Skip to content
Home » [Update] เริ่มสตาร์ทอัพแบบ MIT กับ 24 ขั้นตอนในการหาตลาดให้เจอ | การเริ่มธุรกิจ – NATAVIGUIDES

[Update] เริ่มสตาร์ทอัพแบบ MIT กับ 24 ขั้นตอนในการหาตลาดให้เจอ | การเริ่มธุรกิจ – NATAVIGUIDES

การเริ่มธุรกิจ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

HIGHLIGHTS :

สตาร์ทอัพที่มีไอเดีย และกำลังเริ่มทำธุรกิจในช่วงเริ่มต้น หรือช่วง Product-market fit  จะได้เรียนรู้หลักสำคัญ 24 ขั้นตอนแบบสั้นและกระชับ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นระบบ ที่จะทำให้สามารถสร้างสินค้าบริการที่ตลาดต้องการจริงๆ เป็นเทคนิคที่ Bill Aulet เขียนไว้ในหนังสือ Disciplined Entrepreneurship: 24 Steps to a Successful Startup

24 ขั้นตอนนี้ จะนำเสนอใน 6 ธีมหลักสำคัญ ได้แก่

  • ลูกค้าคือใคร

  • จะทำอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง

  • ลูกค้าจะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร

  • จะทำเงินจากผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร

  • จะออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร

  • จะวัดผลได้อย่างไร

เวลาในการอ่าน 10 นาที

ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) สามารถสอนและเป็นกันได้ การสร้างสินค้าบริการที่มีคนต้องการคือกุญแจสู่ entrepreneurship และกระบวนการนั้นสามารถเรียนรู้ได้ ความเชื่อต่างๆ ที่ผู้ประกอบการควรมี คือการมีทัศนคติที่ดี และหากมีผู้ร่วมก่อตั้งหลายคนนั้น ก็มักจะประสบความสำเร็จกว่าการมีผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว ผู้ประกอบการหรือเจ้าของควรเพิ่มบทบาทของความมีเสน่ห์ (Charisma) อาทิ การสื่อสาร การจ้างงาน และเพิ่มทักษะการขาย ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจ

24 ขั้นตอนซึ่งเป็นกระบวนการของการทำสตาร์ทอัพเริ่มต้น จะนำเสนอใน 6 ธีมหลักสำคัญ ได้แก่

  1. ลูกค้าคือใคร
  2. จะทำอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง
  3. ลูกค้าจะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
  4. จะทำเงินจากผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
  5. จะออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
  6. จะวัดผลได้อย่างไร

ขั้นตอนที่ 0 : ก่อนเริ่มลุย

3 สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นของสตาร์ทอัพ มักจะเริ่มด้วย ไอเดีย เทคโนโลยี และ ความมุ่งมั่นที่อยากจะทำ (passion) ซึ่งถ้าเรามีแค่ passion แต่ไม่มีไอเดียหรือเทคโนโลยีอะไรเลย อาจจะทำให้การเริ่มต้นยากกว่าสตาร์ทอัพรายอื่นๆ แต่หากไม่มีจริงๆ เราจะต้องใช้ความรู้ ทักษะ คอนเนคชั่น สินทรัพย์ทางการเงิน และประสบการณ์การทำงานมาช่วยมากขึ้นเพื่อชดเชยในสิ่งที่เราขาดไป

ขั้นตอนที่ 1 : เลือกกลุ่มตลาด (Market Segmentation)

เริ่มจากการเลือกกลุ่มตลาดโดยคิดรวบรวมทุกความเป็นไปได้ เป้าหมายของการทำธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มที่ว่าจะทำอะไรเพียงอย่างเดียว เราควรคำนึงถึงลักษณะเฉพาะหรือประเภทของกลุ่มผู้ใช้งาน และสถานที่อยู่หรือที่ทำกิจกรรมของกลุ่มตลาดเหล่านั้นด้วย โดยอาจจะเริ่มต้นเลือกตลาดจาก เพศ อายุ ที่อยู่อาศัย กิจกรรมที่พวกเขาชอบทำ ตัวอย่างเช่น การเลือกตลาดเป็นกลุ่มผู้ชายอายุ 25-34 ปีในเมืองบอสตันที่ชอบเล่นวิดิโอเกมตอนกลางคืน เมื่อเจอตลาดกลุ่มเป้าหมายแล้ว จากนั้นลองค้นหาตลาดใหม่ โดยทำให้แคบลง เช่นระบุบช่วงอายุใหม่ จากตัวอย่างข้างต้น สตาร์ทอัพอาจจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายอายุ 6-12 ปี โดยคำนึงว่าลูกค้าเหล่านั้นมีกำลังและเหตุผลที่จะจับจ่ายหรือไม่ (จริงๆ แล้วใครเป็นคนจ่ายเงิน เด็กหรือผู้ปกครอง) เราสามารถเข้าถึงพวกเขาและเอาชนะคู่แข่งได้หรือไม่ มีความเป็นไปได้อะไรไหมที่ลูกค้าเหล่านี้จะเปิดกว้างในตลาดอื่น และความสนใจต่อตลาดที่เปิดกว้างนั้น ท้ายสุดคือ ศึกษาตลาดที่เรามองโดยการคุยกับคนที่คิดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าของเรา สังเกตพวกเขาและเปิดใจรับฟังข้อมูลใหม่ๆ โดยไม่พยายามจะขายสินค้าที่มาจากสิ่งที่เราคิดว่าดีสำหรับพวกเขาเท่านั้น กระบวนการนี้ควรใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว

ขั้นตอนที่ 2 : เลือกตลาดหัวหาด (Beachhead market)

ใช้เกณฑ์เช่นเดิมในการเลือกตลาดหัวหาด (Beachhead market) คือ คำนึงว่าลูกค้าเหล่านั้นมีกำลังและเหตุผลที่จะจับจ่ายหรือไม่ เราสามารถเข้าถึงพวกเขาและเอาชนะคู่แข่งได้หรือไม่ มีความเป็นไปได้อะไรไหมที่ลูกค้าเหล่านี้จะเปิดกว้างในตลาดอื่น ยิ่งตลาดเล็กยิ่งมีแนวโน้มว่าจะดี มันสำคัญมากที่เราต้องเลือกมาก่อนสักหนึ่งกลุ่มเป้าหมายและยังไม่สนใจกลุ่มอื่น (เฉพาะตอนนี้เท่านั้น) จากนั้นขยายกลุ่มตลาดที่เราเลือกจนกระทั่งเจอสภาวะที่ลูกค้าเริ่มซื้อสินค้าคล้ายกันด้วยเหตุผลใกล้เคียกัน และเกิดการบอกกันต่อแบบปากต่อปาก

ขั้นตอนที่ 3 : สร้างโปรไฟล์ผู้ใช้งานจริง (End user profile)

สร้างโปรไฟล์ผู้ใช้งานจริง (End user profile) ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ซื้อเสมอไป แต่เราควรจัดกลุ่มให้เฉพาะเจาะจงโดยทำหมวดหมู่ให้แคบลง ซึ่งรวมถึงการจัดกลุ่มจากหมวดหมู่ เช่น ประชากร สถานที่ รายได้ ลักษณะนิสัย ภูมิหลัง และแรงจูงใจ ถ้าหากผู้ก่อตั้งธุรกิจหรืออย่างน้อยคนในทีมสามารถเข้ากันได้กับผู้ใช้งานจริงเหล่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 4 : คำนวณขนาดตลาดทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ (Total addressable market : TAM) ของตลาดหัวหาด (Beachhead market)

ตลาดทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ (Total addressable market : TAM) คือ รายได้ทั้งปีที่เราจะได้รับเมื่อเราครองส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมด หรือเท่ากับจำนวนผู้ใช้งานจริงคูณมูลค่ารายได้ที่ผู้ใช้งานจริงจ่ายหรือมูลค่าผลิตภัณฑ์ของเรา การคำนวณจำนวนผู้ใช้งานนั้นใช้วิธีแบบละเอียดด้วยวิธีการ bottom-up (จากรายชื่อลูกค้า หรือ จากสมาคมการค้า เป็นต้น) และวิธีแบบหยาบด้วยวิธีการ top-down (รายงานการตลาด) เพื่อระบุจำนวน จากนั้นคำนวณประมาณการรายได้จากการอิงจากมูลค่ารายได้ที่ผู้ใช้งานจริงจ่าย และมูลค่าผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งตัวเลข TAM ควรอยู่ที่ 20-100 ล้านเหรียญสหรัฐ หากคำนวณแล้วได้ TAM ที่สูงกว่าเลขอ้างอิงนี้ จงจัดกลุ่มให้แคบลงอีก

ขั้นตอนที่ 5 : จัดทำโปรไฟล์ตัวแทนลูกค้า (Persona) สำหรับตลาดหัวหาด (Beachhead market)

เลือกผู้ใช้งานจริงให้เป็นตัวแทนลูกค้า (Persona) สำหรับการพัฒนารายละเอียดและลักษณะของพวกเขา ซึ่งรวมถึง รูปภาพ ภูมิหลัง อาชีพ เงินเดือน เกณฑ์ในการซื้อ (เรียงเกณฑ์ตามลำดับ) และรายละเอียดอื่นๆ อีกหลายอย่าง โดยให้ทีมทั้งหมดของเรามีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ จุดประสงค์ของกระบวนการนี้คือช่วยให้เราจัดการกับคำถามเกี่ยวกับลูกค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต วิธีการขายให้พวกเขา และทิศทางที่ควรเดินต่อไป เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 6 :  แผนภาพความสัมพันธ์ของวัฏจักรสินค้าทั้งหมด (Full life cycle use case)

ไม่ใช่เพียงแค่ระบุตัวแทนลูกค้า (Persona) ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์เราอย่างไร แต่ต้องระบุให้ได้ว่าเขาจะรู้สึกว่าสินค้านั้นจำเป็นได้อย่างไร เจอมันได้อย่างไร ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ Journey ว่าลูกค้าจะได้สินค้าของเราทางไหนได้บ้าง วิธีการใช้งาน เกิดประโยชน์จริงหรือไม่ ได้รับบริการสนับสนุนจากทีมงานเพียงพอหรือไม่ มีความต้องการซื้ออีก และบอกต่อคนอื่นหรือไม่

ขั้นตอนที่ 7 : รายละเอียดของลักษณะสินค้าในเชิงลึก (Product specification)

จำลองผลิตภัณฑ์ให้เห็นภาพ เช่น เค้าโครง (storyboard) หรือ โครงสร้างของเว็บไซต์ (wireframes) แผนผังหรือแผนภาพ (diagrams) ของอุปกรณ์  แต่อย่าเพิ่งสร้างสินค้าเหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ หรือลงรายละเอียดมากจนเกินไป จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้คือ กำจัดความเห็นที่ไม่ตรงกันและความเข้าใจผิดของทีมออกไปให้หมด จากนั้นสร้างแผ่นพับที่เน้นจุดเด่นหลักของผลิตภัณฑ์ (features) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ดึงความสำคัญเรื่องประโยชน์ที่มีต่อลูกค้า (benefits) ในการสื่อสารไปถึงลูกค้าให้ได้

ขั้นตอนที่ 8 : วัดมูลค่าของคุณค่าของสินค้าบริการที่นำเสนอ (Value proposition)

จัดทำแผนภาพที่แสดงสถานะที่เป็นอยู่ขณะนี้ (status quo) และแสดงประโยชน์เชิงปริมาณที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าบริการ โดยวัดจากเวลา เงิน หรือ อะไรก็ตามที่เป็นความสำคัญลำดับแรกของลูกค้า จงใช้ตัวเลขจริง  และแสดงกรณีการมีสินค้ามากเกินไปและน้อยเกินไปด้วยเช่นกัน

ขั้นตอนที่ 9 : ระบุลูกค้า 10 คนถัดไปให้ได้

พยายามระบุลูกค้าอีก 10 คนที่คล้ายคลึงกับตัวแทนลูกค้า (Persona) ที่เลือกมาทำโปรไฟล์และเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเรา โดยพูดคุยกับพวกเขาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแผนภาพความสัมพันธ์ของวัฏจักรสินค้าทั้งหมด (Full life cycle use case) รายละเอียดของลักษณะสินค้า (product specification) และมูลค่าของสินค้าบริการที่นำเสนอ (value proposition) ที่ทำการประเมินมาแล้ว หากถูกต้องตามที่ได้ดำเนินการมา จึงค่อยถามถึงความมั่นใจที่จะซื้อว่ามีมากน้อยแค่ไหน (commitment) แต่ถ้าหากไม่ถูกต้องตามที่จัดทำไว้ ให้กลับไปที่ร่างเค้าโครง และทบทวนสมมติฐานต่างๆ (นี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ อย่างไรก็ตาม สมมติฐานของเราก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น) หากเราได้ลองทำตามแล้วแต่ยังไม่สามารถหาลูกค้า 10 คนนั้นได้ เป็นไปได้ว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวแทนลูกค้า (Persona) หรือแม้กระทั่งมองหาตลาดหัวหาด (Beachhead market) ใหม่เลยทีเดียว

ขั้นตอนที่ 10 : หา Core ของสินค้าบริการที่เป็นจุดขายให้เจอ

กล่าวคือ หาสูตรลับ (secret sauce) ที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ซึ่งสูตรลับนี้จะเป็นจุดที่ควรมุ่งเน้นมากที่สุดและไม่ควรเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก ซึ่ง secret sauce อาจเป็นเครือข่ายผู้บริโภคที่เราสร้างขึ้น  บริการอันยอดเยี่ยม ต้นทุนที่ต่ำ หรือประสบการณ์ที่ได้รับจากสินค้าหรือบริการที่ที่อื่นไม่มี ผู้ประกอบการควรจำไว้ว่า secret sauce มักจะไม่ได้มาจากทรัพย์สินทางปัญญา ความรวดเร็วของนวัตกรรม ความได้เปรียบของการเข้าตลาดก่อนคู่แข่ง หรือความสัมพันธ์ที่ดีกับ supplier อย่างที่คิด

ขั้นตอนที่ 11 : จัดทำกราฟแสดงตำแหน่งการแข่งขัน (Competitive position)

สร้างกราฟ 2 แกน โดยให้เกณฑ์ลำดับความสำคัญของลูกค้า 2 ลำดับแรกอยู่แกนใดแกนหนึ่ง ระบุตำแหน่งของเราและคู่แข่ง รวมถึงสถานะที่เป็นอยู่ขณะนี้ ทำ status quo ลงบนกราฟนั้น ซึ่งเราควรจะอยู่มุมขวาบนสุด และให้แน่ใจว่าตำแหน่งของเรานั้นใช้ประโยชน์จากแกนหลัก (core) แล้ว หากไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแกนหลัก (core) นั้น เราจำเป็นต้องใช้โอกาสทางการตลาดอื่นแทน

