, just like their hero did.
นักมวยหลายคนชื่นชม Muhammad Ali และพวกเขาพูดบ่อยๆ ว่าพวกเขาบินเหมือนผีเสื้อและต่อยเหมือนผึ้งอย่างที่ฮีโร่ของพวกเขาเป็น

13. I earned my stripes

จริงๆ คำพูดนี้มาจากวงการทหาร ถ้าคุณทำงานหนักและทำบางอย่างที่ยากในลุล่วงไปได้ คุณอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง และการเลื่อนตำแหน่งจะมาพร้อมกับการเพิ่มแถบยศเข้าไปในชุดเครื่องแบบของคุณ

โดยมากแล้วถ้าคนๆ หนึ่งได้แถบของพวกเขา “earns their stripes” นั่นหมายความว่าพวกเขาทำอะไรบางอย่างที่ยากได้สำเร็จ

นอกจากนี้ Katy ยังเพิ่มความหมายที่สนุกๆ ลงไป เพราะว่าเสื้อก็มีลายเป็นเส้นๆ ในขณะเดียวกันเสือก็มีพลัง พวกมันคำราม และในวิดีโอของเธอก็มีเสือด้วย ดังนั้นเธออาจจะหมายถึงว่าเธอเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่ยากเย็นแสนเข็ญและตอนนี้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น (เหมือนกับทหารหรือเสือ)

ตัวอย่าง

I didn’t know if Amy would be a good manager, but she’s definitely earned her stripes. The beginning was difficult for her, but now everyone respects and likes her.
ฉันไม่แน่ใจว่าเอมี่จะเป็นผู้จัดการที่ดีได้ แต่เธอได้ลายของเธอเองแน่นอน ช่วงเริ่มต้นมันยากสำหรับเธอมากแต่ตอนนี้ทุกคนเคารพและชื่นชอบเธอ

14. Zero to hero

ถ้าคุณพูดว่าใครสักคนเป็นศูนย์ มันเป็นวิธีการที่หยาบคายที่บอกว่าคนๆ นั้นเป็นพวกขี้แพ้ ในทางกลับกันฮีโร่เป็นคนที่ใครใครก็ชื่นชม เหมือนกับ Muhammad Ali ในข้อ 12

ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มจากศูนย์ไปถึงฮีโร่ ก็หมายความว่าคุณได้เปลี่ยนแปลงบางสิ่งในชีวิตของคุณจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตัวอย่าง

My students thought I was a normal, boring teacher. When they discovered that I’d been to a Metallica concert, for some reason I went from a zero to a hero for many of them.
นักเรียนของฉันคิดว่าฉันเป็นครูที่หน้าเบื่อ เมื่อพวกเขาค้นพบว่าฉันเคยไปคอนเสิร์ตของ Metallica ฉันก็เปลี่ยนจากขี้แพ้เป็นฮีโร่ในสายตาของพวกเขาบางคน

เพลงนี้ค่อนข้างแตกต่างกับตัวอย่างแรกของเราอย่างมาก

เพลงของ Katy Perry พูดถึงเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงและการที่เธอเปลี่ยนแปลง แต่เพลงนี้มีอารมณ์ที่ต่างออกไปซึ่งให้พูดง่ายๆ ก็คือเนื้อร้องของเพลงนี้จะพูดถึงการที่ตัวคนร้องพบกับผู้หญิงที่ดิสโก้เทกหรือคลับ จากนั้นพวกเขาก็เต้นและได้คุยกัน

เพลงนี้อาจจะฟังดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแต่มันก็มีคำศัพท์ดีดีเยอะแยะมากมาย และก็มีวิดีโอ (อย่างที่เห็นข้างบน) ที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นไปเรียนสำนวนดีดีกัน!

15. Don’t you dare

ถ้าคุณท้าใครสักคนให้ทำอะไรสักอย่าง ก็หมายความว่าคุณท้าทายให้เขาหรือเธอทำในสิ่งที่ยาก แปลก หรือไม่สะดวกสบาย บ่อยครั้งที่เด็กเล็กๆ จะท้ากันและกันให้ทำสิ่งที่น่ากลัว

ถ้ามีคนกล้าที่จะทำอะไรบางอย่าง นั่นหมายความว่าพวกเขายอมทำมันแม้ว่าจะรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา (โดยมากจะเป็นผลทางลบ)

วลีที่บอกว่า “don’t you” ที่มาก่อนกริยาคือวิธีหนึ่งที่ใช้บอกคำสั่งในเชิงปฏิเสธ ซึ่งใช้กันมากกว่าแค่บอกว่า “don’t” (โดยไม่ใส่ “you”) อย่างไรก็ตาม “don’t you dare!” เป็นวลีทั่วไปที่แปลว่า “ถ้าคุณทำสิ่งนี้ จบไม่สวยแน่!”

ดังนั้นเมื่อผู้หญิงในเพลงพูดว่า “don’t you dare look back” เธอกำลังบอกนักร้องว่าเขาไม่ควรมองกลับไปข้างหลัง แต่ถ้าเขาทำมันก็จะมีผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา!

ตัวอย่าง

Don’t you dare throw that water balloon at grandma! If you do, you will be in big, big trouble!”
อย่าโยนลูกโป่งนํ้าใส่คุณย่า! ถ้าทำลูกจะเจอปัญหาที่ใหญ่แน่ๆ”

16. Keep your eyes on me

การจ้องมองบางสิ่งหรือบางคนหมายความว่าคุณควรให้ความสนใจแค่เฉพาะกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งมันแปลง่ายๆ ว่า “ดูให้ดี”

ตัวอย่าง

“I’m going to show you how to shoot a basketball, so please keep your eyes on my hands. Notice what I’m doing with my fingers, since that’s very important.”
“ฉันจะแสดงวิธีการชูตลูกบาสเก็ตบอล ดังนั้นกรุณาดูที่มือของฉันให้ดีดี สังเกตว่าฉันขยับนิ้วแบบไหนเพราะมันสำคัญมาก”

17. Hold back

คุณอาจจะจำได้ว่าเราพูดถึงสำนวนที่มีความหมายคล้ายๆ กันในข้อที่ 7 ที่บอกว่า “hold me back” มีความหมายคล้ายคลึงกับ “hold me down.”

อย่างไรก็ตามมันมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะในเพลงนี้ไม่ได้พูดคำว่า “me” หรือชื่อคน เพราะฉะนั้น “she holds me back” แตกต่างจาก “she holds back”

ถ้าคุณควบคุมตัวเองไว้ นั่นหมายถึงคุณไม่ทำอะไรบางอย่างให้เต็มที่เท่าที่คุณจะทำได้

ดังนั้นเมื่อผู้หญิงในคลับพูดว่า “don’t hold back” เธอกำลังบอกนักร้องว่าให้เต้นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องควบคุมตัวเอง!

ตัวอย่าง

When Muhammad Ali was boxing, he didn’t hold back. He always hit the other boxer as hard as he could.
เมื่อ Muhammad Ali ชกมวย เขาไม่ยับยั้งตัวเอง เขามักจะต่อยคู่ต่อสู้ให้แรงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

18. Shut up

จริงๆ คุณก็น่าจะได้ยินคำพูดนี้มาก่อน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยล่ะก็ คำนี้หมายความว่า “หยุดพูด!” แต่มันก็ค่อนข้างที่จะหยาบคายขึ้นอยู่กับบริบท เพราะฉะนั้นระวังในการใช้คำนี้กับคนอื่นๆ ด้วย

แต่ในเพลงนี้ ผู้หญิงบอกกับนักร้องให้หุบปากและเต้นกับเธอ ซึ่งสำหรับตัวนักร้องแล้วฟังดูน่ารักและโอเคเพราะเขากำลังตกหลุมรักเธอ เพราะฉะนั้นเธอเป็นคนสนุกและตลกแต่ไม่หยาบคาย เธออยากให้เขาหยุดพูดและสนุกกับการเต้น!

ตัวอย่าง

Our neighbor’s dog is terrible sometimes. It barks all night and never shuts up!
บางครั้งสุนัขของเพื่อนบ้านของเราก็แย่มาก มันเห่าทั้งคืนและไม่เคยหุบปาก!

19. Kryptonite

คริปโตไนต์เป็นคำประดิษฐ์จากการ์ตูนเรื่อง “Superman” ซึ่งใช้เรียกแร่ธาตุที่ถูกแต่งขึ้นที่ทำให้ซูเปอร์แมนอ่อนแอลงเมื่อจับต้องกับมัน

เพราะฉะนั้นถ้าคุณบอกว่าอะไรเป็น “คริปโตไนต์” ของคุณ หมายความว่าสิ่งนั้นกำลังสร้างปัญหาให้กับคุณนั่นเอง โดยมากสำนวนนี้จะถูกใช้เป็นโจ๊กหรือเสียดสี

นักร้องในเพลงพูดถึง “chemical, physical kryptonite.” ที่อาจจะหมายถึงความดึงดูดทางอารมณ์และร่างกายของทั้งตัวเขาและผู้หญิงกลายมาเป็นคริปโตไนต์ของพวกเขาเอง พูดง่ายๆ ว่าการที่พวกเขาชอบกันและกันทำให้พวกเขาอ่อนแอลง!

ตัวอย่าง

Whenever I have ice cream in my freezer, it’s like my kryptonite. I can’t resist it, and I eat it incredibly fast.
เมื่อใดก็ตามที่ฉันมีไอศกรีมในช่องแช่เย็นของฉัน มันก็เป็นเหมือนคริปโตไนต์ของฉัน แต่ปฏิเสธไม่ได้และฉันก็กินมันอย่างรวดเร็ว

20. We were bound to get together

ในความหมายโดยตรงแล้ว การที่ถูกผูกกับอะไรบางอย่างหมายความว่าคุณถูกมัดกับสิ่งนั้นและหนีไม่ได้

ถ้าคุณพูดว่าคุณถูกกำหนด “bound” ให้ทำอะไรบางอย่าง นั่นหมายความว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลบหลีกไม่ทำสิ่งนั้นๆ ส่วนมากคุณจะใช้สำนวนนี้กับกริยา

นักร้องนั้นพูดว่าแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยากคบกัน แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะพวกเขาถูกผูกไว้ด้วยกัน (หรือถูกกำหนดให้คบกัน)

ตัวอย่าง

เพลงนี้เป็นเพลงรักที่เป็นที่นิยมมากในประเทศไทย

ในเนื้อร้องของเพลงนี้ Ed ร้องเกี่ยวกับคู่รักที่ยังรักกันแม้ว่าพวกเขาจะแก่เฒ่า และเหมือนกันเพลงอื่นๆ ในลิสต์ เพลงนี้มีวิดีโอที่น่าสนใจแม้ว่าจะดูไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเพลงก็ตาม

21. Sweep you off (of) your feet

คำว่า sweep เป็นคำกริยาแปลว่า “ปัดหรือกวาด” (ดูข้อ 9) ซึ่งหมายความว่าคุณใช้มือหรือเครื่องมือในการทำความสะอาดพื้นที่ เช่น คุณกวาดพื้นด้วยไม้กวาด

ถ้าคุณกวาดคนๆ หนึ่งขึ้นจากที่ที่เขายืนอยู่ นั่นหมายความว่าคุณอุ้มคนๆ นั้นไว้ในอ้อมแขนของคุณ

ในความหมายโดยนัย มันหมายความว่าคุณทำอะไรบางอย่างที่น่าประทับใจและโรแมนติกมาก และคนๆ นั้นกำลังรักอยู่กับคุณ (ดูสำนวนต่อไป)

ตัวอย่าง

22. Fall in love

สำนวนนี้เป็นอีกสำนวนที่คุณน่าจะเคยได้ยินมาแล้ว ถ้าคุณตกหลุมรักใครสักคน นั่นหมายความว่าคุณเริ่มจะรักเขาหรือเธอ บางครั้งรักก็เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน!

หลังจากที่คุณตกหลุมรักแล้ว คุณสามารถพูดได้ว่าคุณกำลังรักกัน

ตัวอย่าง

Helga fell in love with Pedro when she discovered that he could sing, dance, build furniture and even cook the most delicious soup she had ever eaten. He was the perfect man for her.
เฮลก้าตกหลุมรักเปโดรเมื่อเธอค้นพบว่าเขาสามารถร้องเพลง เต้น ทำเฟอร์นิเจอร์ และแม้กระทั่งทำซุปที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยได้กิน เขาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอ

23. Thinking out loud

ชื่อของเพลงเป็นสำนวนที่ถูกใช้บ่อยครั้งในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่าคุณกำลังพูดถึงความคิดต่างๆ แต่มันไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

คำที่มีความคล้ายๆ กันคือคำว่าระดมความคิด “brainstorm” ซึ่งหมายความว่าการคิดถึงไอเดียต่างๆ ให้ได้มากที่สุดแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ตัวอย่าง

I’m just thinking out loud here, but maybe we can solve our problem if we increase the cost of the product by a dollar a unit? It might not work, but I’d like to hear other suggestions also.
ฉันแค่เสนอความคิดเล่นๆ นะ แต่บางทีเราอาจจะแก้ปัญหาได้ถ้าเราเพิ่มต้นทุนสินค้าอีกหนึ่งดอลลาร์ต่อหนึ่งชิ้น มันอาจจะไม่ได้ผล แต่ฉันก็อยากจะได้ยินคำแนะนำอื่นๆ ด้วย

24. Evergreen

เอเวอร์กรีนมักจะถูกใช้พูดถึงต้นไม้ที่มีสีเขียวทั้งปี ต้นไม้พวกนี้มีหนามแหลมแทนที่จะเป็นใบไม้ พวกมันจึงไม่ต้องสละใบเมื่ออากาศหนาวเย็น ลองคิดถึงต้นคริสต์มาสเป็นตัวอย่าง

แต่ในเพลงนี้ evergreen มีความหมายโดยนัยแปลว่า “จริงเสมอ” หรือถ้าในบริบทของความสัมพันธ์ก็คือ “มีชีวิตชีวาตลอด”

ตัวอย่าง

My grandparents’ love was evergreen. They were married for over 50 years and they seemed to always be happy and in love.
ความรักของปู่ย่าของฉันยังคงมีชีวิตชีวา พวกท่านแต่งงานกันร่วม 50 ปีแล้วแต่ก็ยังดูมีความสุขและรักกันดี

เราเก็บเพลงนี้เอาไว้เป็นเพลงสุดท้ายเพราะมันมีเนื้อเพลงที่เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นมันอาจจะเป็นอันที่ยากที่สุดที่จะทำความเข้าใจ

เราต้องเอาเพลงเร็วจับคู่กับวิดีโอเต้นเร็วๆ ใช่ไหมล่ะ!

นอกจากนี้มันยังมีไวยากรณ์ที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาเพลงที่เราเลือกมา เธอร้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่จบลงไปในอดีตโดยใช้ไวยากรณ์เพื่อพูดถึงสิ่งในอดีตที่เธอเสียใจ แต่เดี๋ยวเราค่อยพูดถึงมันในอีกสักครู่

25. Broke up

Broke up เป็น past tense ของกริยาวลีคำว่า break up ซึ่งหมายถึงการทำลายอะไรบางอย่าง ทำให้สิ่งของแตกเป็นชิ้นเล็กๆ หรือจบความสัมพันธ์ลง

ถ้าคุณเลิกกับใครสักคนนั่นหมายความว่าคุณเป็นคนจบความสัมพันธ์นั้น ถ้าคนๆ นั้นเลิกกับคุณนั่นหมายความว่าเขาหรือเธอเป็นคนจบความสัมพันธ์ ถ้าคนสองคนตกลงปลงใจจะไม่คบกัน คุณก็สามารถพูดได้ว่าพวกเขาเลิกกัน (การตัดสินใจนั้นเป็นกลาง)

ตัวอย่าง

Vincent has been really sad ever since his girlfriend broke up with him. We should invite him to go to the beach with us, since he needs a distraction.
วินเซนต์เศร้ามากตั้งแต่แฟนของเขาเลิกกับเขา เราควรชวนเขาไปชายหาดกับเราเพราะเขาควรสนใจอย่างอื่นบ้าง

26. To trip

สิ่งแรกที่เราสังเกตเห็นคือสำนวนนี้เป็นคำกริยา ถ้ามันเป็นคำนามก็จะกลายเป็นการเดินทาง เช่น you take a trip หรือ you go on a trip.

แต่ Beyoncé ไม่ได้กำลังพูดถึงการเดินทาง ในเพลงนี้ เธอกำลังใช้คำว่า trip เป็นคำกริยาแสลงและมีความหมายว่าใครบางคนกำลังทำอะไรแปลกๆ โง่ หรือไม่ดี อาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาษาอังกฤษอย่างไม่เป็นทางการ

ความหมายเพิ่มเติมของคำนี้ในฐานะคำกริยายังหมายถึงการใช้ยา เพราะฉะนั้นระวังเวลาใช้คำนี้นะ!