ขั้นตอนที่ 12 : ระบุหน่วยที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้ (Customer’s decision-making unit : DMU)

วาดผังกลุ่มคนที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าทั้งหมดให้ได้ กล่าวคือ ตั้งแต่ผู้ใช้งานจริง (end user) ผู้ซื้อหลัก (primary buyer) จนถึง champions รวมถึงผู้ที่สามารถชักจูงหรือมีอิทธิพลต่อการซื้อ (influencer) ผู้ที่มีอำนาจยับยั้ง (veto power) และแผนกที่จัดซื้อสินค้า (สำหรับ B2B : Business to Business) ซึ่งเราอาจจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะขายให้ลูกค้าเหล่านี้หรืออย่างน้อยก็ทำตัวให้เป็นกลางไม่ไปขัดแย้งกับบางกลุ่มในนี้

ขั้นตอนที่ 13 : วาดผังกระบวนการในการได้มาซึ่งลูกค้าที่ยอมจ่าย

กำหนดขั้นตอนไทม์ไลน์เป็นขั้นๆ ว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าของเราอย่างไร หาสินค้าบริการเจอได้อย่างไร เราต้องวิเคราะห์ให้ได้ ประมาณการกระบวนการซื้อขาย (sales cycle) นี้ว่านานเท่าไหร่ และมีอุปสรรคใหญ่อะไรไหมที่อาจเจอเช่น งบประมาณ กฎระเบียบ หรือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติตาม (compliance)

ขั้นตอนที่ 14 : คำนวณขนาดตลาดทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ (Total addressable market : TAM) ของตลาดที่ตามมา

ลองทำรายการดูว่า 5-6 กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ ที่เราจะเข้าต่อไปหลังจากตลาดหัวหาด (beachhead market)  คือใครบ้าง รวมถึงสามารถขายสินค้าชนิดอื่นให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม หรือ ขายสินค้าชนิดเดิมให้กับตลาดใกล้เคียง (adjacent market) ได้หรือไม่ คำนวณขนาดแบบเดียวกันกับขั้นตอนที่ 4 โดยไม่ต้องทุ่มเวลาไปกับมันมาก (อาจเพียงแค่ 1 ใน 10 ของเวลาที่ใช้ในขั้นตอนที่ 4) ในการระดมทุนหรือสร้างธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น TAM โดยภาพรวมของตลาดหัวหาด (beachhead market) และตลาดที่ตามมา (ไม่เกิน 10 ตลาด) ควรมากกว่า 1 พันล้านเหรียฐสหรัฐ

See also  แจกไฟล์ฟรี!!! สต๊อกสินค้า One Stock | สต๊อคสินค้า

ขั้นตอนที่ 15 : ออกแบบโมเดลธุรกิจ (Business model)

โมเดลธุรกิจ คือ การดึงคุณค่าของสินค้าบริการออกมาให้ลูกค้าต้องการซื้อ เพื่อสร้างรายได้ให้ธุรกิจ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการไม่ค่อยใช้เวลาครุ่นคิดถึงประเด็นนี้มากนัก ลองมองดูโมเดลธุรกิจในปัจจุบัน เช่น การเป็นสมาชิก (subscription) การเสนอขายสินค้าที่ดีหรือแพงกว่า (upselling) การโฆษณา ค่าดำเนินการธุรกรรม (transaction fee) และบริการการชำระเงินจำนวนไม่มากรวมเข้าไปกับวงเงินหรือธุรกรรมหลัก (micropayments) เช่น ซื้อสติกเกอร์ไลน์ โดยจ่ายรวมกับบิลมือถือ เป็นต้น จำไว้ว่า Freemium การให้ลูกค้าเข้ามาทดลองใช้ระยะเวลาหนึ่ง ใช้ได้เสมือนจ่ายเงินเพื่อบริการนั้น เมื่อหมดช่วงทดลองจึงจ่ายค่าบริการตามปกติ และ “ค่อยคิดทีหลังก็ได้” นั้น ไม่ใช่โมเดลธุรกิจ จงรวบรวมโมเดลที่คิดว่าสร้างสรรค์ของเรา และเลือกมาหนึ่งอัน

ขั้นตอนที่ 16 : ตั้งโครงร่างราคา (Pricing framework)

อย่าตั้งราคาสินค้าจากต้นทุน ให้ตั้งจากคุณค่าสินค้าที่เรามอบให้ลูกค้า การตั้งราคาที่ดีคือเพิ่มไป 20% จากมูลค่าของคุณค่าของสินค้านั้น คำนึงถึงราคาซื้อขายต่อหน่วยที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อ (DMU) มีกำลังจ่าย กล่าวคืองบประมาณสูงสุดของลูกค้าที่สามารถซื้อสินค้าได้ และคำนึงถึงราคาของคู่แข่งด้วย จำไว้ว่าเราสามารถตั้งราคาแตกต่างกันสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ อย่าลืมที่จะให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ทดลองกลุ่มแรกและผู้ที่มีอิทธิพลต่อลูกค้าคนอื่น (influencers) ท้ายสุดคือ เป็นการดีกว่าหากตั้งราคาสูงแล้วมาลดราคาทีหลัง ดีกว่าตั้งราคาถูกแล้ว จากนั้นขึ้นราคา

ขั้นตอนที่ 17 : คำนวณหาคุณค่าระยะยาว (Lifetime value : LTV) ของลูกค้าที่ได้มา

คำนวณจากรูปแบบของรายได้ (revenue stream) อัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) อัตราการกลับมาของลูกค้า (retention rates) ช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์ (life of the product) อัตราการกลับมาซื้อซ้ำ (rate of re-purchasing) ต้นทุนการระดมทุน (cost of raising funding) สำคัญและแพงที่สุดคือสตาร์ทอัพ จ่ายผลประโยชน์กลับคืนหุ้นสูงมากเพื่อจะได้สามารถระดมทุนได้ แล้วเราจะรู้ว่าปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมามีผลกับ LTV ของเรามาก

ขั้นตอนที่ 18 : วาดผังกระบวนการขายสินค้าให้กับลูกค้าที่ได้มา

วาดผังว่ากระบวนการนี้จะดำเนินการอย่างไรในระยะสั้น กลาง ยาว  ในระยะสั้น เราต้องสร้างอุปสงค์ (demand) ขึ้นมาเอง ซึ่งมักจะใช้วิธีการ เช่น ใช้พนักงานขาย หรือการตลาดแบบส่งมอบคุณค่า (inbound marketing) อีเมล โซเชียลมีเดีย  ในระยะกลาง คำสั่งซื้อมักจะเข้ามาเป็นประจำแล้ว ดังนั้นควรเน้นการรักษาลูกค้าปัจจุบัน เราอาจมีและใช้ผู้กระจายสินค้า (distributors) แล้วในขั้นนี้  ส่วนในระยะยาวนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นวิธีการบริหารจัดการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 19 : คำนวณต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า  (Cost of customers acquisition : COCA)

การคำนวณหา COCA นั้นยากและมักจะประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะ COCA ที่สูงเกินไป อาจทำให้ธุรกิจเจ๊งได้  คำนวณแบบ top down คือ ยอดขาย และต้นทุนการตลาดหารด้วยจำนวนลูกค้าที่หาได้ในช่วงเวลานั้น  การลด COCA ทำได้ เช่น ลดปริมาณการขายตรง เพิ่มการหาลูกค้าได้แบบอัตโนมัติ ปรับปรุงอัตราการเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจ (conversion rate) และการเป็นผู้นำด้านคุณภาพ การลดวัฏจักรการขาย และเพิ่มการซื้อสินค้าแบบปากต่อปาก

ขั้นตอนที่ 20 : ระบุสมมติฐานหลัก

รวบรวม 5-10 สมมติฐานหลักที่ยังไม่เคยทดลอง นำมาใช้ในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 21 : ทดสอบสมมติฐานหลัก

ออกแบบการทดสอบที่ถูก ง่ายและรวดเร็ว เพื่อหักล้างหรือพิสูจน์สมมติฐานหลักของเราอีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 22 : สร้างสินค้าแบบขั้นต่ำที่สุดเพื่อทดสอบตลาด (minimum viable business product : MVBP)

MVBP คือ สิ่งที่ลูกค้าสามารถได้ประโยชน์จากการจ่าย และสามารถให้ feedback กับเราได้ ดังนั้นจึงควรเป็นการทดสอบสมมติฐานหลักแบบ MVBP ซึ่ง MVBP พัฒนาเพิ่มมากจากวิธีการ MVP ของ Lean startups (การสร้างสตาร์ทอัพโดยให้ความสำคัญกับคุณค่าที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้จะได้รับ และมุ่งเน้นการลดขั้นตอนที่ไม่สำคัญหรือสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ออกไป)

ขั้นตอนที่ 23 : แสดงให้เห็นว่า “สุนัขย่อมกินอาหารสุนัข” (The dogs will eat the dog food)

นำสินค้า MVBP เสนอแก่ลูกค้า แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะจ่ายเพื่อสินค้านั้น ใช้สินค้า และแนะนำต่อให้เพื่อน จงติดตามทุกขั้นตอนนี้

ขั้นตอนที่ 24 : พัฒนาแผนผลิตภัณฑ์ (Product plan)

ใช้เวลาเพื่อวางแผนว่าจะเพิ่มฟีเจอร์อะไรให้แก่สินค้า สำหรับตลาดหัวหาด (beachhead market) และตลาดใกล้เคียง (adjacent markets) ที่เราจะบุกต่อ พร้อมทั้งวิธีการที่เราจะปรับตัว ปรับเปลี่ยนสินค้าสำหรับตลาดดังกล่าว แต่อย่าใช้เวลานานมากนัก หลักการคือการคิดหาทางเลือกต่างๆ เตรียมไว้ล่วงหน้าเสมอ

 

ทั้งหมดนี้คือ การสรุปความสำคัญของกระบวนการ 24 ขั้นตอน จากการเปลี่ยนไอเดียให้สามารถขายสินค้าบริการ มีลูกค้าจริงจนทำเป็นธุรกิจได้อย่างที่ตั้งใจ ซึ่งกลั่นกรองมาจากงานวิจัยและประสบการณ์มากมายในการทำธุรกิจกว่า 25 ปี ของ Bill Aulet

ผู้เขียน : Bill Aulet จากหนังสือ Disciplined Entrepreneurship: 24 Steps to a Successful Startup

Bill Aulet เป็นกรรมการผู้จัดการของ Martin Trust Center for MIT Entrepreneurship ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการให้ความรู้ผู้ประกอบการที่ MIT ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีสอนเกี่ยวกับ Entrepreneurship และออกแบบคลาสใหม่ๆ การร่วมในการแข่งขันต่างๆ และคอยผลักดันการเรียนรู้ ก่อนหน้าที่จะมาสอนนั้น เขาทำงานที่ IBM 11 ปี และมีประสบการณ์จริงในการเป็น Serial entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จ

ที่มา : https://tech.co/disciplined-entrepreneurship-bill-aulet-2013-08

Credit : Kira M. Newman

แปลโดย : มัณฑริกา แสงถนอม

สรุปและเรียบเรียงโดย : นุชนาถ คุณความดี

ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ

ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

[Update] การเริ่มลงทุนในบริษัท Startup สามารถทำได้อย่างไร | การเริ่มธุรกิจ – NATAVIGUIDES

ธันวาคม 2, 2018 | By Techsauce Team

ในช่วง 5-6 ปีหลังมานี้ วงการ Startup ไทยถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว มีข่าว Startup ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนและองค์กรขนาดใหญ่หันมาลงทุนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจประเภทนี้กันมากขึ้น  นักลงทุนรายย่อยก็หันมามาสนใจดูธุรกิจประเภทนี้ด้วย รวมถึง Event มากมายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าธุรกิจ Startup นั้นคืออะไร ยังคงถูกจำกัดอยู่ในสังคมกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร และนักลงทุนรายย่อยควรทำความเข้าใจถึงคุณลักษณะของธุรกิจประเภทนี้ก่อน และดูว่าตรงกับจุดประสงค์ของการลงทุนหรือไม่ เพราะการลงทุนทุกประเภทนั้นย่อมมีความเสี่ยง และถ้าคุณคิดว่าเข้าใจและตรงกับเป้าหมายการลงทุนของคุณแล้ว เราจะมาดูกันว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร และใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณากันต่อไป

Startup คืออะไร?

ในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่รูปแบบธุรกิจ Tech Startup ที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ โดย Startup แตกต่างกับ SMEs ในแง่ของการมุ่งเน้นที่จะแก้ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม และคิดหาโซลูชั่นมาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยโมเดลธุรกิจนั้นมีคุณลักษณะที่สามารถเติบโตขยายฐานลูกค้าออกไปได้อย่างรวดเร็ว (Scalable) อาทิ โมเดลธุรกิจที่สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้ หรือการเพิ่มบริการต่อยอด ก็ทำให้เข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ขึ้นได้ และอีกคุณสมบัติหนึ่งคือทำซ้ำได้ (Repeatable) เป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถทำซ้ำ ให้คนกลับมาใช้บริการต่อได้เรื่อยๆ

ตัวอย่างของ Startup ที่น่าสนใจในภูมิภาคนี้ และถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้องค์กรใหญ่จนแทบไม่เรียกว่า Startup แล้ว เช่น Grab บริษัทจากมาเลเซีย ผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่ ซึ่งขยายธุรกิจออกไปมากมายทั้งบริการขนส่งสินค้า บริการส่งอาหาร เป็นต้น  โดยครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาคนี้

See also  [Update] ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? ทำไมเราต้องจ่าย | หัก ณ ที่จ่าย - NATAVIGUIDES

ตัวอย่าง Startup ที่น่าจับตาของไทย

Wongnai

ตัวอย่างแรก เป็น Startup ที่หลายคนน่าจะรู้จักกับดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาที่เรานึกไม่ออกว่าจะรับประทานอาหารร้านไหนดี เราก็จะนึกถึง Wongnai ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Startup ไทยที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดแอปฯ​ หนึ่งของไทย ซึ่งเปิดให้คนเข้ามาร่วมรีวิวร้านอาหารที่เราได้เคยไปลิ้มลอง ปัจจุบันมีจำนวนรีวิว และภาพที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้เป็นจำนวนมาก โมเดลการหารายได้นั้นมีทั้งการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม และเนื่องด้วยเป็นแหล่งรวมฐานข้อมูลร้านอาหารที่อัพเดตและมีจำนวนมากที่สุดของไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้พาร์ทเนอร์กับยักษ์ใหญ่อย่าง LINE เป็นการเพิ่มบริการ ให้สามารถสั่งซื้ออาหารผ่าน LINE MAN ได้ และล่าสุดลงทุนใน Startup อย่าง Food Story ร่วมกันสร้างระบบบริหารจัดการร้านอาหาร “Wongnai POS by FoodStory” ให้ร้านอาหารใช้งานได้ฟรี พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ Travel ในแอพ Wongnai เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและรีวิวที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมนอกจากเรื่องการค้นหาร้านอาหารอีกด้วย