ตัวอย่าง

Mary must be tripping if she thinks that I’m going to sing karaoke in front of the whole school. She knows that I am a terrible singer and I don’t like people watching me.
แมรี่ต้องบ้าแน่ๆ ถ้าเธอคิดว่าฉันจะร้องคาราโอเกะต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน เธอรู้ว่าฉันร้องเพลงได้แย่มากและฉันไม่ชอบให้คนมองฉัน

27. Acting up

ถ้ามีคนกำลัง acting up นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นทำตัวแปลกไปจากปกติหรือสิ่งของที่ทำงานแปลกไปจากปกติ โดยปกติแล้วคำนี้ไม่มีความหมายที่เป็นบวกเท่าไหร่ แต่ในเพลงนี้มันกลับมีความหมายเป็นกลางหรือค่อนไปทางบวก

ตัวอย่าง

My car has been acting up lately and it’s making some strange sounds. I should probably take it to the mechanic.
รถยนต์ของฉันทำงานไม่ปกติและมีเสียงดังแปลกๆ ฉันน่าจะพามันไปหาช่าง

28. I can care less

สำนวนนี้น่าสนใจทีเดียว

ถ้าคุณพูดว่า you can care less หรือ you could care less นั่นหมายความว่าสิ่งนั้นๆ ไม่สำคัญกับคุณแม้แต่น้อย ในบางครั้งคุณอาจจะได้ยินคนพูดสำนวนตรงข้ามว่า I can’t care less หรือ I couldn’t care less ที่จริงๆ แล้วมันมีความหมายเดียวกัน นี่เป็นตัวอย่างว่าบางครั้งภาษาอังกฤษก็มีความแปลกเหมือนกัน

ตัวอย่าง

I could care less if you’re hungry. It’s not lunch time, and you need to finish this project immediately, or we’re both going to get fired.
ฉันไม่สนใจหรอกนะถ้าคุณหิว นี่ไม่ใช่เวลาอาหารกลางวันและคุณต้องทำงานนี้ให้เสร็จในทันที ไม่งั้นเราทั้งคู่จะถูกไล่ออก

29. Pay attention

คุณอาจจะเคยได้ยินสำนวนนี้มาแล้ว (ซึ่งหมายถึงการเอาใจใส่) แต่เราอยากจะเอามาพูดกันอีกครั้งเพราะหลายๆ คนยังคงมีปัญหากับมัน บางครั้งจะมีคนพูดว่า “put attention” ซึ่งผิด เพราะเราควรพูดว่า “pay” แทนแม้ว่ามันจะฟังดูแปลกๆ ก็ตาม

ตัวอย่าง

I hope you paid attention to all of these new words and phrases, since they can help you improve your English!
ฉันหวังว่าคุณจะใส่ใจกับคำศัพท์และสำนวนใหม่ๆ เหล่านี้ เพราะมันจะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

และนี่คือทั้งหมดที่เราอยากนำเสนอ เราหวังว่าคุณจะมีความแน่วแน่ (have the eye of the tiger) และใส่ใจ (pay attention) กับวลีใหม่ๆ เหล่านี้

See also  เทคนิคทำข้อสอบ Vocab แบบไม่ต้องรู้ศัพท์ | แบบทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

บางทีเราไม่ควรจะอยู่นิ่ง (hold my breath) เพราะมันมีสุภาษิตมากมายให้เรียนรู้ ตอนนี้คุณอาจจะมีคำศัพท์มากพอ (had enough) ที่ทำให้คุณเหนื่อยจนเรียนไม่ไหว (breaking point) แล้ว

แต่ถ้าคุณไม่จำกัดตัวเอง (don’t hold back) และเรียนอย่างเต็มที่ การเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จะช่วยทำให้ภาษาอังกฤษของคุณพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอน

ไม่แน่นะ คุณอาจจะตกหลุมรัก (fall in love with) กับสำนวนสุภาษิตต่างๆ ก็ได้!

Ryan Sitzman สอนภาษาอังกฤษและเยอรมันในประเทศ Costa Rica เขารักในการเรียน กาแฟ การท่องเที่ยว ภาษา การเขียน การถ่ายรูป หนังสือ และภาพยนตร์ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเขาและเชื่อมต่อกับเขาได้ที่เว็บไซต์ Sitzman ABC.

If you liked this post, something tells me that you’ll love FluentU, the best way to learn English with real-world videos.

Experience English immersion online!

[Update] เรียน 29 สำนวนอังกฤษจากเพลงของ Katy Perry และ Beyoncé รวมทั้งนักร้องเพลงป็อปคนอื่นๆ | สุภาษิต ต่างๆ – NATAVIGUIDES

อยากจะพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณเร็วๆ ไหม?

ถ้าอยากก็ต้องให้ Katy Perry กับ Beyoncé เป็นครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ของคุณ

ฟังดูเกินจริงใช่ไหมล่ะ?

ไม่เกินจริงหรอก นักร้องชื่อดังหลายๆ คนที่ร้องเพลงโปรดคุณนับว่าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

ทำไมเหรอ? ก็เพราะวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษก็คือการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ให้เยอะให้มากเข้าไว้

คุณอาจจะเคยได้เรียนคำศัพท์ที่แตกต่างกันในหลายๆ หมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะรู้คำและสำนวนหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการทักทาย การบอกลา สุภาษิต อาหาร สำนวนสำคัญ อดีต คำแสลง และแม้แต่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

นอกจากนี้คุณอาจจะเคยได้ยินว่าวิธีเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคือต้องสนุก ซึ่ง Katy Perry กับ Beyoncé ช่วยคุณเรื่องความสนุกได้แน่นอนเพราะว่าเมื่อคุณฟังเพลงของพวกเธอคุณก็จะรู้สึกสนุกสนานแล้ว นอกเหนือจากการฟังเพลงแล้วคุณก็สามารถสนุกกับการเรียนสำนวนอังกฤษจากการอ่านการ์ตูนบนอินเทอร์เน็ตหรือออกไปเที่ยวและจีบกับคนอื่นโดยใช้ภาษาอังกฤษ!

ดังนั้นเพลงป็อปของพวกเธอจึงเหมาะที่จะใช้เรียนคำศัพท์ประเภทพิเศษนั่นคือ สำนวนภาษาอังกฤษ

สำนวนภาษาอังกฤษคืออะไร? แล้วทำไมต้องเรียน?

แน่นอนว่าบนโลกนี้มีคำศัพท์มากมายหลายประเภท

หน่วยพื้นฐานที่สุดคือ คำ 

ถ้าเราเอาแต่ละคำมาร้อยเรียงกันเราก็จะได้ กลุ่มคำหรือวลี

ถ้ากลุ่มคำนั้นมีคำกริยาหรือคำบอกตำแหน่งเป็นส่วนประกอบ มันก็จะถูกเรียกว่า กริยาวลี (เช่น “stand up” หรือ “sit down”).

ถ้าวลีนั้นยาวขึ้นมันก็อาจจะเป็นได้ทั้ง สำนวน หรือ สุภาษิต

สำนวน

สำนวนและสุภาษิตมีความคล้ายคลึงกัน แต่สำนวนมักจะเป็นกลุ่มคำที่เฉพาะเจาะจงและมีความหมายที่ไม่ชัดเจนต่อผู้ฟังในทันที ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดว่า “under the weather” มันจะฟังดูเหมือนคุณพูดถึงดินฟ้าอากาศทั้งที่จริงแล้วมีความหมายว่าคุณป่วย นี่คือตัวอย่างของสำนวน

สุภาษิต

สุภาษิตก็นับว่าเป็นสำนวนได้เพราะสำนวนทั้งหมดก็คือสุภาษิต

สำนวนสุภาษิตนี้อาจจะเป็นการแสดงออกทั่วไป ซึ่งหมายความว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนมักจะพูดเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก หรือสถานการณ์ต่างๆ

สุภาษิตก็นับว่าเป็นสุภาษิตสอนใจได้โดยหมายความว่าวลีหรือประโยคนั้นๆ สามารถสอนอะไรเราบางอย่างได้ ตัวอย่างเช่นคำว่า “When in Rome, do as the Romans do.” ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณเดินทางไปในที่ต่างๆ (ไม่ใช่แค่โรมนะ!) คุณควรพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานที่นั้นๆ แทนที่จะคาดหวังว่าให้สถานที่ปรับเข้าหาคุณ

ในท้ายที่สุดนี้สำนวนสุภาษิตสามารถมีทั้งแบบความหมายทางตรงและความหมายโดยนัยซึ่งความหมายจริงๆ จะไม่ตรงกับสิ่งที่เห็นนั่นเอง

สำนวนที่มีความหมายโดยนัยคืออะไร?