Jitta

Startup อีกรายเป็นสาย FinTech คือ Jitta ผู้พัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์หุ้นตามหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และได้พัฒนาสูตรจัดอันดับหุ้นตามหลัก “ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม” ในชื่อ Jitta Ranking และปัจจุบันขยายธุรกิจไปสู่ Jitta Wealth เพื่อช่วยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติ ช่วยประหยัดเวลาวิเคราะห์หุ้น เลือกหุ้น จัดพอร์ต กระจายความเสี่ยง และปรับพอร์ต ปัจจุบันบริการ Jiita สามารถวิเคราะห์หุ้นของตลาดหลัก 7 ประเทศ

Builk

อีก Startup เป็น Startup ที่ให้บริการในรูปแบบของ B2B และพึ่งได้รับรางวัล Digital Startup of The Year 2018 แม้เป็น Startup สายเฉพาะทางคือสายธุรกิจก่อสร้าง แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ไผท ผดุงถิ่น ผู้ร่วมก่อตั้ง Builk นั้น มีความรู้ความเชี่ยวชาญในโลกธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นอย่างดี อันเกิดมาจากการคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เข้าใจว่าปัญหาในภาคธุรกิจนี้คืออะไร เขาพบว่าซอฟต์แวร์บริหารจัดการที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้นไม่ได้ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจก่อสร้างในไทยเท่าไหร่นัก และถ้ามีในต่างประเทศก็อาจจะราคาสุด และไม่เหมาะสมกับตลาดไทย เขาเริ่มต้นจากการพัฒนา Builk ขึ้นมา เป็นซอฟต์แวร์บริการจัดการสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง เปิดให้ใช้ฟรีเป็น Software as a Service

หลังจากนั้นมีการต่อย่อดเริ่มพัฒนาบริการเพื่อผู้ประกอบการอื่นๆในวงการก่อสร้างไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิต-ผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เช่น ขยายโมเดลธุรกิจพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แบบ Market Place เป็นร้านวัสดุก่อสร้างออนไลน์แบบ B2B จำหน่ายวัสดุก่อสร้างราคาถูกให้กับสมาชิก, มีข้อมูล Big Data ของวงการธุรกิจก่อสร้าง โดยมองเห็นข้อมูลต่างๆ แบบ Real Time เห็นความต้องการใช้งานวัสดุและวัตถุดิบต่างๆ ทั่วประเทศได้

ปัจจุบันได้ขยายธุรกิจไปยังประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย ลาว พม่า และ กัมพูชา และมีนักลงทุนจากองค์กรขนาดใหญ่ อาทิ AddVentures by SCG เข้าร่วมลงทุน

ความจริงของการลงทุนในธุรกิจ Startup

การลงทุนในธุรกิจ Startup นั้น สำหรับองค์กรขนาดใหญ่แล้ว เน้นการลงทุนในรูปแบบของ Strategic Investment คือการดูว่าธุรกิจดังกล่าว สามารถนำเทคโนโลยี หรือความรู้ที่มีสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจเดิม หรือขยายสู่ธุรกิจใหม่ได้ กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ที่เรียกกันว่า Corporate Venture Capital (CVC) เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก และ Startup โดยตัวอย่างของ CVC ก็เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งบริษัทใหม่ Digital Ventures, ธนาคารกสิกรไทย ตั้งบริษัทใหม่ Beacon Ventures, ธนาคารกรุงศรี ตั้งบริษัทใหม่ Krungsri Finnovate บริษัท อินทัช (บริษัทแม่ของ AIS) ก็ตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า InVent บริษัท SCG ตั้งบริษัทที่ชื่อ AddVentures เป็นต้น โดยนักลงทุนกลุ่มนี้อาจจะเลือกลงทุนตรงในบริษัท Startup ซึ่งเติบโตแล้ว เพื่อลดความเสี่ยง หรือลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุน Startup อีกที เป็นต้น โดยสำหรับองค์กรใหญ่แล้ว เราจะเห็นเป้าหมายการลงทุนที่ค่อนข้างชัดเจน

แต่ถ้าผู้อ่านเป็นนักลงทุนรายย่อยถ้าสนใจลงทุนในธุรกิจ Startup จะเริ่มต้นอย่างไร? โดยกลุ่มนักลงทุนประเภทนี้เรียกว่า Angel Investor  ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า รูปแบบการเติบโตของ Startup นั้น ไม่ได้เหมือนกับรูปแบบธุรกิจเดิมที่เราเห็นกัน และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้มเลิกกิจการไป โดยจากสถิติมีสูงถึงกว่า 90% เลยทีเดียว ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและเหลืออยู่รอดได้นั้นมีไม่มากจริงๆ ทัศนคติของการทำธุรกิจก็แตกต่างกับธุรกิจแบบเดิมเป็นอย่างมาก เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product) เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาตลาด ลองผิด ลองถูก และช่วงแรกๆ ของการทำธุรกิจ Startup อาจจะไม่มีรายได้เข้ามาเลย เพราะต้องคอยสร้างฐานลูกค้า หรือคอย subsidize เพื่อให้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้นก่อนที่จะเริ่มทํารายได้ จนกระทั่งสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง

ถ้าคิดจะลงทุนในธุรกิจ Startup คุณต้องเข้าใจคุณลักษณะการเติบโตแบบนี้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Startup ดังกล่าวดีจริง และถ้า Startup รายนั้นน่าสนใจ เขาจะเปิดรับนักลงทุนด้วยหรือ? เฉกเช่นเดียวกันตัว Startup เองก็อาจกังวลในตัวนักลงทุนด้วย เพราะทุกวงการย่อมมีทั้งคนดี และไม่ดี คนเข้าใจในธุรกิจ และไม่เข้าใจ

เพื่อป้องกันปัญหาทั้ง 2 ฝ่าย ปัจจุบันในไทยก็มีแพลตฟอร์มการลงทุนที่เชื่อมโยงสองฝั่งเข้าด้วยกัน อาทิ Live Platform ของทางตลาดหลักทรัพย์ ที่เปิดให้ Startup ที่ได้รับการคัดเลือกสามารถมาระดมทุนบนแพลตฟอร์มนี้ได้ ในขณะเดียวกันตัวนักลงทุนเอง ก็ไม่ต้องเสี่ยงมากเพราะมีคนกลางช่วยกรองคุณสมบัติมาระดับหนึ่ง และมีวงเงินในการลงทุนที่พอรับได้นั่นเอง

แต่ถ้าใครสนใจอยากลงทุนในธุรกิจ Startup โดยตรงเอง โดยที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูง และไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ Startup ดีพอนัก เราไม่แนะนำการเลือกลงทุนในลักษณะนี้

3 สิ่งสำคัญที่ใช้พิจารณาธุรกิจ Startup

  • การตรวจสอบประวัติของทีมผู้ก่อตั้ง (Founder) นั้นเป็นอย่างไร มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และเข้าใจในธุรกิจนั้นๆ มากน้อยแค่ไหน มีประสบการณ์ทำอะไรมาก่อน และถึงแม้เก่งอย่างเดียวก็ไม่พอ ก็ต้องดูไปถึงนิสัยใจคอของทีมผู้ก่อตั้งด้วย  มีโฟกัสและตั้งใจในการทำธุรกิจหรือไม่ กลุ่มผู้ก่อตั้งรู้จักกันมามากน้อยแค่ไหน
    ในช่วง Early Stage ช่วงเริ่มต้นนั้น การดูความตั้งใจและคุณสมบัติของ Founder นั้นสำคัญมาก เพราะ Founder ที่มีทักษะ และโฟกัสตั้งใจทำงาน แม้ผลิตภัณฑ์ในช่วงแรกอาจยังไม่ดีพอ แต่พวกเขาจะหาวิธีต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อนำพาธุรกิจเติบโตไปให้ได้ เรียกง่ายๆ ว่ากัดไม่ปล่อยนั่นเอง
    นอกจากนี้กลุ่มผู้ก่อตั้งก็ต้องรู้จักในการใช้เงินอย่างชาญฉลาด แม้ระดมทุนมาแล้ว ก็ต้องวางแผนให้ดีว่าจะใช้เพื่อขยายธุรกิจอย่างไร เพราะ Startup หลายรายมักตกม้าตาย บริหารการเงินไม่ถูก จนเงินหมดไปเสียก่อน ไม่พอหล่อเลี้ยงธุรกิจ
  • ในแง่ผลิตภัณฑ์นั้น ก็ต้องมาดูว่าธุรกิจนั้นกำลังแก้ปัญหาอะไรของสังคม ปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ หรือแค่คิดไปเอง แล้วโซลูชั่นที่คิดมานั้นตอบโจทย์แก้ปัญหาได้จริงไหม และขนาดของตลาดเล็กเกินไปด้วยหรือไม่ และเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสร้างรายได้ ได้จริงไหม
  • อีกจุดที่สำคัญถ้าผลิตภัณฑ์ดี แต่ถ้ามียักษ์ใหญ่กระโดดเข้ามาแข่งขัน Startup รายนั้นจะทำอย่างไร อะไรคือ Barrier to Entry ที่จะป้องกันให้พวกเขายังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจระยะยาวต่อไป

นี่เป็นเพียง 3 สิ่งปัจจัยหลัก ที่เราหยิบยกขึ้นมาเพื่อใช้พิจารณาเบื้องต้น อันที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องลงลึกไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเราขอเน้นย้ำว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง เฉกเช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่คุณควรมีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบธุรกิจนั้นๆ ให้ดีพอก่อนจะเลือกลงทุน

สำหรับธุรกิจ Startup ยังสามารถศึกษาข้อมูล และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเข้าไปได้ที่ http://www.depa.or.th

บทความนี้เป็น Advertorial


อยากเริ่มทำธุรกิจ ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร? | Under Renovation SME THE SERIES EP.03


อยากเริ่มทำธุรกิจ ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร? | Under Renovation SME THE SERIES by SEAC
หลายคนอยากเริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เพราะคิดว่าการเริ่มทำธุรกิจอะไรซักอย่างหนึ่ง จะต้องมีปัจจัยหลักหลายอย่าง ที่ต้องคิดและพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น หรือแม้แต่จับจุดไม่ได้ ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน
ทำให้เกิดปัญหาที่ค้างคาใจว่า อยากจะเริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร และไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี วันนี้ Under Renovation SME THE SERIES จะมาพูดคุยเรื่องนี้กันครับ
📌 ติดตามดูตอนอื่น ๆ ได้ที่ http://bit.ly/SEACunderrenovation
📌 กดติดตาม จะได้ไม่พลาด ความรู้ธุรกิจ ทุกวัน
Youtube: http://bit.ly/youtubenop
📌 บทความสรุป อ่านง่ายๆ ไปกด Like บน Facebook: http://bit.ly/FBnop
UnderRenovation
SMEtheSeries
อยากเริ่มทำธุรกิจ
เริ่มทำธุรกิจ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

อยากเริ่มทำธุรกิจ ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร? | Under Renovation SME THE SERIES EP.03

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก แนะวิธีเริ่มธุรกิจง่ายๆ หากมีรายได้น้อย(จน)!!


มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก แนะวิธีเริ่มธุรกิจง่ายๆ หากมีรายได้น้อย(จน)!!

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก แนะวิธีเริ่มธุรกิจง่ายๆ หากมีรายได้น้อย(จน)!!

EP.1 เริ่มทำธุรกิจอย่างไร ขายของออนไลน์ จากเป็นหนี้สู่เงินล้านHow I started business|ENG CC|CEO Talk