คำที่มีความหมายทางตรงก็คือคำต่างๆ ที่มีความหมายตรงกับสิ่งที่ถูกพูดออกมา

ในทางตรงกันข้ามวลีแบบความหมายโดยนัยหรืออุปมาอุปไมยจะใช้การเปรียบเทียบหรือการใช้คำอื่นๆ แทนเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆ และหลายคำที่เราจะพูดถึงในวันนี้ใช้ภาษาแบบอุปมาอุปไมย

ตัวอย่างเช่นถ้าฉันพูดว่า John is “as quiet as a mouse” นั่นหมายความว่า John นั้นเงียบมากและฉันกำลังใช้ภาพของหนูตัวเล็กๆ ที่เงียบเพื่ออธิบายความเงียบของ John

ผู้ใช้ภาษาอังกฤษใช้สำนวนต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง การใช้สำนวนเมื่อพูดจะทำให้คุณฟังดูเหมือนเจ้าของภาษาอังกฤษมากขึ้น มากไปกว่านั้นการเข้าใจสำนวนต่างๆ จะช่วยให้คุณเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นพูดอย่างแท้จริง

ฉันจะเรียนสำนวนอังกฤษเพิ่มได้ยังไงล่ะ?

การเรียนสำนวนอังกฤษนี่มีมากมายหลายวิธีเลยแหละ แต่หนึ่งในวิธีที่เยี่ยมที่สุดคือการเรียนผ่านเพลงภาษาอังกฤษดีดี

แล้ววันนี้เราก็จะมาเรียนกันด้วยวิธีนี้!

เราอยากจะให้คุณฟังเพลงป็อปสนุกๆ สี่เพลงในปีที่ผ่านๆ มาเพื่อหาและเรียนสำนวนต่างๆ ที่อยู่ในนั้น

เพลงป็อปภาษาอังกฤษ: 29 สำนวนอังกฤษที่เจอใน 4 เพลงฮิต

คุณอาจจะเคยได้ยินเพลงเหล่านี้มาก่อนแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่เคยคิดถึงเนื้อเพลงหรือทำความเข้าใจเนื้อหาจริงๆ

เราจะหาสำนวนจากเนื้อเพลงของแต่ละเพลงให้คุณ และเราจะวิเคราะห์ว่าคำหรือวลีนั้นๆ หมายความว่าอย่างไร

เพลงนี้เป็นเพลงฮิตจากปี 2013 ซึ่งขับร้องโดยนักร้องสาว Katy Perry อ่อ… อีกอย่างนะจ๊ะชื่อของ Katy ออกเสียงเหมือนคำว่า “Katie” ไม่ใช่ “catty” นะ

ในเนื้อร้องของเพลงนี้ Katy Perry ร้องว่าเธอเคยเป็นคนเหนียมอายแต่จากนั้นเธอก็เข้มแข็งและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เธอบอกว่าเธอจะคำรามเพราะว่ามันเป็นเสียงที่ดังที่สัตว์อย่างสิงโตหรือเสือใช้แสดงพลังของพวกมัน

คุณลองดูเธอคำรามในวิดีโอของเพลงสิ ตลกมากๆ เลย

เอาล่ะ เรามาดูวลีที่เป็นประโยชน์และถูกใช้บ่อยๆ ในเพลงนี้กันดีกว่า

1. Bite my tongue

นี่เป็นตัวอย่างสำนวนแบบอุปมาอุปไมย (ความหมายไม่ตรงตัว) ที่ดีเพราะ Katy ไม่ได้บอกว่าเธอจะกัดลิ้นตัวเองจริงๆ นะ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็เจ็บแย่เลย!

ถ้ามีคนพูดว่าคุณกัดลิ้นตัวเองอยู่ (biting your tongue) นั่นหมายความว่าคุณกำลังเงียบแม้ว่าคุณอยากจะพูดแค่ไหนก็ตาม การที่คุณไม่ยอมพูดก็อาจจะเพื่อความสุภาพหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะหรือปะทะกันก็ได้

ตัวอย่าง 

Shelly asked me if I thought she looked good in her dress. I thought the dress looked really ugly, but I decided to bite my tongue because I did not want to make her feel bad.
แชลลี่ถามฉันว่าเธอใส่ชุดสวยไหม ฉันคิดว่าชุดของเธอดูน่าเกลียดมากแต่ฉันเลือกที่จะไม่พูดอะไรเพราะว่าฉันไม่อยากทำให้เธอรู้สึกแย่

2. Hold my breath

คุณกลั้นหายใจได้นานแค่ไหน? การกลั้นหายใจคือการที่เราหยุดหายใจอย่างตั้งใจใช่ไหม? คนส่วนมากอาจจะกลั้นหายใจได้นานประมาณหนึ่งนาทีแต่ไม่น่าจะนานกว่านั้นมากเท่าไหร่ แล้วคุณล่ะทำได้นานแค่ไหน?

ถ้าคุณบอกว่าคุณกลั้นหายใจ (hold your breath) นั่นหมายความว่าคุณอยู่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนเพื่อรอให้บางอย่างเกิดขึ้น

โดยบ่อยครั้งเราจะใช้คำนี้ในความหมายเชิงปฎิเสธ ถ้าเราคิดว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราจะพูดว่า “don’t hold your breath.” หรือ “I wouldn’t hold my breath.”

ตัวอย่าง

Anna: I heard rumors that Axl Rose and Slash will get Guns N’ Roses back together and go on tour next year! Do you think it will actually happen?

Ron: I suppose it could, but I wouldn’t hold my breath. I’ve heard those kinds of rumors before, but they never actually do it.

แอนนา: ฉันได้ยินข่าวลือว่าแอกเซล โรสกับสแลชจะรวมกลุ่ม Gun N’ Roses อีกครั้งและทัวร์ร้องเพลงปีหน้า! เธอคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ ไหม?

รอน: ก็อาจจะนะแต่ฉันจะไม่ตั้งตารอหรอก  ฉันเคยได้ยินข่าวลือมามากมายแต่พวกเขาก็ไม่เคยทำอะไรจริงๆ

3. Rock the boat

ลองนึกดูว่าคุณอยู่ในเรือลำเล็กๆ ที่มีคนอยู่กันสี่คนกลางมหาสมุทร และสมมติมีคนหนึ่งยืนขึ้นและขยับเรือเพื่อทำให้อีกสามคนที่เหลือกลัวและเปียกนํ้า สามคนนั้นก็คงจะรู้สึกโกรธและตะโกนใส่คนที่ยืนใช่ไหมล่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าคุณบอกว่ามีคนทำเรือโคลง (rocking the boat) นั่นหมายความว่าเขาหรือเธอกำลังสร้างปัญหาหรือตั้งใจที่จะทำตัวยั่วโมโห ถ้าคุณบอกว่า “I don’t want to rock the boat” นั่นหมายความว่าคุณอยากจะหลีกเลี่ยงปัญหา

ตัวอย่าง

4. Make a mess

ความเละเทะคืออะไรที่สกปรก ไม่เป็นระเบียบหรือวุ่นวาย คุณสามารถใช้คำนี้ในการอธิบายคน สถานที่ หรือสิ่งของว่า “messy” ถ้ามันไม่สะอาด

ถ้าคุณทำเละเทะนั่นหมายความว่าคุณทำให้สถานที่หรือสถานการณ์นั้นๆ สกปรกหรือไม่เป็นระเบียบ

ตัวอย่าง

The baby made a big mess when she ate her spaghetti with her hands. But it was cute!

When my last girlfriend ended our relationship, she really made a mess. Now we can never be friends.

เด็กทารกทำให้เลอะเทอะเมื่อเธอกินสปาเก็ตตี้ด้วยมือของเธอ แต่มันน่ารักนะ!

ตอนที่แฟนสาวคนที่แล้วของฉันจบความสัมพันธ์ของเรา เธอทำลายมันอย่างไม่มีชิ้นดีเลย ตอนนี้เราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้

5. The breaking point

สมมติว่าคุณวางเหรียญเอาไว้บนหัวของคุณหนึ่งเหรียญ ตอนนี้อาจจะฟังดูเป็นสิ่งแปลกๆ ที่ให้สมมติแต่เดี๋ยวคุณก็จะเข้าใจในอีกสักครู่

เอาล่ะ เวลามีเหรียญอยู่หนึ่งเหรียญบนหัวของคุณ คุณไม่รู้สึกถึงนํ้าหนักมันใช่ไหม และมันก็ไม่ยากที่จะรักษาให้มันอยู่บนหัวของคุณ

ตอนนี้ลองสมมติว่าคุณวางเหรียญลงบนหัวของคุณ ความยากในการพยายามไม่ให้เหรียญหล่นลงมาอาจจะยากขึ้นเล็กน้อย ที่นี่ลองคิดดูว่าเหรียญถูกวางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ บนหัวของเรา

คุณคิดว่าบนหัวของเราจะวางเหรียญได้กี่เหรียญเหรอ? 10? 20? 100? 1,000? หรือ 10,000? ไม่ว่าจะเป็นเท่าไหร่ เลขนั้นคือจุดแตกหัก (the breaking point) 

ถ้าคุณถึงจุดแตกหัก นั่นหมายความว่าคุณทนมันต่อไปไม่ได้แล้ว สำนวนนี้ใช้ได้ทั้งกับคน สิ่งของ และสถานการณ์

ตัวอย่าง

Julia was stressed because she had a bad day at work, then there was a lot of traffic on the drive home. When she got home, she and her husband had an argument. But the breaking point was when she cut her finger while opening a can of tuna. She got really upset and started crying.
จูเลียรู้สึกเครียดเพราะเจอวันทำงานที่เหน็ดเหนื่อย และขณะขับรถกลับบ้านก็ยังมาเจอกับรถติดเยอะมาก เมื่อเธอถึงบ้านก็ทะเลาะกับสามีของเธอ แต่จุดแตกหักของเธอคือตอนที่เธอบาดนิ้วตัวเองในขณะที่เปิดกระป๋องปลาทูน่า เธอรู้สึกแย่และเริ่มร้องไห้

6. Stand for nothing/something

สำนวนนี้เป็นสำนวนที่มีประโยชน์ในภาษาอังกฤษ ถ้าคุณยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง (stand for something) นั่นหมายความว่าคุณให้คุณค่ากับมันหรือปกป้องมัน

นอกจากนี้ยังมีสุภาษิตที่ใช้สำนวนนี้นั่นคือ “ถ้าคุณไม่ยืนหยัดเพื่ออะไรเลย คุณก็จะกลายเป็นเหยื่อไปตลอด” (“you stand for nothing, you’ll fall for anything.”) ในประโยคนี้มีการใช้กริยาวลี “fall for” ซึ่งหมายความว่าคุณตกเป็นเหยื่อของการล่อลวง ข้อความที่ซ่อนอยู่ในสุภาษิตนี้คือถ้าคุณไม่เชื่อในคุณค่าใดใดเลย คนอื่นๆ จะล่อลวงเพื่อหาประโยชน์จากคุณ

ในเพลง Katy ใช้วลีนี้ในทางที่คล้ายๆ กัน เธอกำลังบอกว่าในอดีตเธอไม่ใช่คนที่เข้มแข็ง ผู้คนต่างบงการล่อหลอกเธอทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อ

ตัวอย่าง

“I want to design a new logo for our company. The old logo is confusing and it doesn’t really stand for anything. I want people to know what our company stands for: high quality products and fast service.”
“ฉันอยากจะออกแบบโลโก้ใหม่ให้บริษัทของเรา โลโก้อันเก่าดูน่าสับสนและไม่ค่อยจะสื่อถึงอะไร ฉันอยากจะให้คนรู้ว่าบริษัทของเราเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและบริการอันรวดเร็ว”

7. You held me down

ในเพลงนี้ Katy ใช้ “held down ซึ่งเป็น past tense ของ “hold down” กริยาวลีนี้สามารถมีทั้งความหมายโดยตรงและมีความหมายโดยนัย ถ้าใช้แบบความหมายโดยตรงมันจะหมายถึงการที่คนๆ หนึ่งกำลังหยุดไม่ให้อะไรบางอย่างเคลื่อนขึ้นข้างบน ตัวอย่างเช่น คุณกดหมวกของคุณเมื่อมีลงพัดแรงเพื่อที่ลมจะได้ไม่พัดหมวกของคุณไป!

แต่ในเพลงนี้เธอกำลังใช้แบบความหมายโดยนัย เมื่อ Katy พูดว่ามีคนกำลังกดเธอลงholding her down” เธอหมายความว่าพวกเขากำลังกันไม่ให้เธอทำในสิ่งที่เธออยากทำ สำนวนที่มีความหมายคล้ายๆ กันคือ การดึงใครสักคนเอาไว้to hold someone back

แปล

Katy’s ex-boyfriend was holding her down. Maybe he didn’t want her to go out or maybe he was controlling.
แฟนเก่าของเคที่กำลังกดเธอเอาไว้ เขาอาจจะไม่ต้องการให้เธอไปข้างนอกหรือเขาเป็นพวกชอบควบคุมคน

8. I got up

สำนวนนี้คือส่วนที่สองของสำนวนที่ 7 เมื่อคนๆ หนึ่งอย่างเช่นแฟนหนุ่มหรือคนที่เคที่มีความสัมพันธ์ด้วยพยายามกดเธอลง

แต่เธอก็สามารถลุกขึ้น (got up) แปลว่าเธอสามารถผงาดขึ้นมา ก้าวไปข้างหน้าและใช้ชีวิตของเธอได้ต่อไป

คำว่าลุกขึ้นนี้ยังถูกใช้อธิบายอาการตื่น (“ฉันตื่น [get up] 8 โมงทุกๆ เช้า”) หรือเพื่อใช้พูดถึงการเปลี่ยนจากการนั่งเป็นการยืนขึ้น (“ฉันควรหยุดดูทีวี ฉันจะลุกขึ้น [get up] และไปทำงาน”)

ตัวอย่าง

Our flight leaves the airport tomorrow at 7 am, so we need to get up really early to arrive to the airport on time.

His girlfriend was holding him down, so he decided to get up and move forward with his life.

เที่ยวบินของเราออกจากสนามบินเวลา 7 โมงเช้าของพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องตื่นเช้ามากเพื่อไปสนามบินให้ทัน

แฟนสาวของเขาพยายามกดเขาลง เขาจึงลุกขึ้นและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป

9. Brush off

ในเพลงนี้ Katy พูดว่าเธอกำลังปัดฝุ่น “brushing off the dust” ฝุ่นคืออณูเล็กๆ ของสิ่งสกปรกที่ก่อตัวขึ้นเมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดสกปรกขึ้นมา ฝุ่นยังหมายถึงสิ่งที่มาจากความขัดแย้งกันก็ได้

สำนวน “ปัดออก” หรือ “brush off” หมายความโดยตรงว่าคุณใช้มือปัดอะไรบางอย่างให้สะอาด หรือถ้าสำหรับความหมายโดยนัยนั้น หมายถึงการหยุดคิดหรือรู้สึกแย่เกี่ยวกับอะไรบางอย่าง

เพราะฉะนั้น การปัดฝุ่น (brushing off the dust) ในเพลงหมายถึงการที่เธอเดินออกมาจากปัญหา

ลองจินตนาการว่าเธอกำลังต่อสู้กับใครสักคนทำให้ต้องกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นและเธอก็ต้องสกปรกใช่ไหมล่ะ? เธอมีปัญหากับแฟน เธอสกปรกจากปัญหานั้น แต่ตอนนี้เธอจะ “ปัดฝุ่นออกไป” ซึ่งหมายถึงเธอเลิกใส่ใจปัญหาและทำความสะอาดตัวเองเพื่อที่จะใช้ชีวิตต่อไป

การปัดยังสามารถหมายถึงการไม่ใส่ใจอะไรบางอย่าง รวมไปถึงการไม่ใส่ใจคนอื่นๆ ก็ได้

ตัวอย่าง

She didn’t return my phone calls or text messages…she totally brushed me off.

I saw a big spider on my shirt, so I just brushed it off. Some people say that you should always kill spiders, but I just brush those people off. I don’t want to kill any animals if I can avoid it.

เธอไม่รับโทรศัพท์หรือข้อความของฉัน…เธอปัดฉันออกมาแน่นอน

ฉันเห็นแมงมุมตัวใหญ่บนเสื้อของฉัน ฉันจึงปัดมันออก บางคนบอกว่าควรจะฆ่าแมงมุมแต่ฉันไม่สนใจคนพวกนั้น ฉันไม่อยากฆ่าสัตว์ต่างๆ ถ้าเลือกได้

10. I’ve had enough

คำว่า “พอ” เป็นคำพ้องความหมายกับ “เพียงพอ” หรือ “พอเหมาะ”

ถ้าคุณพูดว่า “ฉันพอแล้ว” ก็แปลว่าคุณไม่ต้องการอะไรบางอย่างเพิ่ม และถ้าอะไรบางอย่างนั้นเป็นสิ่งด้านลบก็แปลว่าคุณพบกับจุดแตกหัก (ข้อ 5) และคุณจะไม่ยอมทนอีกต่อไป

ตัวอย่าง 

The children were screaming and fighting all afternoon. Finally, the parents said, “we’ve had enough,” and they sent the children to their rooms as a punishment.
เด็กๆ กำลังร้องตะโกนและทะเลาะกันตลอดทั้งช่วงบ่าย ในที่สุดพ่อแม่ก็พูดว่า “พอกันที” และให้ลูกๆ เข้าห้องของตัวเองเป็นการลงโทษ

11. I’ve got the eye of the tiger

ถ้าคุณพูดว่าใครมีตาเสือ นั่นหมายถึงว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง แน่วแน่ และน่ากลัว วลีนี้ยังเป็นชื่อเพลงสุดเพราะจากปี 1980s ของ Survivor อีกด้วย

วลีนี้อาจจะไม่ถูกใช้บ่อยนัก แต่มันก็นับว่าเป็นวลีที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน นอกจากนี้ผู้ที่ใช้อังกฤษทุกคนรู้ความหมายของมัน.

ตัวอย่าง

Every time Timmy goes on the dance floor, he gets the eye of the tiger. I’ve never seen someone dance so passionately and crazily!
ทุกๆ ครั้งที่ทิมมี่ไปเต้นที่แดนซ์ฟลอร์ เขาจะจดจ่อแน่วแน่ ฉันไม่เคยเห็นใครเต้นด้วยความหลงใหลและอย่างบ้าคลั่งมาก่อน!

12. float like a butterfly, sting like a bee

จริงๆ แล้ว Katy พูดคำพูดที่เป็นที่รู้จักของ Muhammad Ali ผู้ที่เป็นนักชกมวยในตำนาน

Ali พูดสิ่งนี้ในทางอุปมัยเพื่อให้เห็นว่าเขาเคลื่อนที่อย่างสวยงามและรวดเร็วเหมือนผีเสื้อกำลังบิน แต่หมัดของเขาก็รุนแรงและอันตรายเหมือนการต่อยของผึ้ง

ตัวอย่าง

Many boxers really admire Muhammad Ali, and they often say that they float like a butterfly and sting like a bee, just like their hero did.
นักมวยหลายคนชื่นชม Muhammad Ali และพวกเขาพูดบ่อยๆ ว่าพวกเขาบินเหมือนผีเสื้อและต่อยเหมือนผึ้งอย่างที่ฮีโร่ของพวกเขาเป็น

See also  [NEW] นิยาย เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากเพลง SET FIRE TO THE RAIN : Dek-D.com | set fire to the rain แปล ว่า - NATAVIGUIDES

13. I earned my stripes

จริงๆ คำพูดนี้มาจากวงการทหาร ถ้าคุณทำงานหนักและทำบางอย่างที่ยากในลุล่วงไปได้ คุณอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง และการเลื่อนตำแหน่งจะมาพร้อมกับการเพิ่มแถบยศเข้าไปในชุดเครื่องแบบของคุณ

โดยมากแล้วถ้าคนๆ หนึ่งได้แถบของพวกเขา “earns their stripes” นั่นหมายความว่าพวกเขาทำอะไรบางอย่างที่ยากได้สำเร็จ

นอกจากนี้ Katy ยังเพิ่มความหมายที่สนุกๆ ลงไป เพราะว่าเสื้อก็มีลายเป็นเส้นๆ ในขณะเดียวกันเสือก็มีพลัง พวกมันคำราม และในวิดีโอของเธอก็มีเสือด้วย ดังนั้นเธออาจจะหมายถึงว่าเธอเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่ยากเย็นแสนเข็ญและตอนนี้เธอรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น (เหมือนกับทหารหรือเสือ)

ตัวอย่าง

I didn’t know if Amy would be a good manager, but she’s definitely earned her stripes. The beginning was difficult for her, but now everyone respects and likes her.
ฉันไม่แน่ใจว่าเอมี่จะเป็นผู้จัดการที่ดีได้ แต่เธอได้ลายของเธอเองแน่นอน ช่วงเริ่มต้นมันยากสำหรับเธอมากแต่ตอนนี้ทุกคนเคารพและชื่นชอบเธอ

14. Zero to hero

ถ้าคุณพูดว่าใครสักคนเป็นศูนย์ มันเป็นวิธีการที่หยาบคายที่บอกว่าคนๆ นั้นเป็นพวกขี้แพ้ ในทางกลับกันฮีโร่เป็นคนที่ใครใครก็ชื่นชม เหมือนกับ Muhammad Ali ในข้อ 12

ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มจากศูนย์ไปถึงฮีโร่ ก็หมายความว่าคุณได้เปลี่ยนแปลงบางสิ่งในชีวิตของคุณจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตัวอย่าง

My students thought I was a normal, boring teacher. When they discovered that I’d been to a Metallica concert, for some reason I went from a zero to a hero for many of them.
นักเรียนของฉันคิดว่าฉันเป็นครูที่หน้าเบื่อ เมื่อพวกเขาค้นพบว่าฉันเคยไปคอนเสิร์ตของ Metallica ฉันก็เปลี่ยนจากขี้แพ้เป็นฮีโร่ในสายตาของพวกเขาบางคน

เพลงนี้ค่อนข้างแตกต่างกับตัวอย่างแรกของเราอย่างมาก

เพลงของ Katy Perry พูดถึงเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงและการที่เธอเปลี่ยนแปลง แต่เพลงนี้มีอารมณ์ที่ต่างออกไปซึ่งให้พูดง่ายๆ ก็คือเนื้อร้องของเพลงนี้จะพูดถึงการที่ตัวคนร้องพบกับผู้หญิงที่ดิสโก้เทกหรือคลับ จากนั้นพวกเขาก็เต้นและได้คุยกัน

เพลงนี้อาจจะฟังดูไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแต่มันก็มีคำศัพท์ดีดีเยอะแยะมากมาย และก็มีวิดีโอ (อย่างที่เห็นข้างบน) ที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นไปเรียนสำนวนดีดีกัน!

15. Don’t you dare

ถ้าคุณท้าใครสักคนให้ทำอะไรสักอย่าง ก็หมายความว่าคุณท้าทายให้เขาหรือเธอทำในสิ่งที่ยาก แปลก หรือไม่สะดวกสบาย บ่อยครั้งที่เด็กเล็กๆ จะท้ากันและกันให้ทำสิ่งที่น่ากลัว

ถ้ามีคนกล้าที่จะทำอะไรบางอย่าง นั่นหมายความว่าพวกเขายอมทำมันแม้ว่าจะรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา (โดยมากจะเป็นผลทางลบ)

วลีที่บอกว่า “don’t you” ที่มาก่อนกริยาคือวิธีหนึ่งที่ใช้บอกคำสั่งในเชิงปฏิเสธ ซึ่งใช้กันมากกว่าแค่บอกว่า “don’t” (โดยไม่ใส่ “you”) อย่างไรก็ตาม “don’t you dare!” เป็นวลีทั่วไปที่แปลว่า “ถ้าคุณทำสิ่งนี้ จบไม่สวยแน่!”

ดังนั้นเมื่อผู้หญิงในเพลงพูดว่า “don’t you dare look back” เธอกำลังบอกนักร้องว่าเขาไม่ควรมองกลับไปข้างหลัง แต่ถ้าเขาทำมันก็จะมีผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา!

ตัวอย่าง

Don’t you dare throw that water balloon at grandma! If you do, you will be in big, big trouble!”
อย่าโยนลูกโป่งนํ้าใส่คุณย่า! ถ้าทำลูกจะเจอปัญหาที่ใหญ่แน่ๆ”

16. Keep your eyes on me

การจ้องมองบางสิ่งหรือบางคนหมายความว่าคุณควรให้ความสนใจแค่เฉพาะกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งมันแปลง่ายๆ ว่า “ดูให้ดี”

ตัวอย่าง

“I’m going to show you how to shoot a basketball, so please keep your eyes on my hands. Notice what I’m doing with my fingers, since that’s very important.”
“ฉันจะแสดงวิธีการชูตลูกบาสเก็ตบอล ดังนั้นกรุณาดูที่มือของฉันให้ดีดี สังเกตว่าฉันขยับนิ้วแบบไหนเพราะมันสำคัญมาก”

17. Hold back

คุณอาจจะจำได้ว่าเราพูดถึงสำนวนที่มีความหมายคล้ายๆ กันในข้อที่ 7 ที่บอกว่า “hold me back” มีความหมายคล้ายคลึงกับ “hold me down.”

อย่างไรก็ตามมันมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะในเพลงนี้ไม่ได้พูดคำว่า “me” หรือชื่อคน เพราะฉะนั้น “she holds me back” แตกต่างจาก “she holds back”

ถ้าคุณควบคุมตัวเองไว้ นั่นหมายถึงคุณไม่ทำอะไรบางอย่างให้เต็มที่เท่าที่คุณจะทำได้

ดังนั้นเมื่อผู้หญิงในคลับพูดว่า “don’t hold back” เธอกำลังบอกนักร้องว่าให้เต้นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องควบคุมตัวเอง!

ตัวอย่าง

When Muhammad Ali was boxing, he didn’t hold back. He always hit the other boxer as hard as he could.
เมื่อ Muhammad Ali ชกมวย เขาไม่ยับยั้งตัวเอง เขามักจะต่อยคู่ต่อสู้ให้แรงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

18. Shut up

จริงๆ คุณก็น่าจะได้ยินคำพูดนี้มาก่อน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยล่ะก็ คำนี้หมายความว่า “หยุดพูด!” แต่มันก็ค่อนข้างที่จะหยาบคายขึ้นอยู่กับบริบท เพราะฉะนั้นระวังในการใช้คำนี้กับคนอื่นๆ ด้วย

แต่ในเพลงนี้ ผู้หญิงบอกกับนักร้องให้หุบปากและเต้นกับเธอ ซึ่งสำหรับตัวนักร้องแล้วฟังดูน่ารักและโอเคเพราะเขากำลังตกหลุมรักเธอ เพราะฉะนั้นเธอเป็นคนสนุกและตลกแต่ไม่หยาบคาย เธออยากให้เขาหยุดพูดและสนุกกับการเต้น!

ตัวอย่าง

Our neighbor’s dog is terrible sometimes. It barks all night and never shuts up!
บางครั้งสุนัขของเพื่อนบ้านของเราก็แย่มาก มันเห่าทั้งคืนและไม่เคยหุบปาก!

19. Kryptonite

คริปโตไนต์เป็นคำประดิษฐ์จากการ์ตูนเรื่อง “Superman” ซึ่งใช้เรียกแร่ธาตุที่ถูกแต่งขึ้นที่ทำให้ซูเปอร์แมนอ่อนแอลงเมื่อจับต้องกับมัน

เพราะฉะนั้นถ้าคุณบอกว่าอะไรเป็น “คริปโตไนต์” ของคุณ หมายความว่าสิ่งนั้นกำลังสร้างปัญหาให้กับคุณนั่นเอง โดยมากสำนวนนี้จะถูกใช้เป็นโจ๊กหรือเสียดสี

นักร้องในเพลงพูดถึง “chemical, physical kryptonite.” ที่อาจจะหมายถึงความดึงดูดทางอารมณ์และร่างกายของทั้งตัวเขาและผู้หญิงกลายมาเป็นคริปโตไนต์ของพวกเขาเอง พูดง่ายๆ ว่าการที่พวกเขาชอบกันและกันทำให้พวกเขาอ่อนแอลง!

ตัวอย่าง

Whenever I have ice cream in my freezer, it’s like my kryptonite. I can’t resist it, and I eat it incredibly fast.
เมื่อใดก็ตามที่ฉันมีไอศกรีมในช่องแช่เย็นของฉัน มันก็เป็นเหมือนคริปโตไนต์ของฉัน แต่ปฏิเสธไม่ได้และฉันก็กินมันอย่างรวดเร็ว

20. We were bound to get together

ในความหมายโดยตรงแล้ว การที่ถูกผูกกับอะไรบางอย่างหมายความว่าคุณถูกมัดกับสิ่งนั้นและหนีไม่ได้

ถ้าคุณพูดว่าคุณถูกกำหนด “bound” ให้ทำอะไรบางอย่าง นั่นหมายความว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลบหลีกไม่ทำสิ่งนั้นๆ ส่วนมากคุณจะใช้สำนวนนี้กับกริยา

นักร้องนั้นพูดว่าแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยากคบกัน แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะพวกเขาถูกผูกไว้ด้วยกัน (หรือถูกกำหนดให้คบกัน)

ตัวอย่าง

เพลงนี้เป็นเพลงรักที่เป็นที่นิยมมากในประเทศไทย

ในเนื้อร้องของเพลงนี้ Ed ร้องเกี่ยวกับคู่รักที่ยังรักกันแม้ว่าพวกเขาจะแก่เฒ่า และเหมือนกันเพลงอื่นๆ ในลิสต์ เพลงนี้มีวิดีโอที่น่าสนใจแม้ว่าจะดูไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเพลงก็ตาม

21. Sweep you off (of) your feet

คำว่า sweep เป็นคำกริยาแปลว่า “ปัดหรือกวาด” (ดูข้อ 9) ซึ่งหมายความว่าคุณใช้มือหรือเครื่องมือในการทำความสะอาดพื้นที่ เช่น คุณกวาดพื้นด้วยไม้กวาด

ถ้าคุณกวาดคนๆ หนึ่งขึ้นจากที่ที่เขายืนอยู่ นั่นหมายความว่าคุณอุ้มคนๆ นั้นไว้ในอ้อมแขนของคุณ

ในความหมายโดยนัย มันหมายความว่าคุณทำอะไรบางอย่างที่น่าประทับใจและโรแมนติกมาก และคนๆ นั้นกำลังรักอยู่กับคุณ (ดูสำนวนต่อไป)

ตัวอย่าง

22. Fall in love

สำนวนนี้เป็นอีกสำนวนที่คุณน่าจะเคยได้ยินมาแล้ว ถ้าคุณตกหลุมรักใครสักคน นั่นหมายความว่าคุณเริ่มจะรักเขาหรือเธอ บางครั้งรักก็เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน!

หลังจากที่คุณตกหลุมรักแล้ว คุณสามารถพูดได้ว่าคุณกำลังรักกัน

ตัวอย่าง

Helga fell in love with Pedro when she discovered that he could sing, dance, build furniture and even cook the most delicious soup she had ever eaten. He was the perfect man for her.
เฮลก้าตกหลุมรักเปโดรเมื่อเธอค้นพบว่าเขาสามารถร้องเพลง เต้น ทำเฟอร์นิเจอร์ และแม้กระทั่งทำซุปที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยได้กิน เขาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอ

23. Thinking out loud

ชื่อของเพลงเป็นสำนวนที่ถูกใช้บ่อยครั้งในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่าคุณกำลังพูดถึงความคิดต่างๆ แต่มันไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

คำที่มีความคล้ายๆ กันคือคำว่าระดมความคิด “brainstorm” ซึ่งหมายความว่าการคิดถึงไอเดียต่างๆ ให้ได้มากที่สุดแม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ตัวอย่าง

I’m just thinking out loud here, but maybe we can solve our problem if we increase the cost of the product by a dollar a unit? It might not work, but I’d like to hear other suggestions also.
ฉันแค่เสนอความคิดเล่นๆ นะ แต่บางทีเราอาจจะแก้ปัญหาได้ถ้าเราเพิ่มต้นทุนสินค้าอีกหนึ่งดอลลาร์ต่อหนึ่งชิ้น มันอาจจะไม่ได้ผล แต่ฉันก็อยากจะได้ยินคำแนะนำอื่นๆ ด้วย

24. Evergreen

เอเวอร์กรีนมักจะถูกใช้พูดถึงต้นไม้ที่มีสีเขียวทั้งปี ต้นไม้พวกนี้มีหนามแหลมแทนที่จะเป็นใบไม้ พวกมันจึงไม่ต้องสละใบเมื่ออากาศหนาวเย็น ลองคิดถึงต้นคริสต์มาสเป็นตัวอย่าง

แต่ในเพลงนี้ evergreen มีความหมายโดยนัยแปลว่า “จริงเสมอ” หรือถ้าในบริบทของความสัมพันธ์ก็คือ “มีชีวิตชีวาตลอด”

ตัวอย่าง

My grandparents’ love was evergreen. They were married for over 50 years and they seemed to always be happy and in love.
ความรักของปู่ย่าของฉันยังคงมีชีวิตชีวา พวกท่านแต่งงานกันร่วม 50 ปีแล้วแต่ก็ยังดูมีความสุขและรักกันดี

เราเก็บเพลงนี้เอาไว้เป็นเพลงสุดท้ายเพราะมันมีเนื้อเพลงที่เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นมันอาจจะเป็นอันที่ยากที่สุดที่จะทำความเข้าใจ

เราต้องเอาเพลงเร็วจับคู่กับวิดีโอเต้นเร็วๆ ใช่ไหมล่ะ!

นอกจากนี้มันยังมีไวยากรณ์ที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาเพลงที่เราเลือกมา เธอร้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่จบลงไปในอดีตโดยใช้ไวยากรณ์เพื่อพูดถึงสิ่งในอดีตที่เธอเสียใจ แต่เดี๋ยวเราค่อยพูดถึงมันในอีกสักครู่

25. Broke up

Broke up เป็น past tense ของกริยาวลีคำว่า break up ซึ่งหมายถึงการทำลายอะไรบางอย่าง ทำให้สิ่งของแตกเป็นชิ้นเล็กๆ หรือจบความสัมพันธ์ลง

ถ้าคุณเลิกกับใครสักคนนั่นหมายความว่าคุณเป็นคนจบความสัมพันธ์นั้น ถ้าคนๆ นั้นเลิกกับคุณนั่นหมายความว่าเขาหรือเธอเป็นคนจบความสัมพันธ์ ถ้าคนสองคนตกลงปลงใจจะไม่คบกัน คุณก็สามารถพูดได้ว่าพวกเขาเลิกกัน (การตัดสินใจนั้นเป็นกลาง)

ตัวอย่าง

Vincent has been really sad ever since his girlfriend broke up with him. We should invite him to go to the beach with us, since he needs a distraction.
วินเซนต์เศร้ามากตั้งแต่แฟนของเขาเลิกกับเขา เราควรชวนเขาไปชายหาดกับเราเพราะเขาควรสนใจอย่างอื่นบ้าง

26. To trip

สิ่งแรกที่เราสังเกตเห็นคือสำนวนนี้เป็นคำกริยา ถ้ามันเป็นคำนามก็จะกลายเป็นการเดินทาง เช่น you take a trip หรือ you go on a trip.

แต่ Beyoncé ไม่ได้กำลังพูดถึงการเดินทาง ในเพลงนี้ เธอกำลังใช้คำว่า trip เป็นคำกริยาแสลงและมีความหมายว่าใครบางคนกำลังทำอะไรแปลกๆ โง่ หรือไม่ดี อาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาษาอังกฤษอย่างไม่เป็นทางการ

ความหมายเพิ่มเติมของคำนี้ในฐานะคำกริยายังหมายถึงการใช้ยา เพราะฉะนั้นระวังเวลาใช้คำนี้นะ!

ตัวอย่าง

Mary must be tripping if she thinks that I’m going to sing karaoke in front of the whole school. She knows that I am a terrible singer and I don’t like people watching me.
แมรี่ต้องบ้าแน่ๆ ถ้าเธอคิดว่าฉันจะร้องคาราโอเกะต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน เธอรู้ว่าฉันร้องเพลงได้แย่มากและฉันไม่ชอบให้คนมองฉัน

27. Acting up

ถ้ามีคนกำลัง acting up นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นทำตัวแปลกไปจากปกติหรือสิ่งของที่ทำงานแปลกไปจากปกติ โดยปกติแล้วคำนี้ไม่มีความหมายที่เป็นบวกเท่าไหร่ แต่ในเพลงนี้มันกลับมีความหมายเป็นกลางหรือค่อนไปทางบวก

ตัวอย่าง

My car has been acting up lately and it’s making some strange sounds. I should probably take it to the mechanic.
รถยนต์ของฉันทำงานไม่ปกติและมีเสียงดังแปลกๆ ฉันน่าจะพามันไปหาช่าง

28. I can care less

สำนวนนี้น่าสนใจทีเดียว

ถ้าคุณพูดว่า you can care less หรือ you could care less นั่นหมายความว่าสิ่งนั้นๆ ไม่สำคัญกับคุณแม้แต่น้อย ในบางครั้งคุณอาจจะได้ยินคนพูดสำนวนตรงข้ามว่า I can’t care less หรือ I couldn’t care less ที่จริงๆ แล้วมันมีความหมายเดียวกัน นี่เป็นตัวอย่างว่าบางครั้งภาษาอังกฤษก็มีความแปลกเหมือนกัน

ตัวอย่าง

I could care less if you’re hungry. It’s not lunch time, and you need to finish this project immediately, or we’re both going to get fired.
ฉันไม่สนใจหรอกนะถ้าคุณหิว นี่ไม่ใช่เวลาอาหารกลางวันและคุณต้องทำงานนี้ให้เสร็จในทันที ไม่งั้นเราทั้งคู่จะถูกไล่ออก

29. Pay attention

คุณอาจจะเคยได้ยินสำนวนนี้มาแล้ว (ซึ่งหมายถึงการเอาใจใส่) แต่เราอยากจะเอามาพูดกันอีกครั้งเพราะหลายๆ คนยังคงมีปัญหากับมัน บางครั้งจะมีคนพูดว่า “put attention” ซึ่งผิด เพราะเราควรพูดว่า “pay” แทนแม้ว่ามันจะฟังดูแปลกๆ ก็ตาม

ตัวอย่าง

I hope you paid attention to all of these new words and phrases, since they can help you improve your English!
ฉันหวังว่าคุณจะใส่ใจกับคำศัพท์และสำนวนใหม่ๆ เหล่านี้ เพราะมันจะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

และนี่คือทั้งหมดที่เราอยากนำเสนอ เราหวังว่าคุณจะมีความแน่วแน่ (have the eye of the tiger) และใส่ใจ (pay attention) กับวลีใหม่ๆ เหล่านี้

บางทีเราไม่ควรจะอยู่นิ่ง (hold my breath) เพราะมันมีสุภาษิตมากมายให้เรียนรู้ ตอนนี้คุณอาจจะมีคำศัพท์มากพอ (had enough) ที่ทำให้คุณเหนื่อยจนเรียนไม่ไหว (breaking point) แล้ว

แต่ถ้าคุณไม่จำกัดตัวเอง (don’t hold back) และเรียนอย่างเต็มที่ การเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จะช่วยทำให้ภาษาอังกฤษของคุณพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอน

ไม่แน่นะ คุณอาจจะตกหลุมรัก (fall in love with) กับสำนวนสุภาษิตต่างๆ ก็ได้!

Ryan Sitzman สอนภาษาอังกฤษและเยอรมันในประเทศ Costa Rica เขารักในการเรียน กาแฟ การท่องเที่ยว ภาษา การเขียน การถ่ายรูป หนังสือ และภาพยนตร์ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเขาและเชื่อมต่อกับเขาได้ที่เว็บไซต์ Sitzman ABC.

If you liked this post, something tells me that you’ll love FluentU, the best way to learn English with real-world videos.

Experience English immersion online!


สุภาษิตสอนหญิง ฉบับสมบูรณ์ สุนทรภู่


สุภาษิตสอนหญิง ผลงานการประพันธ์ของสุนทรภู่
สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นระหว่าง พ.ศ.23802383

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

สุภาษิตสอนหญิง ฉบับสมบูรณ์ สุนทรภู่

อาจารย์ยอด : อุบายคนโบราณ [น่ารู้]


กดติดตามไว้ กดแชร์ตามอัทธยาศัย มีเรื่องใหม่เล่าให้ฟังทุกเช้าครับ
สั่งซื้อ อาจารย์ยอด MP3 ซีดี/แฟลชไดรฟ์ ได้แล้วที่
https://ajarnyordmp3.page365.net

youtube.com/user/ajarnyord [Official Channel]
youtube.com/c/คติธรรม
youtube.com/c/tvakane
ขอเชิญทุกท่านร่วมกับ อาจารย์ยอด สร้างแผ่นบันทึกเสียง
กฏแห่งกรรมและเรื่องเล่าชาวบ้าน ถวายวัดวาอาราม
มอบให้สถานีวิทยุชุมชนทั่วประเทศ มอบให้โรงเรียนและหอกระจายข่าว
และภิกษุสามเณรที่สนใจ ติดต่อร่วมบุญได้ที่
อาจารย์ยอด หมายเลขโทรศัพท์ 084 643 8770

อาจารย์ยอด : อุบายคนโบราณ [น่ารู้]

น้องกู้ รางวัลที่ 1 สุนทรพจน์ 2555


กิจกรรมประกวดการพูด ประจำปี 2555 รอบชิงชนะเลิศ
\”พรสามประการ สานความโปร่งใส\”
9 กันยายน 2555

น้องกู้ รางวัลที่ 1 สุนทรพจน์ 2555

เตือนสติ และให้กำลังใจตัวเอง ด้วย 29 คำคมโดนใจ | PURIFILM channel


เตือนสติ และให้กำลังใจตัวเอง ด้วย 29 คำคมโดนใจ
——————————————————
จัดทำ และบรรยายเสียงโดย. ►PURIFILM Channel
สอบถามรายละเอียดได้ที่ ►โทร.0649454441, 0635282936 (ภูริ)
——————————————————
ติดตามรับชมได้ที่ :
Youtube : ►https://www.youtube.com/c/PurifilmMv
Blogger : ► http://purifilm.blogspot.com/
Facebook : ►https://business.facebook.com/officialpurifilm
Instagram : ►https://www.instagram.com/ig_purifilm/
——————————————————
ข้อคิดเตือนสติ ให้กำลังใจตัวเอง คำคมโดนใจ

เตือนสติ และให้กำลังใจตัวเอง ด้วย 29 คำคมโดนใจ | PURIFILM channel

เกม ทายสุภาษิตไทย จากภาพ 10 ข้อ


เกม ทายสุภาษิตไทย จากภาพ 10 ข้อ

เกม ทายสุภาษิตไทย จากภาพ 10 ข้อ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่LEARN FOREIGN LANGUAGE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ สุภาษิต ต่างๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published.