See also  [NEW] | ประเทศออสเตเรีย - NATAVIGUIDES

เริ่มต้นจากเป็นหนี้ครั้งแรกในชีวิตหาเงินยังไง? พ้อยท์จึงออกมาแชร์ประสบการณ์ในการทำธุรกิจ
ตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจวันแรก เล่าแบบหมดเปลือก! ธุรกิจแรกของพ้อยท์ ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ! อายุ 20 อกหัก เลิกกับแฟน เศร้ามาก เพื่อนชวนไปต่างประเทศ แต่พ้อยท์ไม่มีเงิน เพื่อนจึงออกให้ก่อน ค่อยหามาคืน ตอนนั้นพ้อยท์ยังไม่เคยหาเงินมาก่อนในชีวิต ก็ตัดสินใจไปกลับมาก็เป็นหนี้ เริ่มคิดว่าจะหาเงินยังไง? พ้อยท์เริ่มจากมองหาของรอบตัวสามารถหาเงิน 8,900 ในวัยที่ไม่เคยหาเงินได้เลย ภายใน 1 อาทิตย์ เริ่มจากเอาของไปขายแล้วได้เงินกลับมา วิธีที่สะดวกสบายกับเราที่สุด คือ ขายของทางอินเตอร์เน็ต จึงขายทางไอจี เริ่มจากขายของตัวเองก่อน ขายจนหนังสือตัวเองหมด ได้เงินคืนเพื่อนจนหมด นี่คือธุรกิจแรก
ต่อมาได้ทุนไปเรียนป.โทที่ญี่ปุ่น ธุรกิจที่2 พ้อยท์รับพรีออเดอร์ของที่ญี่ปุ่น ถ่ายรูปของลงเฟสบุ๊ค เพื่อนเริ่มมาสั่งเยอะขึ้น พ้อยท์จึงเพิ่มตลาดด้วยการทำในไอจี ในยุคแรกที่คนเริ่มซื้อขายกันในไอจี ทำให้ได้ออเดอร์เยอะมาก เราสามารถเริ่มได้โดยไม่ต้องใช้ทุนเลย ธุรกิจตัวที่ 3 เริ่มต้นตอนเรียนป.โทปี2 เกิดขึ้นได้เพราะจังหวะและโชคชะตา ที่ญี่ปุ่นจะมีขายเครื่องราง เรียกว่า Omamori วันเกิดพอยท์ไปวัดบนภูเขาที่มีเครื่องรางทางการเงินสีเหลืองทอง พ้อยท์ก็ซื้อเครื่องรางตัวนี้กลับบ้าน ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ตั้งแต่พกเครื่องรางมีเงินเข้าทุกวัน เลยไปโพสต์ในเฟสบุ๊ค เพื่อนก็ฝากซื้อและกลับมารีวิว พอยท์เลยเอารีวิวนี้ ไปทำในไอจี ทุกวันนี้ก็ยังทำธุรกิจขายเครื่องรางทางการเงินอยู่ชื่อไอจี wish.pray.love พ้อยท์ได้เงินเป็นหลักแสนจากธุรกิจนี้
ธุรกิจที่4 ที่พ้อยท์กำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้ หลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี จึงทำงานประจำอยู่ช่วงหนึ่งแต่ก็ตัดสินใจลาออก และตัดสินใจจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ตอนอายุ 26 วันแรกที่ลาออก พ้อยท์เริ่มต้นทำงานเลย เริ่มจากไอเดียว่า ต้องทำอะไรที่เป็นแฟรนไชส์ มันเหมือนเป็นการทำงานแค่ครั้งเดียว แล้วก็ทำซ้ำทุกอย่าง ทำระบบให้ดี แล้วเราก็จะสามารถได้เงินเพิ่มขึ้น พ้อยท์เริ่มคิดให้มันเป็นระบบมากขึ้น ที่มาเป็นชานมไข่มุกได้ เพราะพอยท์เป็นคนชอบดื่มเครื่องดื่ม ชอบดื่มชาแบบHigh Tea มันเป็นPassionของพ้อยท์ เลยคิดว่ามันต้องเป็น ชานมไข่มุก เพราะมันสามารถเตรียมทุกอย่างได้ แล้วก็ขายหน้าร้านได้เลย พ้อยท์ก็รวบรวมข้อมูลและนั่งสมาธิ พ้อยท์ทำเองทั้งหมด ชานมไข่มุกของพ้อยท์ คือ ยี่ห้อ TEA INN เริ่มออกแบบเอง ติดต่อSupplierเอง ออกแบบตู้Kioskเอง คุยกับช่างเอง คุยกับวิศวะเอง คุมก่อสร้างเอง ทดลองสูตรเอง พ้อยท์ทำทุกอย่างจนสามารถเปิดร้านแรกได้ภายใน 25 วัน คอนเซ็ปของ TEA INN มาจากการที่รวมชาของแต่ละประเทศ เข้ามาอยู่ในโรงแรมชา พอยท์ลงทุนด้วยเงินก้อนทั้งหมด 6 หมื่นบาท เปิดร้านวันแรกคนมาซื้อแบบต่อแถวซื้อเยอะมาก หลังจากนั้นก็ขายดีมาก พอยท์ขายแฟรนไชส์ในสาขาแรกที่สุพรรณบุรีได้ภายใน 10 วัน พอยท์เริ่มเปิดสาขาที่2 ของตัวเอง แล้วก็เริ่มมีแฟรนไชส์ ในประมาณ 3 เดือนแรก 15 จังหวัด ในบางจังหวัดก็มีหลายสาขา ตั้งแต่เริ่มต้นประมาณ 1 ปีครึ่งที่พ้อยท์ทำ TEA INN มาถึงวันนี้ พอยท์รู้สึกดีใจมากๆ ทุกอย่างมันเป็นไปได้ \”ทำไมจะเป็นไปไม่ได้\” พ้อยท์คิดประโยคนี้เสมอ ในปีที่แล้วพ้อยท์ขายTEA INNได้ 2 ล้านแก้ว ขายเฉลี่ยประมาณแก้วละ 30 บาท สามารถทำเงินให้ทุกคนรวมกันในองค์กรได้ 60 ล้านบาท ธุรกิจของพ้อยท์จะยังไม่จบอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้อายุ 27 ปี ก็มีหลายอย่างที่ยังอยากทำอยู่ และมีความตั้งใจที่จะทำต่อไปในอนาคตด้วย การทำธุรกิจมันทำให้พ้อยท์สามารถมีชีวิตอย่างที่ต้องการได้
คลิปนี้พ้อยท์ตั้งใจทำมากก ตั้งใจมาแชร์ให้เพื่อนๆทุกคนฟังว่ากว่าจะมีวันนี้ พ้อยท์ทำธุรกิจแต่ละตัวอะไรบ้าง ยังไงบ้าง ตั้งแต่ตัวที่ 1, 2, 3 จนมาถึงธุรกิจตัวปัจจุบัน หวังว่าคลิปนี้จะเป็นประโยชน์ หรือเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนได้นะคะ มีอะไรอยากถามอยากแชร์ พิมพ์มาได้เลยค่ะมาคุยกัน รักนะ จุ๊บๆ
Pointie Saruta ช่องนี้พ้อยท์ตั้งใจทำมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆที่มีความฝัน CEO นะคะ พ้อยท์เป็นคนทำทุกอย่างสุดมาก เรียนสุด ทำงานสุด เที่ยวสุด 😂😂 พ้อยท์เริ่มต้นทุกอย่างจากเงิน 0 บาท ไม่มีเส้นสาย ไม่มีชื่อเสียง แต่มี\”ความฝัน\”ตอนนี้เป็น CEO บริษัทของตัวเอง กับทำอีกหลายธุรกิจมาก ตั้งใจทำคลิปตามไปดูพ้อยท์ทำงานในแต่ละวัน บอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตและการทำธุรกิจต่างๆ และที่สำคัญจะพาไปเที่ยวแบบสนุกสุดๆด้วยค่ะ พ้อยท์มี solo trip บ่อยมาก เที่ยวคนเดียวแทบทุกเดือนเลยค่าา ฝากติดตามชีวิตพ้อยท์ด้วยนะค้า จุ๊บๆ
สามารถติดตามพ้อยท์ได้ที่
FB: https://www.facebook.com/pointie.ekataksin
FB Page: https://www.facebook.com/pointiesaruta
IG: https://www.instagram.com/pointie.saruta
เครื่องราง wish.pray.love https://www.instagram.com/wish.pray.love
แฟรนไชส์ TEA INN https://www.facebook.com/teainnofficial
แฟรนไชส์ ขายของออนไลน์ ชานมไข่มุก เครื่องดื่ม อายุน้อยร้อยล้าน

EP.1 เริ่มทำธุรกิจอย่างไร ขายของออนไลน์ จากเป็นหนี้สู่เงินล้านHow I started business|ENG CC|CEO Talk

Jack Ma วิธีประสบความสําเร็จในชีวิต สุดยอด แรงบันดาลใจ


Jack Ma วิธีประสบความสําเร็จในชีวิต สุดยอด แรงบันดาลใจ
Jack Ma แนะ “โลกใหม่น่ากลัวกว่าที่คิด เราจะพิชิตมันได้ย่างไร” เพื่อเป็น กำลังใจ และ จิตวิทยา ให้คุณฮึดสู้ เพื่อสร้าง อาชีพ ใน ฝัน หรือ ลงทุน อะไร ดี ของตัวเอง
คลิปนี้จะแบ่งเป็นสามช่วงคือ
0:34 1. ใครคือ Jack Ma
0:55 2. อนาคตน่ากลัวอย่างไร
2:03 3. ข้อแนะนำของคนแต่ละวัย
หากคุณต้องการกระโดดข้ามไปช่วงไหน คลิกข้ามคลิกได้เลย
1. ใครคือ Jack Ma 0:34
Jack Ma เกิดในครอบครัวยากจน แถมเรียนหนังสือไม่เก่ง โดนปฏิเสธเพียบ จบครูมหาลัยไม่ดังและเริ่มต้นด้วยอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ เริ่ม Alibaba กับลูกศิษย์ 17 คน
แต่ได้ลองผิดลองถูกจน Alibaba เป็นบริษัท ecommerce ดับต้นๆของโลก

2. อนาคตน่ากลัวอย่างไร 0:55
จากอดีจจนถึงปัจจุบันโลกพัฒนาจาก “การแข่งขันด้านความรู้” โดยระบบการศึกษาสร้างคนให้เหมือนเครื่องจักรเพื่อรองรับงานและธุรกิจในอดีต
แต่อนาคตเครื่องจักรจะพัฒนาจนกลายเป็นเหมือนคนแถมเก่งกว่าและอึดกว่า แล้วจะทำให้คนจะตกงานจำนวนมากเพราะถูกเครื่องจักรแทนที เช่น ในธุรกิจขนส่งมีการคาดการณ์ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าคนขับรถจะตกงานมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลกเพราะถูกแทนที่ด้วยรถขับเคลื่อนอัตโนมัตซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีให้เห็นกันตามท้องถนนแล้ว
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวและเห็นชัดขึ้นในบ้านเราเช่น ในธุรกิจการเงินการธนาคารอย่าง ธนาคารไทยพานิชย์ประกาศลดคนลงครึ่งแบ็งค์หรือหมื่นกว่าคนใน 3 ปี หรือค้าปลีกยักใหญ่อย่าง Testco Lotus ลดพนักงานลงจำนวนมาก

Jack Ma ไม่ได้ให้ขู่ให้เรากลัวแล้วจากไป(เหมือนนักการเมืองไทย วอนคุกซะล่ะ เปลี่ยนเรื่องๆ) แต่พูดเพื่อเตือนใจแล้วมีข้อแนะนำเจ๋งๆมาฝากด้วยครับ
วิธีประสบความสำเร็จของคนแต่ละวัยบนโลกยุคใหม่ (ข้อแนะนของคนแต่ละวัย) 2:03
คนยังคงกังวลเรื่องอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ได้แค่บ่นไปวันวันว่าไม่รู้จะไปทางไหนดี มองทางไหนก็มืดมิด Jack บอกว่าเคยเป็นคนขี้บ่นมากก่อนเหมือนกัน แต่เค้าพบความจริงภายหลังว่า “โอาสก็เหมือนกาศ” โลกเรามีโอกาสอีกมากมายเสมอ ขึ้นอยู่ที่คุณมองเห็นมัน และจะไขว่ขว้าโอกาสที่เห็นนั้นได้อย่างไร
โลกจะไม่ได้แข่งขันกันเรื่องความรู้อีกต่อไป แต่จะแข่งขันกันด้านความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ การเรียนรู้ และอิสรภาพทางความคิดที่เครื่องจักรยังทำไม่ได้
ข้อแนะนำสำหรับคนหนุ่มสาว อายุ 25 30 ปีมี 5 ข้อดังนี้
1.ค้นหาตัวเอง ทุกคนมีความแตกต่างกันอยู่ในตัว ดั้งนั้นคุณควรเชื่อมั่นและค้นหาทางตัวตนของตัวเอง (ดูวีดีโอหาตัวเอง)
2.เลิกบ่นและหยุดกังวล เลิกบ่นถึงปัญหาต่างๆที่ผ่านมาและเลิกกังวลถึงอนาคตซึ่งยังมาไม่ถึงได้แล้ว เพราะมันทั้งเสียเวลาไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย
3. เปลี่ยนอากาศเป็นโอกาส จริงๆแล้วคุณสามารถค้นหาโอกาสใหม่ๆ ได้จากการหาทางแก้ปัญหาในเรื่องที่คนส่วนใหญ่บ่นกันซะด้วยซ้ำ เช่น เรื่องที่ผู้โดยสารบ่นว่า taxi เลือกรับคนมากน่าเบื่อสุดๆ และคนที่มีรถเยอะแยะบ่นว่าอยากหารายได้เสริมแต่ไม่รู้จะทำยังไง
ในขณะที่คนอื่นได้แต่บ่น บริษัท Urber ได้หาทางแก้ปัญหาโดยสร้า mobile applicatoin ให้ผู้โดยสารให้เลือก taxi ได้เองแบบไม่โดนเท และเจ้าของรถยนต์คนธรรมดาก็มีรายได้เสริม จน Uber กลายเป็นบริษัท taxi ใหญ่ระดับโลกที่ไม่ต้องลงทุนซื้อรถเองสักคัน
4. ลุยโลด ลองผิดลองถูกและลงมือทำให้มาก อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เลิกกลัวความผิดพลาดเพราะคุณสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้เสมอ ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คือประสบการณ์อันมีค่ากับชีวิต และอย่ายอมแพ้
5. แตกต่างและโดดเด่น ประสบการณ์ที่คุณได้เรียนรู้จากความผิดพลาดและการผ่านสถาณ์การอันโหดร้ายมากมาย นั่นแหล่ะคือสิ่งที่สร้าง “ความแตกต่างและโดดเด่น” ให้กับตัวคุณเอง
ข้อแนะนำสำหรับคนอายุ 30 40 ปี
ถ้าคุณอยากมีธรุกิจของตัวเอง คุณต้องคิดทบทวนเรื่องตัวเองให้ดีว่าที่ผ่านมานั้นมีประสบการณ์เป็นอย่างไร วางแผนสร้างอนาคตจากสิ่งที่มีไปสู่สิ่งที่คุณต้องการ แล้วสู้ไม่ถอย
ข้อแนะนำสำหรับคนอายุ 40 50 ปี คุณควรเลือกโฟกัสทำเฉพาะเรื่องที่ตัวเองทำได้ดีเท่านั้น
ข้อแนะนำสำหรับคนอายุ 50 60 ปี คุณควรให้เวลากับการร่วมงานกับคนหนุ่มสาวเป็นหลัก เพราะพวกเขาทำเรื่องต่างๆได้ดีกว่าคุณ คุณควรเชื่อมั่นพวกเค้า ลุงทุนกับเค้าและทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเค้าไปได้ดี แล้วชีวิตคุณจะดีเอง

จงมุ่งมั่นทำเรื่องที่คุณเชื่อสักครั้งในชีวิต
แล้วมันจะเปลี่ยนคุณไปตลอดกาล, Jack Ma
เด็ดต้องโดน

Jack Ma วิธีประสบความสําเร็จในชีวิต สุดยอด แรงบันดาลใจ

การันตี!! ถ้าคุณทำ 10 ข้อนี้ได้ คุณ “รวย” แน่ๆ แต่จะ “เริ่ม” ช้าหรือเร็ว อยู่ที่คุณ!!


การันตี!! ถ้าคุณทำ 10 ข้อนี้ได้ คุณ “รวย” แน่ๆ แต่จะ “เริ่ม” ช้าหรือเร็ว อยู่ที่คุณ!!

การันตี!! ถ้าคุณทำ 10 ข้อนี้ได้ คุณ “รวย” แน่ๆ แต่จะ “เริ่ม” ช้าหรือเร็ว อยู่ที่คุณ!!

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆLEARN TO MAKE A WEBSITE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ การเริ่มธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *