Home » [Update] สัทศาสตร์เพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ Phonetics for English Communication Pages 51 – 85 – Flip PDF Download | ตํา แห น่ ง ของ คํา อุทาน ใน ประโยค – NATAVIGUIDES

[Update] สัทศาสตร์เพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ Phonetics for English Communication Pages 51 – 85 – Flip PDF Download | ตํา แห น่ ง ของ คํา อุทาน ใน ประโยค – NATAVIGUIDES

ตํา แห น่ ง ของ คํา อุทาน ใน ประโยค: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

No Text Content!

485. คำสง่ั จงเขยี นสญั ลกั ษณ์ทางสัทศาสตร์ (Phonetic symbol) ของเสยี งสระประสมจากคาต่อไปน้ีtheater ………………. boy ……………… oil ………………ware ………………. pain ………………bite ……………… care ………………noise ……………… I ………………high ……………… Clear ………………dome ……………… Poor ………………round ……………… Sure ………………soil ……………… casual ………………my ……………… Ear ………………south ……………… cry ………………out ……………… guava ………………your ……………… low ………………eight ……………… safe ………………their ……………… day ………………lazy ……………… tour ………………doe ……………… town ………………count ……………… soap ………………cow ……………… point ………………boat ……………… oil ………………year ……………… allow ………………cheer ……………… joy ………………deer ………………6. คำสัง่ จงเขยี นสัญลักษณท์ างสทั ศาสตร์เรื่องสระเสียงสน้ั หรอื เสยี งยาวให้ถกู ต้อง1 saw _________ 2 search _________3 fur _________ 4 first _________5 hit _________ 6 cat _________7 fell _________ 8 heat _________9 book _________ 10 men _________11 odd _________ 12 wall _________13 beat _________ 14 moose _________

4915 soup _________ 16 cup _________17 but _________ 18 America _________19 free _________ 20 not _________21 man _________ 22 part _________23 word _________ 24 son _________25 cough _________ 26 see _________27 blood _________ 28 too _________29 clerk _________ 30 oven _________31 shoe _________ 32 carve _________33 floor _________ 34 plug _________35 screen _________ 36 push _________37 deep _________ 38 pad _________39 clean _________ 40 ship _________11. คำสงั่ จงเติมเสยี งท้ายคาให้ถูกต้อง7. คำสง่ั จงเปล่ยี นรูปคาต่อไปนี้ใหอ้ ยใู่ นรูปพหูพจน์และเติมเสียงทา้ ยคาให้ถูกตอ้ ง market picture face cat station message case table book cup place flower plate dress paper

50s z Iz8. คำสง่ั จงขดี เส้นใต้พยัญชนะท่ไี มอ่ อกเสียง Castle EchoScissors Psychology SalmonKnife Sign ClimbCaught Wrap AutumnCupboard Iron GuitarSandwich เอกสำรอ้ำงอิงนันทนา รณเกียรติ. (2555). สทั ศำสตรเ์ พื่อกำรสอนกำรออกเสยี งภำษำองั กฤษ. พิมพ์ครง้ั ท1ี่ . กรุงเทพ: สานักพิมพม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.กรองแกว้ ไชยปะ. (2548). สัทศำสตรอ์ งั กฤษและสรวิทยำเบือ้ งตน้ . พมิ พค์ ร้ังท3่ี . เลย: โรงพมิ พร์ ุ่งเเสง.ประกอบ ผลงามและพชั รนิ ทร์ ดวงศรี. (2558). สทั ศำสตรภ์ ำษำอังกฤษเพื่อกำรใช.้ เลย: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเลยพงษเ์ ทพ บญุ เรือง. (2560). สัทศำสตรแ์ ละสรวิทยำภำษำอังกฤษ. เลย: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเลย.

51 บทท่ี 4 : สทั สมั พันธ์ (Suprasegmental features)วัตถุประสงค์ 1. สามารถอธิบายสัทสัมพนั ธต์ า่ งๆ ได้ 2. สามารถสาธติ สทั สัมพนั ธต์ ่างๆ ได้ 3. สามารถเช่ืยมโยงสทั สัมพนั ธ์ต่างๆ ไปสรู่ ะดบั ขอ้ ความ (Discourse) ได้บทนำ สทั สัมพันธ์ (Supre-segmental Features) หมายถึงลักษณะต่าง ๆ ของเสียงพูดซ่ึงมีมากกว่าเสียงพยัญชนะและสระ สัทสัมพันธ์ที่สาคัญได้แก่ การเน้นเสียง (Stress) ระดับเสียง (Pitch) ความยาว (Length)ทานองเสียง (Intonation) การเชื่อมเสียง (Linking Sounds) การหยุดเสียง (Pause) คุณภาพของเสียง(Voice Quality) ความดงั ของเสียง (Loudness) และยังมีลักษณะของเสียง ต่าง ๆ เหล่านี้อีก ลักษณะของเสียงประเภทสัทสัมพันธ์เหล่านี้ เป็นอิสระจากกันและมีความสัมพันธ์กับกลไกกระแสลม สภาวะกล่องเสียงและฐานกรณ์ ตา่ ง ๆ ภายในชอ่ งปาก4.1 กำรเนน้ เสยี ง (Stress) การให้น้าหนักพยางค์ในคาของภาษาอังกฤษ ผู้พูดควรพึงระวังเพราะภาษาไทยต่างจากภาษาอังกฤษภาษาไทยเปน็ ภาษาตระกูลคาโดด ดังน้ันในการสนทนาภาษาไทยหรือการอ่านออกเสียงในภาษาไทย ผู้พูดจะเนน้ เสียงทกุ ๆ คาเท่ากัน และจะมีเสียงพยางค์ท้ายเป็นเสียงที่ดังที่สุด แต่ภาษาไทยไม่มีการเน้นเสียงหนักเบาในคา เหมอื นอย่างเสยี งในภาษาองั กฤษ เพราะฉะน้ันเมอื่ สนทนาภาษาอังกฤษก็ควรระวังเช่นเดียวกัน โดยไม่ควรเนน้ เสียงหนักแต่ละพยางค์เท่ากัน มิฉะน้ันชาวต่างชาติจะไม่เข้าใจความหมาย หรือลงน้าหนักผิดท่ีอาจทาให้ความหมายเปลยี่ นไป การลงน้าหนักคาในภาษาอังกฤษไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ไม่ว่าจะลงน้าหนักคา วลีหรือประโยคในภาษาอังกฤษ เพราะจะขึ้นอยู่กับลีลาและอารมณ์ของผู้พูด สถานการณ์ในขณะที่กาลังพูด และการใหค้ วามหมายในขณะทพ่ี ดู บางครง้ั คาทีไ่ มม่ คี วามสาคญั ในประโยค เช่นคาท่ีทาหน้าท่ีทางไวยากรณ์ คาบุพบท(Prepositions) คานาหนา้ นาม (Articles) มักจะไม่ใหน้ า้ หนกั คา แต่ถา้ ในบางสถานการณ์ผู้พูดเห็นว่าสาคัญอาจลงน้าหนักคาน้ันได้ โดยท่ัว ๆไปแล้วคาท่ีลงน้าหนักจะเป็นคาประเภทที่มีความหมาย (Content words)เช่น คานาม คากริยา คาคุณศัพท์ คาวิเศษณ์ รวมท้ังคาสรรพนามท่ีใช้ถามจะมีการให้น้าหนักคาด้วย (อัญชลีผาสกุ นิรนั ต์, 2546) ตัวอย่างของประโยคThat | was | the | best | thing | you | could | have | done!จะเหน็ ได้ว่ามีการเนน้ เสยี งท่ีคาวา่ \”best\” และ \”done\” โดยคาอืน่ ที่เหลอื จะไม่มีการเน้นเสียง แตอ่ ย่างไรก็ตามเมือ่ ต้องการเน้นทค่ี าใดคาหนึ่งโดยเฉพาะ การเน้นเสียงจะเปลีย่ นไป เช่นJohn hadn’t stolen that money. (จอหน์ ไม่ไดข้ โมยเงินไป)

52จะเนน้ เสียงได้หลายแบบ เพื่อแสดงหลายความหมายโดยนัยของประโยค เชน่John hadn’t stolen that money. (… คนอืน่ เปน็ คนขโมย)John hadn’t stolen that money. (… คณุ บอกว่าเขาทา แต่เขาไมไ่ ด้ทา)John hadn’t stolen that money. (… ไดร้ ับเงนิ แตไ่ ม่ได้ขโมย)John hadn’t stolen that money. (… จอห์นขโมยเงนิ ของคนอน่ื )John hadn’t stolen that money. (… จอห์นขโมยอยา่ งอน่ื )กำรเนน้ เสยี งหนกั เบำของพยำงค์ (Syllables) การเน้นเสียงหนักเบา ในพยางค์ของภาษาอังกฤษจะไม่เท่ากัน เน่ืองจากภาษาอังกฤษมีพยางค์หนัก(Stressed Syllable) และพยางค์เบา (Unstressed Syllable) และคนไทยส่วนมากไม่ชินและมักจะลงน้าหนกั ทุกพยางคเ์ ท่ากนั การเนน้ เสยี งหนกั เบาของพยางค์ในภาษาอังกฤษทไี่ มเ่ ทา่ กันจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งเพราะถ้าเน้นเสียงหนักเบาผิดท่ี ความหมายของคา คานั้นก็จะเปล่ียนไป เพราะคาในภาษาอังกฤษ ไม่ได้มีแค่คาท่ีมีพยางค์เดียว หรือสองพยางค์ คาที่มีมากต้ังแต่ 3 พยางค์ขึ้นไปอาจมีเน้นพยางค์หนักหลัก (PrimarySyllable) พยางค์หนักรอง (Secondary Stressed Syllable) และพยางค์เบา (Unstressed Syllable)วธิ กี ารตอ่ ไปนี้ เปน็ หลกั ของการเน้นเสียงในพยางค์1. คา 2 พยางค์ ไม่มกี ฎเกณฑ์ตายตวั สาหรับการเนน้ เสียง1.1. คากริยาท่ลี งทา้ ยด้วยเสยี งสระยาวหรอื สระผสม จะเน้นท่ีพยางคท์ สี่ องapply attract arrive assist1.2 คากรยิ าท่ีลงท้ายดว้ ยสระเสียงส้นั หรือพยัญชนะท้ายเปดิ จะลงเสยี งหนักท่พี ยางคแ์ รกhollow borrow window thorough1.3 คาประสมทเ่ี ป็นคานาม จะลงทา้ ยท่ีพยางคแ์ รก ไม่ว่าจะเปน็ คานามกบั คานาม คาคณุ ศัพทก์ บั คานามblackbird drugstore bathing suit greenhouse1.4 คาประสมท่เี ป็นกรยิ า หรือ ประเภท Two-word verbs จะลงเสยี งหนกั ทพ่ี ยางค์หลังoverlook overcome look up put away1.5 คาประเภท Reflexive pronoun ทล่ี งทา้ ยด้วย –self จะลงเสียงหนกั ทีพ่ ยางค์หลังmyself herself yourself themselves1.6 การนบั เลขทีล่ งท้ายด้วย –teen ลงเสยี งหนกั ทพ่ี ยางคแ์ รก ส่วน – ty ลงทา้ ยพยางคแ์ รกthirteen fourteen fifteen eighteenthirty forty fifty eighty1.7 คา 2 พยางค์ส่วนใหญน่ อกเหนอื จากนี้ ประมาณ 3 ใน 4 จะลงเสยี งหนักท่ีพยางคแ์ รกเนน้ พยางคห์ น้า เนน้ พยางคห์ ลังteacher canteen

53 apple cartoon illness campaign Monday donate husband arcade color shampoo circus although island boutique mountain technique entrance augment2. คา 2 พยางค์ เน้นได้ท้ังพยางคห์ นา้ และพยางคห์ ลัง โดยหน้าท่ีของคาจะเปลย่ี นไป เนน้ พยางคห์ นา้ (คานาม) เนน้ พยางคห์ ลงั (คากริยา) present present support support export export import import record record object object refuse refuse rebel rebel decrease decrease increase inecrease3. คาประกอบท่มี ี Prefix หรอื Suffix จะเนน้ ที่รากคา (Base form or Root word) เพราะรากคาเป็นส่วนท่ีมีความหมายสาคัญของคาteaching teacher player kingdomgrateful kindness workable happinessreturn deport befriend untrue4. คา 3 พยางค์ ที่ลงท้ายด้วย –ion, -ity, -itude, -ify, -itive, -ian, ual, – eous, -ic, -ious, -ial การเน้นเสยี งหนกั จะอยพู่ ยางคห์ นา้ Suffix นัน้ ๆoccasion invasion discussion electionability community fertility vitalityaptitude gratitude altitude attitudeclassify terrify glorify signifypositive sensitive primitive relativelibrarian musician comedian Canadian

54 unusual effectual perpetual intellectual courageous outrageous spontaneous adventurous fanatic symbolic economics autocratic delicious luxurious spacious fallacious potential essential commercial industrial5. คาตั้งแค่ 3 พยางค์ขึ้นไป ที่ลงท้ายด้วย Suffix ต่อไปนี้ การเน้นเสียงหนักจะอยู่พยางค์ที่สาม-ize, -ate, fy criticize minimize organize memorize graduate circulate estimate integrate simplify classify identify intensifyคาท่มี ีมากกวา่ 3 พยางค์ ขนึ้ ไป ผ้เู รียนจะตอ้ งมีเทคนิคในการจา การเน้นเสียง โดยทั่ว ๆ ไปคาที่มีมากกวา่ 3 พยางค์ จะเนน้ อยู่ที่พยางค์แรก แต่เม่ือเติม Suffix ลงไป การเน้นจะเปล่ียนไปเน้นพยางค์ที่ 2 และเม่ือเตมิ Suffix ตอ่ ไปอกี กจ็ ะเนน้ ไปท่พี ยางค์ ถดั ไป เช่นpersonal personify personalitypolitics political politicianmechanism mechanical mechanizationphotograph photographer photographiccontemplate contemplative contemplationdiplomat diplomacy diplomatichypocrite hypocrisy hypocriticalparticle particular particularityintellect intelligence intellectualสรุปหลกั การจาวธิ ีการเนน้ คาประเภทต่าง ๆ (1) คาท่ีลงทา้ ยด้วย –self หรอื –selves (reflexive pronouns) เวลาออกเสยี งจะลงเสยี งเน้นหนักท่ีสว่ นหลังคือท่ี –self หรอื –selves เชน่ mysélf himsélf yoursélf oursélves (2) คาท่ลี งท้ายดว้ ย –teen จะลงเสยี งหนักท่สี ่วนหลังคือคาว่า –teen แต่ตรงกันข้ามกบั คาวา่ –ty จะลงเสียงหนกั ท่ีส่วนหน้า sixtéen síxty seventéen séventy eightéen eíghty (3) คาสองพยางค์ทีเ่ ป็นได้ท้ังคานามและคากรยิ า ถา้ เป็นคานามลงเสียงเนน้ หนักที่พยางคแ์ รกของคา ถ้าเป็นคากริยาลงเสียงเนน้ หนักท่ีพยางค์หลงั ของคา คานาม คากรยิ าábstract abstráctcóntest contéstrécord recórddésert desért

55prógress progrésséxploit exploítcónduct condúctíncrease incréasecónflict conflíctdígest digést(4) คาท่ลี งท้ายดว้ ย suffix ต่อไปน้ี–tion, -sion, -ic, -ian, -tor, -ious,-ity, -ify, -itive, -ish จะเนน้ หนกั ท่ีพยางค์หน้า suffix นัน้-tion -sionformátion discússioninvéntion occásionimaginátion comprehénsion-ic -ianpúblic librárianpacífic comédianecónomic historian-tor -iouscalculátor suspíciousdiréctor tédiousradiátor superstítious-ty -ifynobílity clássifyunivérsity beáutifypossibílity persónify-itive -ishpósitive estáblishsénsitive accómplishdétective distínguish(5) คาที่เติม prefix หน้าคา และเติม suffix ท้ายคา เวลาออกเสียงจะเนน้ เสียงหนักทพ่ี ยางคเ์ ดิมของคาท่ียงั ไม่ไดเ้ ติม prefix หรอื suffixนัน้retúrn clévernessunimpórtant abándonment

56impóssible wónderfulkíndness qúicklyinsíde wísdom(6) คาที่มตี ง้ั แต่3 พยางค์ขึ้นไป ถา้ พยางคท์ า้ ยลงทา้ ยด้วย –al, -ate,-ble, -lly, -lar, -ment, y เวลาออกเสียงจะเนน้ หนักท่ีพยางคท์ ่ีสามนบั จากพยางค์ทา้ ย-al -ateoríginal appréciatepráctical assóciate-ble -llypóssible áctuallysuítable enáturally-lar -mentfórmular góvernmentpópular mánagement -y photógraphy moméntaryนอกจากน้ี จะยกตวั อยา่ งท่ีลงเสียงหนกั ตา่ งกนั ซ่ึงจะทาให้มคี วามหมายต่างกันได้1. green house = a house that is green greenhouse = a grass structure used for growing plants.2. black bird = any bird that is black. blackbird = a particular kind of bird.3. white house = a house that is white in color. White House = the residence of the President of the U.S.4. cheapskates = people that are stingy. cheap skates = inexpensive skates.5. longboat = a particular kind of boat. long boat = any boat that is long.4.2 กำรเช่อื มเสียง (Linking sounds)

57 การออกเสียงคาในภาษาอังกฤษ มีแบบแผนในการออกเสียงที่น่าสนใจอีกแบบหน่ึง ซ่ึงผู้เรียนภาษาอังกฤษควรเรียนรู้และฝึกใช้ฟังและพูด เพ่ือความสามารถในการเข้าใจ การฟัง การพูด และการมีทักษะในการสอ่ื สาร คอื การออกเสียงเชื่อมต่อระหว่างคา (Linking sound or Linking word) การสนทนาภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา ผู้พูดต้องระลึกเสมอว่าภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีความแตกต่างกัน เมื่อผสมเสียงสระและเสียงพยัญชนะ ทาให้เกิดเป็นกลุ่มคา กลุ่มวลีหรือประโยคเพ่ือนาไปใช้ในการสนทนา ปัญหาท่ีผู้ฟังพบบ่อยคือไม่เข้าใจเน้ือหาของกลุ่มคาวลีหรือประโยคท่ีรับฟังได้ เพราะเพราะชาวต่างชาติมีเทคนิคผสมเสียงภาษาอังกฤษเพื่อให้สะดวกต่อการสนทนาโดยลักษณะเช่นน้ีเรียกว่าเป็นการเปล่ียนแปลงด้านเสียง เพ่ือให้เสียงท่ีเกิดจากการผสมกัน พูดเป็นคาหรือวลีต่างๆโดยไม่ให้มีการสะดุดเกิดข้ึนซึ่งลักษณะเช่นน้ีจะไม่พบในภาษาไทย แต่เป็นลักษณะการเปล่ียนแปลงของเสียงในภาษาอังกฤษ คือการเปลี่ยนแปลงของเสียงท่ีเกิดจากการเช่ือมคา(Linking Sounds) การผสมกลมกลืนของเสียงพยัญชนะ(Assimilation) การตัดเสียงและละทิ้งเสียง (Ellipsis or Omission) โดยลักษณะการออกเสียงทั้ง 3 กลุ่ม มีวธิ ีการดังต่อไปนี้ 3.1 การออกเสียงเช่อื มโยงคา(Linking Sounds) การพดู ประโยคตา่ งๆ ในภาษาอังกฤษ ผู้พูดจะพบว่า มีคาบางคาท่ีลงทา้ ยดว้ ยพยัญชนะ และมคี าถัดไปขนึ้ ต้นดว้ ยเสยี งสระ เสียงพยัญชนะท้ายสดุ ในคาหนา้ กจ็ ะออกเสยี งเหมือนกับเสยี งแรกของคาทข่ี ้นึ ดว้ ยเสียงสระ การออกเสยี งแบบน้เี รียกวา่ การเช่อื มโยงคา( Linking) ซ่ึงสว่ นใหญ่จะเป็นการออกเสียงของคาท่ีมีความหมายเชอ่ื มโยงกับคาทีท่ าหน้าทที่ างไวยากรณต์ ่างๆ เช่น of, on, in, at, up, out ซึ่งการออกเสียงแบบเชื่อมโยงคาน้เี จา้ ของภาษาจะออกเสียงได้เปน็ ปกติ แต่ทาใหเ้ กดิ ปัญหาในการเรียนภาษาอังกฤษกับผู้ที่เรยี นภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาตา่ งประเทศ(http://www.abax.co.jp/listen/liaison.html)กำรเชือ่ มคำในกริยำวลแี ละสรำ้ งประโยคคำถำม Come‫ﮞ‬outCome‫ﮞ‬in Hold‫ﮞ‬onHold‫ﮞ‬itFind‫ﮞ‬it She’s‫ﮞ‬on the phone.กำรเชอ่ื มคำในประโยค Not‫ﮞ‬at‫ﮞ‬allHow much‫ﮞ‬is‫ﮞ‬it ? Later‫ﮞ‬onDoes‫ﮞ‬it work ?กำรเชอื่ มคำวลีและคำประสมFirst‫ﮞ‬of‫ﮞ‬allThank‫ﮞ‬youAll‫ﮞ‬of‫ﮞ‬us 3.2 การเชื่อมโยงคา (Assimilation) หมายถึงการเปลี่ยนเสียงเพ่ือให้กลมกลืนกับเสียงที่อยู่ด้านหน้าโดยพิจารณาดังนี้ 1. เปลี่ยนตามลักษณะของเส้นเสียง เช่นเปล่ียนให้เป็นเสียงก้อง หรือไม่ก้องเหมือนกัน 2.เปลี่ยนตามลักษณะของฐานที่เกิดเสียง (Place of articulation) และ 3. เปล่ียนตามประเภทของเสียง(Manner of articulation) ตัวอยา่ งเช่น คานามท่ี “s” เมอ่ื เปน็ พหพู จน์ หรอื คากริยาที่เตมิ “s” เมอ่ื ประธานเป็นเอกพจนบ์ ุรุษที่ 3

58books /bʊks/ pens /penz/cats /kæts/ dogs /dɔgz/maps /mæps/ beds /bedz/walks /wɔks/ reads /ri:dz/stops /stΛps/ comes /kΛmz/คากริยาที่เติม –ed เม่ือเป็น Past tense จะออกเสียงเป็น /t/ เพราะตามหลังเสียงไม่ก้องแต่จะออกเสียงเปน็ –d เม่อื ตามหลังดว้ ยเสียงกอ้ งwalked /t/ smiled /d/stopped /t/ called /d/looked /t/ seemed /d/คาวา่ in- แปลว่า no, not, without กลายเป็น im- in- และ ir- ตามฐานท่ีเกิดของเสียงและ in- เปลี่ยนเป็น il- เพราะเปล่ียนตามลกั ษณะประเภทของเสยี งข้างลิน้ เหมอื นกนัimpossible (bilabial)imperfect (bilabial)indifferent (apico alveolar)insecure (apico alveolar)immature (nasal)immaterial (nasal)irregular (retroflex)irrational (retroflex)illegal (lateral)illogical (lateral) 3.3 การตัดคาหรือตัดเสียงบางเสียงออกไป (Ellipsis or Omission) ในการพูดวลีและประโยคในภาษาอังกฤษ ผู้พูดอาจจะลดคาหรือตัดบางคาทิ้งไปโดยเฉพาะคาที่ไม่ใช่คาให้ความหมายสาคัญ เช่น คานาหน้านาม คาบุพบท คาสันธาน และคาสรรพนาม ฯลฯ ตัวอย่างคาท่ีลดเสียง เช่น Do you want tocome ? (ลดเสียง to) หรือ Come and (ลดเสียง nd) look. (พัชรี พลาวงศ์, 2546) ส่วนเสียงที่อยู่ใกล้เคียงกัน บางครง้ั กร็ วมเป็นเสยี งเดยี วกนั เชน่ คาว่า horse กับ shoe เม่ือรวมกันกลายเป็น /hɔrʃʊ / นั่นคือเสียง sหายไปเพราะใกลเ้ คยี งกบั เสยี ง ʃ (เทียนมณี บุญจุน)ตวั อย่างอนื่ ๆ เชน่ Just think เสียง t หายไป กลายเปน็ /dʒəsθIŋk/ This sugar เสียง s หายไป กลายเปน็ / ðIʃʊgər / Softness เสียง t หายไป กลายเป็น / sɔfnəs / Cupboard เสียง p หายไป กลายเป็น / kəbərd /The boys swim เสยี ง z ใน /bɔIz / หายไป /ðə bɔI swim/

59Grandmother เสียง d ใน grand หายไป กลายเปน็ /grænmΛðər/4.3 ชว่ งจงั หวะ (Rhythm) Rhythm คือการหยุด (Pause) หรือการเว้นจังหวะในช่วง ๆ หน่ึงของคาพูดเพื่อใช้บอกให้ทราบขอบเขตของคา ของวลี และของประโยค มลี ักษณะเปน็ การทอดเสียงในคา วลี และประโยคในภาษาอังกฤษการพูดในภาษาไทยน้นั มีชว่ งจังหวะของการพูด ส่วนภาษาอ่ืน ๆนั้นมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตระกูลของภาษา บางภาษาอาจมที ุกพยางค์ทุกจงั หวะมีชว่ งท่เี ท่า ๆ กัน แต่สาหรับภาษาอังกฤษแล้ว การพูดมีช่วงจังหวะที่จัดเป็น Rhythm Unit ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคาท่ีมีความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์ ดังนั้นในประโยคเดียวอาจมีหนึง่ ช่วงจังหวะหายใจ 1 rhythm unit เทา่ น้นั ซึ่งหมายความวา่ ท้งั ประโยคไม่สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มคาที่มีความเก่ียวพันทางไวยากรณ์ไดม้ ากกว่าหน่งึ กลุ่ม การแบ่งช่วงจังหวะน้ี ผู้พูดจะใช้หนึ่งช่วงลมหายใจโดยไม่ต้องมีการเวน้ หยุดระยะหายใจก่อนทจ่ี ะพดู จบ เชน่ (Gilbert, J.B., 1990)The tall dark and handsome student / is from KhonKaen.1 rhythm unit 1 rhythm unitAnon, / who can speak three languages, / is studying at Rajabhat Loei.1 rhythm unit 1 rhythm unit 1 rhythm unit Kampon Suksbai , / a new student in our class, / has been sick in the hospital for aweek./ Yesterday, / our English class decided to send him some beautiful flowers. / Theyasked me to get the flowers for him, / and they said / they would pay me for the flowerslater. นอกเหนือจากจังหวะแล้ว การแบ่งวรรคตอน (Pause) ก็มีความสาคัญในการสนทนาภาษาอังกฤษผู้พูดจะต้องแบ่งวรรคการพดู ใหถ้ ูกต้อง ส่วนมากจะเป็นหนึ่งข้อความ หรือหนึ่งประโยค ถ้ายาวไปก็อาจจะหยุดเปน็ กลมุ่ คา หรือกลุ่มวลี ถ้าแบ่งวรรคผดิ ความหมายกผ็ ิดพลาด (กาญจนา ควู ัฒนะศริ ,ิ 2533) เช่น Tanapum likes pines // apples. Jidapa likes pie// and // apples. Itikorn said // the boss is stupid. Daruni // said the boss // is stupid. Natdanai // owns his houseboat // and trailer. On-anong sold her house // boat // and trailer.

See also  สัตว์ ภาษาอังกฤษ Animals | ประสบการณ์การฝึกงาน ภาษาอังกฤษ

60 Meet me at the bus // stop when you need my help. Meet me at the bus stop // when you need my help. Tanakis // the mayor will meet you this evening. Tanakis the mayor // will meet you this evening.สรปุ ในภาษาองั กฤษ ชว่ งต่อของเสยี ง หรอื Juncture แบ่งเป็น 4 ชนดิ คอื1. Plus Juncture ใชเ้ คร่อื งหมาย (+) แสดงการเวน้ จังหวะการพูดในระหวา่ งคาหรือวลี ในกรณีทีม่ ีคาสองคาออกเสยี งคล้ายกัน ถ้าเว้นจังหวะไมด่ จี ะกลายเป็นว่าคาทงั้สองนน้ั ออกเสียงเหมือนกนั เช่นa. night rate /nayt + reyt/natrate /naytreyt/b. a. name /a+ neym/an aim /an + eym/2. Single-Bar Juncture ใช้เครือ่ งหมาย (/) แสดงการเว้นจงั หวะการพูดในประโยค ถ้าประโยคนั้นมี primary stress หลายแห่ง ประโยคนั้นตอ้ งใช้ Single-Bar แสดงตาแหนง่ การเว้นจังหวะการพูดดว้ ย เชน่a. Mr. Pirapat Ponrueng, / the manager, / won’t come today.b. Can you swim, / Mary?3. Double-Bar Juncture ใช้เคร่อื งหมาย (//) แสดงการเวน้ จงั หวะการพูดทจ่ี ะเกดิ ระหวา่ งคาต่าง ๆ เพื่อแสดงว่ายังไมจ่ บ ผฟู้ ังต้องฟงั ตอ่ เช่นa. He wants to buy some oranges // apples // and bananas.b. There are some pancakes left- // one // two // three.นอกจากนถี้ ้าเป็นประโยคคาถามประเภท Yes or No ก็จะแสดงการเวน้จังหวะไดโ้ ดยใช้เครื่องหมาย Double-Bar Juncture (//) ได้ เช่นa. Do you know him? //b. Will you go with me? //4. Double-Cross Juncture ใช้เครอื่ งหมาย (#) แสดงการเวน้ จงั หวะการพดู เมือ่ พูดจบแตล่ ะประโยค หรอืถ้าเป็นประโยคคาถามท่ใี ช้ Question Words นาหนา้ จะแสดงการเว้นจงั หวะได้โดยใช้เคร่อื งหมาย Double-Cross Juncture เชน่ กนั เชน่a. I’ll tell him when he comes back. #b. Who are you? #4.4 ทำนองเสียง (Intonation) รูปแบบของการสนทนาภาษาอังกฤษโดยทั่ว ๆ ไปนั้น ผู้พูดจะต้องพูดเป็นถ้อยความ เป็นคา วลีหรือประโยค แต่ในการสนทนาบางโอกาส อาจจะมีโครงสร้างลดรูปไม่เป็นประโยคท่ีสมบูรณ์ ก็สามารถเข้าใจได้

61จากเนื้อหา เรื่องราว หรือบริบท ส่วนอีกสาเหตุหน่ึงท่ีผู้ฟังไม่เข้าใจหรือคู่สนทนา อาจจะเกิดจากความสับสนของข้อความไมส่ ามารถแยกประเภทของประโยคได้ เช่นประโยคกากวม หรือไม่ถูกต้องตามทานองเสียงใน คาวลี และประโยค การสนทนาภาษาองั กฤษนั้นทานองเสยี ง (Intonation) มีบทบาททีส่ าคญั มาก ระดบั เสยี งสงู ต่าในภาษาอังกฤษ (Intonation) นน้ั เรยี กว่าทานองเสยี ง ในภาษาองั กฤษจะไม่มี การใช้เสียงสงู ตา่ ในคาเหมือนภาษาไทย แตจ่ ะกลับปรากฏในระดับประโยค โดยสัญลกั ษณ์ในการอา่ นประโยคท่ีชว่ ยใหก้ ารอา่ นและการจาเสียงสงู ตา่ ประโยค มีดังนี้ 1. การอธิบายและใช้ลูกศร ใชล้ กู ศรขึน้ และลง ลกู ศร แทนเสียงสูง และลูกศร แทนเสียงตา่ เชน่ ในประโยค a. I want a computer book. b. Do you hear me? No, I don’t. 2. ใช้เส้น เสน้ ท่ใี ช้แสดงระดบั เสยี งมี 4 เส้น คอื 1. ระดบั เสียงต่า(low) 2. ระดับเสียงกลาง (normal) 3. ระดับเสยี งสงู (high) 4. ระดบั เสียงสงู มาก (extra high) ตัวอยา่ งเชน่ 3. ใชจ้ ุดและสเกล (Dots and Musical Scale) เปน็ เคร่ืองหมายแสดงระดบั เสียงสูงต่าของประโยคในภาษาอังกฤษ ใชจ้ ดุ ตัวอย่างเชน่ ประโยค They are sad. ใช้ระดับความสูงของจุดบนสเกล สงู มาก (extra high) สงู (high)

62กลาง (mid)ตา่ (low)ตวั อย่างเชน่ ประโยค They are sadระดับเสยี งสูงตา่ ในภาษาอังกฤษ มี 3 รปู แบบ คอื1. Rising-Falling Intonation มีรปู /2 3 1/ คอื เริ่มด้วยระดับ 2 และขึ้นเสียงไป ระดับ 3แลว้ จงึ ลดมาระดบั 1Rising-Falling Intonation จะใชใ่ นประโยคประเภทตา่ ง ๆ ตอ่ ไปนี้ประโยคบอกเล่า (Simple Statement)ประโยคคาสงั่ (Command)ประโยคคาถามที่ข้ึนตน้ ดว้ ย WH – question (Question Words)ประโยคอุทาน แสดงอารมณผ์ ู้พดู

632. Rising Intonation มีรูป /2 3 3/ คอื จะเร่ิมดว้ ยระดบั 2 และเลอ่ื นข้ึนไประดับ 3 แลว้ ยงั คงใชเ้ สยี งสงู จนจบประโยค Rising Intonation ใชใ้ นประโยคประเภทต่าง ๆ ต่อไปน้ี ประโยคคาถามท่ีตอบดว้ ย Yes, No ใชก้ ับประโยคคาถามเสริม (Tag questions หรอื Attached questions) เมื่อผตู้ อบ ต้องการข้อมลูจากคาตอบ ใชค้ าถามส้นั ๆ เพ่ือแสดงวา่ เราสนใจในเรอ่ื งที่เขากาลังพูด ใช้กบั ประโยคที่แนะนาตัวคนอนื่ ในการสนทนา รวมท้ังการทกั ทายผู้ท่ีได้รับการแนะนา 3. Rising และ Rising-Falling Intonation ใชใ้ นประโยคประเภทต่าง ๆ ต่อไปนี้ ใชก้ ับคาที่เราต้องการให้ผู้ฟังสนใจเปน็ พเิ ศษ ใช้เมอ่ื กลา่ วถึงของประเภทเดียวกนั และเช่ือมด้วย “and”

64 ใชเ้ ม่ือเรยี กช่ือบุคคลทเ่ี รากาลังพูดด้วย ใช้เมือ่ ต้องการให้ผู้ฟงั เลือกอย่างใดอยา่ งหน่ึงนอกจากน้ี ในประโยคทยี่ าวและประกอบดว้ ย 2 clause เราจะมวี ิธอี อกเสียงท่ีตา่ ง ไปดังนี้ 1. ประโยคบอกเลา่ ท่ีมีคาเชื่อม and, but, or จะมีระดับเสียงเป็น /232: 231/ 2. ประโยคท่เี ปน็ การทกั ทาย จะมรี ะดบั เสยี งเป็น 232 และวลีที่ 2 จะขึ้นไป เปน็ ระดบั 2 และเสยี งสูงตอนทา้ ย เช่น แตอ่ าจออกเสยี งตรงชื่อคนเป็นระดบั 1 กไ็ ด้ เชน่ ถา้ ชอ่ื คนขน้ึ ก่อน กจ็ ะเปน็ ระดับเสยี งอกี แบบ ดงั น้ี 3. ประโยคขอร้อง จะมรี ะดบั เสยี ง /232/ เชน่

65 4. ประโยคท่เี ชื่อมดว้ ยคาว่า before, if, because, since, when จะมีระดบั เสียงเปน็ /232 : 231/ นอกจากน้ี พัชรี พลาวงศ์ (2546 ) อาจารยค์ ณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง ได้กล่าวว่าทานองเสียงมีอยู่สองระดับ ประกอบด้วย การขึ้นเสียงสูง (Rising) และการลงเสียงต่า (Falling) ศึกษาประโยคตอ่ ไปนเ้ี พอื่ นาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณจ์ ริง กำรข้ึนเสียงสูง (Rising Intonation) ประโยคภาษาอังกฤษท่ีจะพูดด้วยทานองเสียงรูปแบบนี้ได้แกป่ ระโยคคาถามชนิด Yes-no question ประโยคทีเ่ ปน็ บอกเลา่ หรอื ปฏิเสธประโยคที่มีคาถามเสริม (Tagquestion) รวมท้ังประโยคที่มีการแบ่งคาหรือข้อความเป็นตอน ๆ หรือชนิด ก่อนถึงชนิดสุดท้าย จะต้องมีทานองเสยี งข้นึ สงู กอ่ น และจะจบประโยคด้วยเสยี งลงตา่  Is she a student?  May I go out?  Can we speak Thai in the classroom?  Are you all right?  Do you have a car?  Are you happy?  Have you finished your homework yet?  Did you watch a football match last night?  Will you go to university tomorrow?  Was he lazy?  It is a dog, isn’t it?  She is lazy, isn’t she?  The car runs very fast. doesn’t it?

66  They are not students, are they?  They speak very good English, don’t they?  He went to England, France, Spain, Sweden and Malaysia.  She’s going to buy some bananas, papayas, pine apples, and oranges.  We enjoy swimming, singing, hiking, and playing tennis.  One, two, three, four, five, six and seven. กำรลงเสียงตำ่ (Falling Intonation) เม่ือเป็นประโยคบอกเล่า ประโยคคาถามท่ีขึ้นต้นด้วย Wh-wordและประโยคคาสั่ง  I love pop music.  We want to go home.  They are tired after class.  Teachers work very hard today.  Long Live The King.  Clean the blackboard please.  Let’s go to the movie tonight.  What’s your name ?  How old are you ?  Where are you from ?  Why do you want it ?  How much is it ?  Who are you ?  No, that’s wrong.  Yes, that’s correct.  Which one do you prefer ?  I prefer the red one.  When will you study English ?  I will study English next week.  I don’t know, but I’m going to find it out.  First, I cleaned my house. Then I went out for lunch.  If it rains tomorrow the game is off.

67  May I leave now or I should wait ?  Call me later, if it is not too late.  Will you visit if you’re in town ?4.5 ระดับเสียง (Pitch) การเปลยี่ นแปลงระดับเสยี งมีความสัมพนั ธก์ บั ความหมายของคาและโครงสร้างของประโยคในภาษาที่ระดับของเสียงมีความสัมพันธ์กับความหมายของคาเรียกว่า Tonal Languages เช่น ภาษาไทย, จีน,เวียดนาม ซ่ึงในภาษากลุ่มน้ี เม่ือมีการเปล่ียนระดับเสียงของคาใดคาหนึ่งความหมายของคาน้ันๆ ก็จะเปล่ียนไปด้วยเช่น ในภาษาไทยคาว่า มา [ ma:], ม้า [ mã:], หมา [mâ:] ในภาษาอังกฤษการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงมิได้ทาให้ความหมายของคาเปล่ียนไป แต่จะเกิดการเปล่ียนแปลงโครงสร้างทางไวยากรณ์ของประโยค ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีทานองเสียง (Intonation Language) เสียงในระดับท้ายคาหรือท้ายประโยคทท่ี อดลงต่าในภาษาองั กฤษจะแสดงความหมายของประโยคบอกเล่า ส่วนระดับเสียงท้ายคาหรือท้ายประโยคท่ีทอดสงู ขึน้ แสดงความหมายว่าเป็นคาถาม เช่น Student. บอกเล่า (Statement) Student ? คาถาม (Question) This is my homework. บอกเล่า (Statement) This is my homework ? คาถาม (Question) ระดับสงู ต่าของเสียงในการพูด มีอยู่ 4 ระดับ เหมือนระดับแผนผังของเส้นดนตรี การเน้นเสียงหนักเบาของแต่ละพยางค์จะอยู่ในระดับเส้นเสียงใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความหมายและทานองเสียง (Intonation ) โดยจะใช้หมายเลขแสดงเสียงระดบั เสียงดังนี้ หมายเลข 4 ระดบั สงู สุด (Extra high) หมายเลข 3 ระดับเน้น (High pitch) หมายเลข 2 ระดับปกติ (Normal pitch) หมายเลข 1 ระดับต่าสุด (Low) ในการพูดปกติอาจใช้ระดับของเสียงในช่วง 1-3, 2-4 หรือ 1-4 แต่โดยทั่ว ไปมักจะอยู่ที่ระดับ 3เท่านน้ั ส่วน ระดับ 4 มกั จะใชข้ ณะทต่ี กใจ ตืน่ เต้น กลวั หรอื เวลาตอ้ งการที่จะเนน้ เป็นพเิ ศษ เช่น Fire! Help! สถานการณ์ตอ่ ไปน้ี เมอื่ Pitch ตา่ งไป ความหมายของประโยคกจ็ ะตา่ งออกไป Pat : Where are you going ? Jim : School. (ระดับ 3) Pat : School ? (ระดับ 4) Jim : Sure. (ระดับ 3) ในท่ีน้ี ระดับ 3 ของ School หมายถึง ไปโรงเรียน ปกติก็ไปโรงเรียน แต่ ระดับ 4 ของ School หมายถงึ ประหลาดใจ ไม่แนใ่ จว่าจะไปโรงเรียน ในประโยคที่มีข้อความเดียวกันถ้าใช้ Pitch ต่างกัน จะทาให้ความหมายของประโยคต่างกัน ตัวอย่างกนั Where are you going? Where are you going?

68 Where are you going? ความชัดเจนของภาษาองั กฤษขึ้นอยู่กบั การเน้นเสยี งหนักเบาของพยางค์ และการเน้นเสียงหนักเบานี้มีสัญญาณท่ีเป็นข้อสังเกตให้เห็นเด่นอยู่ 3 ประการคือ การเปล่ียนแปลงระดับสูงต่าของเสียง (Pitch) ความยาวของหอ้ งเสยี งสระ (Length of vowel) และความชัดเจนของเสียงสระ (Vowel Clarity) ซึ่งทั้ง 3 ลักษณะนี้จะประกอบกันเกิดขึ้นในคราวเดียว เพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พยางค์ใดเป็นพยางค์หนัก การเปล่งเสียงพยางค์ท่ีไม่เน้นนั้น ระดับเสียงจะต่าจะส้ันกว่าปกติเล็กน้อย ในการพูดปกติอาจใช้ระดับของเสียงในช่วง1-3,2-4 หรอื 1-4 ก็ได้ ศกึ ษาตวั อย่างต่อไปน้ี4.6 ลกั ษณะอ่ืนท่ีเกย่ี วขอ้ งกับกำรพดู (Other Features Related to Speech)ในขณะที่เจ้าของภาษาหรือผู้ท่ีใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว มักจะมีลักษณะต่างๆ ของเสียงเกิดขึ้นในขณะท่ีพูด ซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ เนื่องจากความคล่องแคล่ว และความรวดเร็วของการพูด(Colloquial style) การสนทนาภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา ผู้พูดต้องระลึกเสมอว่าภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีความแตกต่างกัน เม่ือผสมเสียงสระและเสียงพยัญชนะ ทาให้เกิดเป็นกลุ่มคากลุ่มวลีหรือประโยค เพ่ือนาไปใช้ในการสนทนา ปัญหาท่ีผู้ฟังพบบ่อยคือไม่เข้าใจเนื้อหาของกลุ่มคา วลีหรือประโยคท่ีรับฟังได้ เพราะชาวต่างชาติมีเทคนิคการผสมเสียงภาษาอังกฤษเพ่ือให้สะดวกต่อการสนทนา โดยลักษณะเชน่ น้ีเรยี กวา่ เป็นการเปลยี่ นแปลงด้านเสยี ง เพื่อใหเ้ สียงที่เกดิ จากการผสมกนั พูดเป็นคาหรือวลีต่าง ๆโดยไม่ใหม้ กี ารสะดดุ เกิดขึ้น ซ่ึงลักษณะเช่นน้ีจะไม่พบในภาษาไทย แต่เป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเสียงในภาษาอังกฤษ โดยกรองแก้ว ไชยปะ (2546) ได้สรุปลักษณะต่างๆ นี้เรียกว่าลักษณะเสียงซ้อน (Non-segmental Features) ได้แก่ ความดังของเสียง (Loudness), คุณภาพของเสียง (Voice Quality), เวลาในการพูด (Time) และการเน้นคา (Emphasis) ดังน้ี ควำมดังของเสียง (Loudness) ขึ้นอยู่กับกาลังลมท่ีดันออกจากปอด เป็นลักษณะท่ีควบคุมได้ ผู้พูดสามารถปรับและควบคุมให้ เหมาะสมกับสภาพและสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น คนท่ีอยู่ในดิสโกเธคจะคุยกันเสียงดังกว่าปกติหรือแทบ จะตะโกนคุยกันแต่เม่ืออยู่ในห้องประชุมที่กาลังต้องการความเงียบ หากจาเป็นต้องพูด ผู้พูดจะพูดเสียงค่อย ทีส่ ดุ คนท่ตี นื่ เต้น ตกใจ หรือโกรธมักจะพูดด้วยเสียงทมี่ ีความดงั กวา่ ปกติ การปรับและควบคุมความดังของ

69 เสียงนี้ข้ึนอยู่กับการได้ยินด้วยคนหูตึงจะไม่รู้ว่าผู้ฟังได้ยินเสียงของตนเองดัง ค่อย เพียงใด การปรับจึงยึดเอา การไดย้ ินของตนเปน็ หลัก ทาให้พูดเสยี งดงั กว่าปกติ คุณภำพของเสียง (Voice Quality) นอกจากจะข้ึนอยู่กับธรรมชาติของแต่ละคนแล้วคุณภาพของเสียงก็ข้ึนอยู่กับสุขภาพของผู้พูดด้วย ธรรมชาติของบางคนมีเสียงที่เล็กแหลม ใหญ่ห้าว ดุดันอยู่ในลาคอ หรือแหบเครือ คนที่เป็นหวัดจะมีเสียง แหบผิดปกติ หรือในคนท่ีมีความบอกพร่องของอวัยวะภายในช่องปากหรือช่องจมูกคุณภาพของเสียงลดลง ไม่ชัดเจนเท่าที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการปรับคุณภาพของเสียงจะเป็นไปได้ยากเนื่องจากเป็น ลักษณะทข่ี ึ้นอย่กู บั ธรรมชาตขิ องแตล่ ะคน แตก่ ็สามารถจะปรับให้ชัดเจนขึ้นได้โดยการพยายามเปล่งเสียงสระ พยัญชนะ ให้ชัดเจนรวมท้ังการเน้นเสียงหนัก เบา ของพยางค์ท่ีถูกต้องก็จะทาให้เสียงที่เปล่งออกมาชัดเจน ขึน้ สรปุ ในบทที่ 4 เรื่องคุณลักษณ์พเิ ศษของเสียง หรือสัทอักษร (Suprasegmental) เราจะได้เรยี นรู้ใน เรื่องของการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ใกลเ้ คียงกับเจา้ ของภาษามากยง่ิ ข้นึ โดยจะมีกลวธิ ใี นการออกเสียงอยู่ 5 ขนดิ โดยลาดับแรก คือ การเน้นเสยี งหนัก (Stress) เป็นการเนน้ เสียงหนักทพ่ี ยางค์ใดพยางคห์ น่ึงในคา โดยจะ แบง่ ลักษณะการเนน้ เสยี งตามชนดิ ชองคา ลาดบั ทส่ี อง คือ การเช่อื งเสียง (Linking Sound) คอื การเช่อื มเสียง ทา้ ยคากับเสียงต้นของคาตอ่ ไป ซงึ่ กลวธิ นี จ้ี ะชว่ ยทาให้การพดู มคี วามคลอ่ งตัวเพมิ่ มากข้นึ ลาดับท่สี าม คือ ช่วงจังหวะ (Rhythm) เป็นการหยุดหรือการเว้นจังหวะในชว่ งๆหน่ึงของคาพูด โดยแบ่งเป็น 4 ชนิด ไดแ้ ก่ Plus juncture, Single-Bar Juncture ,Double-Bar Juncture และ Double-Cross Juncture ลาดับทีส่ ี่ คอื ทานองเสียง เป็นเสยี งสูงต่าในภาษาอังกฤษ โดยมี 3 รูปแบบ ได้แก่ Rising-Falling Intonation ,Rising Intonation และ Rising และ Rising-Falling Intonation ลาดบั ท่ีสี่ คือ ทานองเสียง (Intonation) ซ่ึงจะ กลา่ วในเรอ่ื งของระดบั เสยี งสูงต่าในภาษาอังกฤษ ซงึ่ จะแตกต่างกบั ภาษาไทยอยา่ งชัดเจน ในลาดบั สดุ ทา้ ยจะ เป็นในเรือ่ งของ ระดับเสยี ง (Pitch) กลวิธีนจี้ ะกลา่ วในเร่ืองของระดบั เสยี งสงู ตา่ ของแต่ละพยางคใ์ นประโยค โดยระดับของเสียงน่ันจะขึน้ อยู่กับความหมายของประโยคว่าผู้พดู ต้องการจะสอ่ื ความหมายออกมาในลกั ษณะ ใด ท้ัง 5 กลวิธีดังท่กี ล่าวมาขา้ งตน้ น้ี นอกจากนีแ้ ล้วยงั มีลักษณะต่างๆ นีเ้ รยี กว่าลักษณะเสียงซ้อน (Non- segmental Features) ไดแ้ ก่ ความดงั ของเสยี ง (Loudness), คุณภาพของเสยี ง (Voice Quality), การ เปลย่ี นแปลงระดับเสยี ง (Pitch Variation), เวลาในการพูด (Time) และการเน้นคา (Emphasis) ถ้าผูเ้ รยี น สามารถฝึกฝน ใช้งานได้อยา่ งคล่องแคล่วแล้ว จะทาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ ใกลเ้ คยี งกบั เจ้าของภาษาอยา่ งแนน่ อน

See also  [NEW] รวมมิตร 6 การสอบวัดระดับภาษาอังกฤษยอดฮิตสำหรับวัยเรียน | แบบ ทดสอบ การ ฟัง ภาษา อังกฤษ ประถม - NATAVIGUIDES

70 แบบฝึกหดั1. คำถำมอัตนัยชนิดตอบส้ัน1. สทั สมั พนั ธห์ มายถงึ ………………………………………………………………………………….. ……2. การเน้นเสยี ง (Stress) ในภาษาองั กฤษหมายถงึ ……………………………………………………3. ขีดเส้นใต้ Stress คากรยิ าท่กี าหนดใหต้ อ่ ไปนี้ apply assist attract4. ขีดเส้นใต้ Stress คากรยิ าทก่ี าหนดให้ต่อไปนี้ overcome yourself fifteen5. ขีดเส้นใต้ Stress ของคานามท่กี าหนดให้ตอ่ ไปน้ี present record import6. ขดี เส้นใต้ Stress ของคากริยาทก่ี าหนดใหต้ ่อไปน้ี present record import7. ขีดเสน้ ใต้ Stress ของคานามกาหนดให้ต่อไปน้ี librarian occasion Canadian8. Pitch ในการพดู ของคนเราโดยท่ัว ๆ ไป จะอยใู่ นระดบั ที่ ……………………………………..9. ในกรณีทต่ี กใจ ตื่นเต้น หรือตอ้ งการเนน้ เปน็ พิเศษ Pitch จะอยใู่ นระดับ …………………..10. จังหวะในการพูด หน่งึ Rhythm unit หมายถึงลกั ษณะ………………………………………….11. เมอ่ื แบ่งวรรคตอน (Pause) ผดิ ทข่ี องประโยคน้ี ความหมายแตกตา่ งกันอย่างไร Meet me at the bus // stop when you need my help. …………………….. Meet me at the bus stop // when you need my help…………………………..12. ทานองเสยี ง (Intonation) มอี ยสู่ องระดบั ประกอบดว้ ย ………………………………………..13. ประโยคบอกเลา่ ปฏิเสธ และคาถามท่ีขน้ึ ต้นด้วย Wh- ทานองเสยี งจะเป็นประเภท ………..14. ประโยคคาถามทข่ี นึ้ ต้นดว้ ย Yes-No ทานองเสียงจะเปน็ ประเภท ……………………………..15. ประโยคต่อไปนี้เมอ่ื ใช้สนทนา มีประโยคใดที่สามารถเช่อื มเสียง (Linking sounds) ได้Hold on. Thank you. Good bye. Show me.16. การกลมกลืนของเสียง (Assimilation) ใดทไ่ี มเ่ ขา้ พวกเมอ่ื ทาเปน็ คานาม พหูพจน์books pens maps17. การกลมกลืนของเสียง (Assimilation) ใดทไี่ ม่เขา้ พวกเมอ่ื คากรยิ า เติม ed ทาเปน็ อดีตcalled smiled stopped18. Im- เปน็ คา Prefix ไมส่ ามารถเติมลงข้างหนา้ คาใดได้perfect secure mature19. เสียงใดของคาว่า Softness หายไปเพราะถูกตัดทง้ิ เพราะเสียงใกล้เคยี งกนั/s/ /f/ /t/ /n/20. เสยี งใดของคาวา่ Cupboard หายไปเพราะถูกตัดทิง้ เพราะเสียงใกล้เคียงกัน/k/ /p/ /b/ /ə/2. จงขดี เส้นใต้ Primary stress ในพยำงค์ต่อไปน้ีให้ถูกต้อง

711) teapot history cartoon2) attract myself blackbird3) greenhouse national popular4) memory estimate economic5) indicate biology shampoo6) terrify essential relative7) abolish romantic teacher8) illness fifty reliable9) domestic establish magician10) seminar formula colony3. จงขีดเสน้ ใต้ Linking Sound ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง1. Casual dress causes a lot of problems.2. Most employees say it’s OK.3. Fashion is a pain in the neck.4. She wore stylish shoes.5. He wore a dark coat.6. That’s a very hot tie!7. She’s a very fashionable lawyer.8. It’s an old-fashioned umbrella.9. I love her elegant tennis skirt!10. They’re very comfortable loafers.4. จงเขยี น R เม่อื ทำ้ ยประโยคเปน็ เสียงสูง (Rising) หรือเขยี น F เมื่อทำ้ ยประโยคลงเสียงตำ่ (Falling)1. What’s your surname?2. Please come in.3. Write your name on this line.4. May I speak to Somchai, please?5. Are you ready for the test?6. What a surprise!7. What’s the matter?8. I haven’t read this book.9. I live in Chicago.10. We will go to visit our family tomorrow.5. จงแบ่งวรรคตอนตอ่ ไปนใ้ี หถ้ กู ต้อง1. Wally has spent time as a literacy volunteer of America and he has given money to aspecial program called “Cities in schools” which helps student stay in school.

722. In 1992, Wally started a new cookie company called The Uncle Noname CookieCompany. Each bag of cookies also had a recipe for lemonade on the bag.3. He worked in the stockroom stocking the shelves of a department store in New York andlater in a mailroom in a company.4. George dropped out of high school degree while serving in the army. After he completedhis work in the army, he attended secretarial school to learn shorthand, typing, andaccounting skills.5. Another job he had to help a famous musician try to get music jobs.6. She bought the book for his birthday today she had read long ago in college as afreshman about daffodils and how to grow them.7. Adam was born in Florida in 1937. In the 1970s, he founded the famous chocolatecompany.8. When Susan was little, her family was very poor. She did not have bus money so shewalked 4 miles to school every day.9. Susan walked 4 miles back home every day. After her parents got divorced, she went tolive with his Aunt David in New York City.10. David loved to cook and he always made him special strawberry chocolate ice-cream เอกสำรอำ้ งองิกรองแกว้ ไชยปะ. (2546). สทั ศำสตรอ์ งั กฤษและสรวทิ ยำเบือ้ งตน้ .พิมพค์ ร้ังที่ 2.เลย : โรงพิมพ์รุ่งแสง.กรองแก้ว ไชยปะ. (2548). สัทศำสตร์องั กฤษและสรวิทยำเบอื้ งต้น.พิมพ์ครั้งท่ี 3. เลย : โรงพิมพ์รุ่งแสง.นนั ทนา รณเกยี รติ. (2554). สัทศำสตร์ภำคทฤษฎีและภำคปฏิบัติ.พมิ พ์ครงั้ ท่ี 2.กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศษสตร์.นนั ทนา รณเกยี รติ. (2558). สัทศำสตรเ์ พ่ือกำรออกเสียงภำษำองั กฤษ.พิมพค์ ร้งั ท่ี 2.กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.พัชรี พลาวงศ์. (2545). กำรออกเสียงภำษำอังกฤษ. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคาแหง.สมทรง บุรุษพัฒน์. (2551). สรศำสตร์.พิมพ์คร้งั ท่ี 2.กรงุ เทพมหานคร : ห้างหนุ้ สว่ นจากดั สามลดา.อมร ทวศี ักดิ์. (2536). สัทศำสตร์.พมิ พ์ครงั้ ที่ 2.กรงุ เทพมหานคร : สถาบันวิจยั ภาษามหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.อญั ชลี ผาสกุ นริ ันต์. (2546). สทั ศำสตร์ภำษำองั กฤษ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคาแหง.อภิลักษณ์ ธรรมทวกี ลุ .สทั ศำสตร์.สมทุ รปราการ : บรษิ ทั พงษว์ รนิ การพิมพ์ จากัด,2549Gilbert, J.B. (1990). Clear Speech. Cambridge : Cambridge University.Peter ladefoged. (2549). สัทศำสตร์.สมุทรปราการ : Thomson learning.Pongthep Bunrueng (2010). Communication in the real world. Loei Rajabhat University.http://th.wikipedia.org/wiki/http://web.udl.es/usuaris/m0163949/wordstr2.htmhttp://www.abax.co.jp/listen/liaison.html

73Unit 5 : กำรศึกษำเปรียบเทียบระหวำ่ งภำษำไทยและภำษำองั กฤษ (A comparative study between Thai and English) บทสรุปท้ายบทเรียนนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างในประเด็นท่ีสาคัญ ๆ เพ่ือให้นักศึกษาสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง เพราะมีคนไทยจานวนมากยังคงเข้าใจผิดว่าการท่ีชาวต่างชาติหรือฝร่ังไม่เข้าใจภาษาอังกฤษของตนเอง เป็นเพราะว่าตนเองพูดด้วยภาษาอังกฤษสาเนยี งไทย (Thai Accent) แต่ในความเป็นจริงแล้วสาเนียงใช่สิ่งสาคัญที่สุด เพราะว่าในโลกน้ีมีคนพูดภาษาอังกฤษอยู่มากมาย คนท่ีพูดภาษาอังกฤษจะมีสาเนียงแตกต่างกันไปแต่ละภูมิภาคของโลกเช่นภาษาองั กฤษสาเนียงสิงคโ์ ปร์ สาเนยี งอินเดีย หรือสาเนยี งออสเตรเลีย ปัญหาในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทย จึงไม่ใช่เร่ืองสาเนียงแต่ประการใด แต่เป็นเพราะเร่ืองของการออกเสียง (Pronunciation) ต่างหาก คนไทยหรือนักศึกษาสามารถสื่อสารให้ชาวตา่ งชาติหรือฝร่งั เข้าใจภาษาอังกฤษด้วยสาเนียงไทยได้ ที่สาคัญท่ีสุดคือนักศึกษาต้องออกเสียงได้ถูกต้อง ถึงแม้ว่ามีสาเนียงดีมากแค่ไหนก็ตามถ้าออกเสียงผิด (Mispronounce) การส่ือสารเพ่ือรับขอ้ ความหรือข้อมูลกับชาวต่างชาติก็จะผดิ ตวั อยา่ งต่อไปน้ี ถือวา่ เป็นอาการป่วย (Syndrome) ท่ีนักศึกษามักจะออกเสียงผิดบ่อย ๆ ซ่ึงจะตอ้ งไดร้ ับการรักษา เพราะถา้ นกั ศึกษาออกเสยี งผิดกจ็ ะทาให้ความหมายเปลย่ี นไปดว้ ย เช่น1. S-syndrome คือการเอาเสียง ส และ ซ ไปใสท่ ้ายเสยี ง d, t, ch, sh, thเชน่ bread (ขนมปงั ) กลายเปน็ breast (หนา้ อกผหู้ ญิง)Art (ศิลปะ) กลายเปน็ ass (ทวาร)Teach (สอน) กลายเป็น tease (หยอกลอ้ หรอื ย่ัว)2. L-R Syndrome คือการเอาเสยี ง L สลบั กบั เสยี ง Rเช่น Are you ready ? กลายเป็น Are you lady ?Rice (ขา้ ว) กลายเปน็ lice (เหา)Election (เลือกตัง้ ) กลายเปน็ erection (อวัยวะเพศชายตง้ั )3. X Syndrome คอื การตดั เสียง ส หรอื ซ ออกจากเสียง kเช่น Six people (คนหกคน) กลายเป็น sick people (คนป่วย)Axe (ขวาน) กลายเป็น act (แสดง)4. J G Syndrome คอื การออกเสียง J G เปน็ เสยี ง ย แทน จเช่น Gym (จมิ เป็น ยมิ ) jam (แจม เป็น แยม)Gel (เจล เป็น เยล) Jeans (จนี เป็น ยนี )5. Ed Syndrome คอื ปัญหาที่นกั ศึกษาพดู หรอื อา่ นออกเสยี งผิด ลงท้ายคา ed เป็น เสยี งอดิ เสมอเชน่ Washed ออกเสยี งเป็น /วอทฉดิ / Listened ออกเสยี งเป็น /ลสิ ึนหนดิ / Called ออกเสียงเป็น /คอลเล็ด/ Walked ออกเสียงเปน็ /วอกเก็ด/

74Played ออกเสยี งเปน็ /เพเย็ด/ ปัญหาต่อไปน้ีได้แยกเป็นประเด็นสาคัญๆโดยยึดจากทฤษฏีด้านการออกเสียง เพ่ือให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ได้ปัญหำเสียงพยัญชนะเสียงหยุด ( Stops )1. นกั ศกึ ษาออกเสยี งทา้ ยคา หรือเสยี งสะกดในภาษาอังกฤษเป็นเสยี งอุบ (unreleased )ทงั้ หมดอย่างในภาษาไทย แต่ในภาษาอังกฤษจะออกเปน็ เสยี งอบุ หรอื ไม่อุบก็ได้2. เน่ืองจาก /b d/ ไม่เป็นเสียงสะกดในภาษาไทย นักศึกษาจึงพยายามนาเสียงท่ีใกล้เคียงมาแทนคอื /p/ และ /t/ ตามลาดับ3. นักศึกษาออกเสียง /g/ ได้อยากลาบาก เพราะไม่มีหน่วยเสียงน้ีในภาษาไทยจึงมักนาเสียงท่ีใกล้กันคอื /k/มาแทนจงึ ออกเสยี ง4. นักศึกษาอาจมีความสนใจในตาแหน่งท่ีปรากฏของเสียง aspirated หรือ unaspirated ในภาษาองั กฤษกับเสยี งสิถลิ หรอื ธนติ ในภาษาไทย เชน่ unaspirated [p] ในคา spy ก็อาจออกเสียงเป็นaspirated [pⁿ]อย่างในคาไทยท่ีใกล้เคียงคือ สะพาย สะพาน หรือในคาอย่าง Pepsi ก็อาจออกเสียง/p/ ตัวแรกเป็น unaspirated [p]แทนทจ่ี ะเปน็ aspirated [pⁿ] อยา่ งลักษณะเสยี งในภาษาอังกฤษปัญหำพยญั ชนะกงึ่ เสียดสี (Affricates)1. นกั ศึกษาอาจพยายามจะออกเสยี งอโฆษะ /t∫/ ในภาษาอังกฤษให้เป็นเสียงอโฆษะธนติ / ch / ในภาษาไทย หรือเสยี งโฆษะ /dʒ/ ในภาษาองั กฤษใหเ้ ปน็ เสยี งอโฆษะใน ภาษาไทย ซงึ่ ในความจริงนั้นเสยี งภาษาอังกฤษไมเ่ หมือนกัน กับ / ช จ / ในภาษาไทย2 คาท่ีลงทา้ ยด้วยเสยี ง /dʒ/ /t∫/ มีปัญหามาก เพราะเปน็ เสียงที่ไมป่ รากฏเปน็ เสียงสะกด ในภาษาไทย นักศกึ ษามกั ใช้ / t / แทน เชน่ ออกเสียง rich , ridge เปน็ /rit/ปญั หำพยญั ชนะเสียงเสียดสี (Fricatives) 1 สาหรบั เสียงต้น นกั ศึกษาอาจนาเสยี งท่ีใกล้เคยี ง และมอี ยู่ในระบบเสยี งภาษาไทยมา แทน เช่น เอา / ว / แทน / v / ในคา van หรอื มักเขียนชอื่ ตัวทีข่ ึ้นตน้ ด้วยเสียง / ว / ดว้ ย เสยี ง / v / ในภาษาองั กฤษ ซงึ่ ไม่ใช่ลักษณะเสียงในภาษาไทย นาเสยี ง / ซ / หรอื / ท / มาแทนเสียง / ø / เชน่ ในคา thin หรือเสียง / ด / แทน / ð / ในคา the เปน็ ต้น2 สาหรับเสียงสะกด นบั ว่ามีปัญหาเปน็ 2 เท่า เพราะเสียงเสียดสไี มป่ รากฏในระบบเสยี ง สะกดในภาษาไทย นักเรียนมกั นาเสยี งอบุ / p / หรอื / t / มาแทน เช่น have เป็น / hæp / kiss เปน็ / kit / wash เป็น /w c t / , rich , ridge เปน็ / rit /

75ปญั หำพยญั ชนะเสียงนำสิก (Nasals)หนว่ ยเสยี งเหลา่ นี้มักไม่มีปญั หาในด้านหน่วยเสียง แตจ่ ะมีปัญหาในด้านสทั ศาสตร์ เช่นเสียง /m n ŋ / หรือ / ม น ง / ทเี่ ป็นเสยี งสะกดในภาษาไทยมีลักษณะเสียงเบาและเปน็ เสยี งอุบ นกั ศึกษามกั ออกเสยี ง / m n ŋ / ทา้ ยคาในภาษาอังกฤษ เป็นเชน่ เดียวกับภาษาไทยเสมอไปปญั หำพยญั ชนะเสียงข้ำงลน้ิ (Lateral)1 / l / หรือ / ล / เป็นหนว่ ยเสียงพยญั ชนะตน้ แต่ไม่ปรากฏเปน็ เสียงพยัญชนะสะกดใน ภาษาไทย เมอื่ เปน็ เสียงพยัญชนะต้นเสียง / I / จะออกเสียงชัดเจน ทัง้ ในภาษาไทย และภาษาองั กฤษ ในภาษาอังกฤษมหี น่วยเสยี งยอ่ ยของ / I / ท่สี าคัญคอื dark -1 หรอื Velarized ซ่งึ เสยี ง / I / ไมช่ ัดเจนหรอื เบามาก เน่อื งจากส่วนหลงั ของลน้ิ ถกู ยกขึ้นสูง ไปทางเพดานอ่อนเมอื่ ออกเสยี งนี้2 นกั ศกึ ษาจะออกเสยี ง / I / ในตาแหนง่ ทา้ ยคาได้ยาก และมักจะนาเสียงใกลเ้ คียงที่ ใช้ เปน็ เสียงสะกดในภาษาไทยคือ / น / มาแทน ดังนน้ั จึงออกเสียง school เปน็ schoon3 นกั ศึกษาจะออกเสียง dark และ syllabic ไดล้ าบากมกั จะใช้ clear – 1 แทนเสมอไป เสียงคล้าย h ผสม r หรือไม่มี r เลยเหลอื แต่ h อยา่ งเดียวปัญหำพยญั ชนะลิ้นงอ (Retroflex)/ r / หรือ / ร / ในภาษาไทยตา่ งกบั / r / ในภาษาอังกฤษในแงส่ ทั ศาสตรค์ ือเสียง / ร / ลนิ้ไม่ม้วนกลับอย่างภาษาอังกฤษ เป็นแต่เพียงล้ินกระดกข้ึนไปใกล้ปุ่มเหงือก หรือส่วนท่ีอยู่ชิดกับเพดานแข็งแล้วลดล้ินลง สาหรับบางคนขณะเดียวกันก็ปล่อยลมให้ผ่านเส้นเสียงออกมาทางช่องปากเชน่ เมือ่ ออกเสียง รา เร็ว โรงเรียน เป็นต้น เสียง / ร / ปรากฏเป็นเสียงพยัญชนะต้นเท่าน้ัน ไม่มีเป็นหนว่ ยเสียงสะกด หรือหลังสระอย่างในภาษาอังกฤษ เวลาเขียนเรามี / ร / อยู่หลังสระจริง แต่ก็ไม่ได้ออกเสียงอย่าง / ร / แต่เป็นเสียง / น / เช่นในคา กร การ เป็นต้น ฉะนั้น เสียง / ร / ในภาษาไทยมีลักษณะล้นิ กระดกหรอื รัว แต่ / r / ในภาษาองั กฤษมลี กั ษณะลนิ้ งอปญั หำอัฒสระ (Semivowels)/ w, y / หรือ /ว ย / ท่เี รยี กวา่ อฒั สระ เพราะทาหน้าท่ี 2 อยา่ ง คอื เป็นพยัญชนะแท้ เมอื่ อยู่หนา้ เสียงสระเช่น win , yes และเปน็ สระประสมเมื่ออยู่หลงั สระ เช่น cow / kow / , buy / bay/ w, y / เมอ่ื เป็นพยัญชนะแทจ้ ะจะเปน็ พยัญชนะเสียงต้นเหมอื นกนั ทัง้ ในภาษาไทยและภาษาองั กฤษแตถ่ ้าเปน็ ตาแหนง่ หลงั สระหรือเสยี งสะกด / w, y / ในภาษาองั กฤษจะรวมกบั เสยี งสระข้างหน้าเป็นสระประสม สาหรับ / ว ย / ภาษาไทยอาจจะออกเสยี งเป็นตัวสะกด หรอื สระประสมก็แลว้ แต่การออก พยัญชนะเสียงควบกลา้ ในภาษาอังกฤษมจี านวนมากกว่าท่ีมีในภาษาไทยมาก ในภาษาไทยมีเฉพาะกล้า 2 เสียง แตใ่ นภาษาอังกฤษมเี พยี งเสยี งควบกลา้ ทัง้ 2 เสียงและ 3 เสยี ง รวมทง้ั ตวั สะกด

76ควบกลา้ ท้งั 2 เสียง 3 เสยี ง และ 4 เสยี ง และยังมปี ระเภทสองตั้งแต่ 2 เสยี ง ไปถึงหลายเสยี งก็มี ซง่ึได้กล่าวถึงพอเปน็ สงั เขปต่อไปนี้1. ประเภทควบกล้ำหนำ้ 2 เสยี ง เปน็ พยญั ชนะเสยี งกลา้ ประเภทเด่ยี วทอี่ าจนามาเปรียบเทียบกันไดบ้ า้ ง เพื่อใหเ้ ป็นลกั ษณะทีใ่ กล้เคยี งกนั ดังน้ีไทย อังกฤษ/kr-/ กรง /kr-/ crush/khr-/ ครอง/pr-/ ปราง/phr-/ พราง /pr-/ pray/tr-/ ตรา/thr-/ ทฤษฎี /tr-/ try/kl-/ กลาง/khl-/ คลาย /kl-/ clay/pl-/ ปลา/phl-/ พลาง /pl-/ play/kw-/ กวาง/khw-/ ความ /kw-/ quick/fr-/ ฟรี /fr-/ free/dr-/ ดราฟท์ /dr-/ draft, drawในภาษาอังกฤษยังมเี สยี งควบกลา้ อกี หลายลักษณะ ซึ่งในภาษาไทยไม่มีเชน่ /bl-/ black /br-/ brook /by-/ beauty /py-/ pure /pw-/ pueblo /tw-/ twin /dw-/ dwell /gl-/ glow /gr-/ gray /gl-/ glues /gw-/ guava /fl-/ flow /fr-/ frost /fy-/ feud /vy-/ view

See also  กริยา 3 ช่อง | send กริยา 3 ช่อง

77 /r-/ through /w-/ thwart /sp-/ span /st-/ stay /sk-/ skin /sf-/ sphere /sn-/ snow /sl-/ slow /sw-/ swim /sm-/ smooth /my-/ music /hy-/ huge /hw-/ which2. ประเภทควบกลำ้ หนำ้ 3 เสียง มีเฉพาะในภาษาองั กฤษ ไม่มีภาษาไทย เชน่/spl-/ splash /spr-/ spring/spy-/ spume /str-/ string/skl-/ sclerosis /skw-/ square/sky-/ scribe /skr-/ screw3. ประเภทควบกล้ำหลัง 2 เสยี ง มเี ฉพาะในภาษาอังกฤษ ภาษาไทยไม่มี เชน่/-pt/ apt /-s/ baths/-ps/ lapse /-ðd/ bathed/-bd/ robbed /-ðz/ bathes/-bz/ cabs /-sp/ wasp/-t/ eighth /-st/ test/-ts/ cats /-sk/ ask/-d/ width /-zd/ caused/-dz / adds /-zd/ rouged/-kt/ act /-mp/ camp/-ks/ tax /-mb/ lamb/-gz/ tags /-mf/ nymph/-ft/ lift /-nd/ and/-fs/ laughs /-nt/ ant/-vd/ lived /-ns/ glance

78/-nz/ bronze /-n/ tenth/-d/ longed /-k/ bank/-lp/ help /-z/ things/-lt/ belt /-lb/ bulb/-lk/ milk /-ld/ old/-lv/ delve /-lf/ self/-ls/ false /-ls/ gules/-ln/ kiln /-rp/ harp/-rd/ word /-rk/ bark/-rv/ curve /-rl/ girl4. ประเภทควบกลำ้ หลัง 3 เสียง มีเฉพาะในภาษาอังกฤษ ไมม่ ีในภาษาไทย เช่น/-pts/ crypts /-mft/ triumphed/-ts/ eighths /-ndz/ bronzed/-dzd/ adzed /-nks/ lynx/-plz/ apples /-nst/ against/-tst/ blitzed /-lbd/ bulbed/-dst/ midst /-ldz/ holds/-sps/ wasps /-lst/ repulsed/-skt/ asked /-lmd/ filmed/-mpt/ tempt /-lnd/ kilned/-rpt/ except /-rps/ corpse ตัวอย่างดังต่อไปนี้ ก. ควบกล้า ชนิด 2 เสยี ง เชน่/-pt-/ helicopter/-pf-/ up for/-ps-/ capsule/-pl-/ supply/-pr-/ April/-tp-/ output/-kp-/ jackpot/-fw-/ halfway/-ks-/ boxer/-sp-/ wispy

79 ข. ควบกล้า ชนดิ 3 เสียง เช่น/-rps-/ harpsichord/-ksp-/ expert/-ktf-/ Respectful/-kl-/ conclude/-mpl-/ complex/-nzd-/ Wednesday ค. ควบกลา้ ชนิด 4 เสียง เชน่/-kspl-/ explain/-ksdr-/ looks drunk/-njdf-/ changed for/-ldfr-/ old friend/-kskw-/ exquisite/-kspr-/ express/-kstr-/ extra/-ldgl-/ field-glasses ง. ควบกลา้ ชนดิ 5 เสียง เช่น/-nkspr-/ inks producer/-skskl-/ desks clean/-kstkw-/ fixed quickly/-kspl-/ sixth place จ. ควบกล้า ชนดิ 6 เสียง เชน่/-nctpsl-/ lunched splendidly/-mptspl-/ attempts plenty of/-ksstr-/ thinks straight ฉะน้ันจึงเห็นได้ว่าพยัญชนะเสียงควบกล้าในภาษาอังกฤษน้ันมีหลายลักษณะ และมีจานวนมากกว่าในภาษาไทยมากอย่างเทียบกันไม่ได้ ท่ีมีเสียงควบกล้าเพียง 8 ลักษณะในประเภทควบกล้าหน้า 2 เสยี งเทา่ นน้ั ปัญหาสาหรับนักศกึ ษาทเี่ รียนเกี่ยวกบั เสียงพยญั ชนะควบกล้านั้น มีเป็นสองเท่าของพยัญชนะเสียงเดียว คือการออกเสียงพยัญชนะแต่ละเสียงดังได้กล่าวแล้วในขั้นต้น และการออกเสียงควบกล้าของพยัญชนะในภาษาอังกฤษ กลา่ วคอื เสียงควบกล้าในภาษาอังกฤษทุกประเภทโดยไม่มีเสียงสระใดๆขึ้นอยู่ระหว่างเสียงพยัญชนะเหล่าน้ัน จึงเป็นการอยากท่ีจะออกเสียงกล้าที่ไม่ซ้ากับภาษาไทยไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ปัญหาท่ีสาคัญอีกประการหนึ่งคือการออกเสียง -ed เม่ือเติมท้ายคาลงไป (–ed ending)การเติมท้ายคากริยาสามารถออกเสียง ได้สามวิธีคือ เสียง /t/ /d/ และ /id/ ศึกษากฎดังต่อไปน้ี

801. ออกเสียงเป็น /t/ เมื่อเติมหลังคากริยาที่ลงเสียงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง (Voiceless) ทุกเสียง เช่นworked, kissed, walked, looked, stopped. laughed, wrapped2. ออกเสียงเป็น /d/ เม่ือเติมหลังคากริยาที่ลงเสียงท้ายด้วยเสียงก้อง (Voiced) ทุกเสียง ยกเว้น/t/ /d/ เช่น planned, called, phoned, played, prayed,3. ออกเสียงเป็น /id/ เมอื่ เตมิ หลงั คากริยาที่ลงเสียงท้ายดว้ ยเสยี ง /t/ or /d/ เชน่ landed,skated, needed, printed, rented,Exercise 1 : Group the following words into right column.liked, robbed, ended, handed, begged, helped, laughed, judged, listed, wanted,saved, missed, wished, raised, regarded, pretended, soothed, ranked, watched,rouged, protected, prevented, blamed, punched, glanced, burned, recorded,demanded, pulled, stamped, sniffed, hanged, committed /-t/ /-d/ /-id/ นอกเหนือจากปัญหาเสียง –ed แล้ว ปัญหาการอ่านออกเสียง -s ที่เติมท้ายคาก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก การเติมเสียง –s เข้าไปท้ายคากริยาเพ่ือเป็นเอกพจน์ของบุรุษท่ีสาม หรือการเติม –sเพอ่ื ให้เป็นคาพหูพจน์ สามารถออกเสยี งไดเ้ ปน็ สามประเภทดังต่อไปน้ี คือ /s/ /z/ /iz/1. ออกเสียงเป็น /s/ เมื่อเติมหลังคากริยาที่ลงเสียงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง (Voiceless) ทุกเสียงยกเว้นเสียง s, sh and ch เช่น ropes, pots, bats, cats, picks, stuffs, months2. ออกเสียงเป็น /z/ เมื่อเติมหลังคากริยาที่ลงเสียงท้ายด้วยเสียงก้อง (Voiced) ทุกเสียง ยกเว้นเสียง /z/ / ʒ/ /dʒ/ เชน่ robes, leads, bags, sings, cars, leaves, baths3. ออกเสียงเป็น /iz/ เมื่อเติมหลังคากริยาที่ลงเสียงท้ายด้วยเสียง /s/ /t∫/ /z/ /ʒ/ //dʒ/เชน่ passes, wishes, catches, pages,

81Exercise 2 : Group the following words into right column.tapes, tubs, misses, weeps, cabs, cashes, matches, hugs, hats, seats, seeds, roses,says, weeks, loafs, knives, houses, sneezes, years, laughs, myths, walls, prizes,mirages, things, markets, escapes, sighs, pronounces, villages, times, attacks,photographs, counties, establishes /-s/ /-z/ /-iz/ เอกสำรอ้ำงอิงเทียนมณี บญุ จนุ (2548) ระบบเสยี งในภำษำอังกฤษและภำษำไทย. สานักพมิ พิ์โอเดียนสโตร์ : กรุงเทพมหานคร.ปรารมภร์ ัตน์ โชตกิ เสถยี ร (2544) กำรออกเสียงสระและเสยี งพยัญชนะในภำษำอังกฤษ. สานกั พิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์แห่งมหาวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร.Fraenkel A. et al. (2002) English language. Life & Culture. London. Hodder Headline Plc.Mollerup Asger (2000) Thai-Isan-Lao Phrasebook. White Lotus Co. Ltd. Bangkok.Wright C. Chris Delivery Book 2. Bangkok, Thailand, Nation Books.

82

[NEW] [LoL] มาทำความรู้จักกับศัพท์ต่างๆ ในเกม, ใครพูดอะไร เข้าใจกันในวันนี้ !! | ตํา แห น่ ง ของ คํา อุทาน ใน ประโยค – NATAVIGUIDES

MOBA คือเกมที่ต้องเล่นกันเป็นทีม เเต่ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้เล่นเกมเเนวนี้มาตั้งเเต่ยุคเเรก ๆ คือ การ Online นั้นทำให้เราต้องเจอกับผู้เล่นทั่วโลก ไม่เว้นเเม้กระทั่งเพื่อนร่วมทีม เพราะงั้น “การสื่อสาร” จึงเป็นอีกสิ่งที่จะกำหนดชัยชนะหรือความพ่ายเเพ้ของทีมได้เลย

วันนี้ dotesports.com เจ้าเก่าของเรา ก็ได้ทำการรวบรวมศัพท์ต่าง ๆ ในเกม LoL อันเป็นหนึ่งในเกม MOBA ผู้ยิ่งใหญ่เเห่งยุคสมัย เพื่อเป็นการเรียนรู้เเละปรับความเข้าใจให้ตรงกัน เเถมยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการเล่นของเราได้ด้วย เพราะเเทนที่เราจะพิมพ์ประโยคยาวๆ เพื่อคุยกับทีม เราก็ใช้ศัพท์/คำย่อพวกนี้ในการสื่อสารเเทนได้

เเต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าศัพท์พวกนี้จะใช้ในเเค่เกม LoL อย่างเดียว เพราะ MOBA คือรูปเเบบเกม มันจึงสามารถนำไปใช้ในเกมอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน จะมีคำไหนบ้าง ไปชมกันเลย 😀

A

AA : Auto Attack – การโจมตีปรกติ ก็คือการโจมตีทั่วไปของ Champion หรือ Hero ของเรา

ARAM : All Random All Mid – หนึ่งในโหมดของเกม LoL มีความหมายตามชื่อ นั่นก็คือโหมดเเรนด้อม Champion เเละมีเลนเดียว

AD : Attack damage – พลังโจมตีกายภาพ หรือสายของ Champion ที่ทำความเสียหายด้วยพลังโจมตีกายภาพเป็นหลัก

ADC : Attack damage carry – สายของ Champion/Hero ที่จำเป็นต้องพึ่งพาไอเทมเเละเพื่อนร่วมทีมในการเล่น ส่วนใหญ่มักจะเป็นสายเลนล่าง เเละเหล่า Carry โจมตีระยะไกลทั้งหลาย มีความสำคัญอย่างมากในช่วงท้ายเกม

AFK : Away from keyboard – การที่ผู้เล่นละทิ้งเกม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ทั้งตั้งใจเเละไม่ตั้งใจ  😀

AP : Ability power – พลังโจมตีเวท หรือสายของ Champion ที่ทำความเสียหายด้วยพลังโจมตีเวท หรือ Skill เป็นหลัก

AP เเละ AD ในเกม

B

B : Back : กลับ / ถอย มักถูกใช้โดยผู้เล่นเก่า ๆ ที่เล่นเกม MOBA มานานเเล้ว 😀

Baron : Baron Nashor – บอสงูตัวโตที่จะโผล่มาตอนนาทีที่ 20 ของเกม ปราบมันเพื่อรับบัพพลังโจมตี

Base: เขตของฐานทั้งหมด ประกอบด้วยร้านค้า, Nexus ของเรา, Inhibitor, เเละป้อมอีกจำนวนหนึ่ง ที่ที่หากเราตายหรือวาร์ปเเล้วจะมาโผล่นั่นเอง

BG: Bad game – เกมที่เเย่ หากใครซักคนในทีมพิมพ์คำนี้ออกมา ก็เตรียมตัวปิดเกมได้เลย

BM : Bad mannered or bad manners : เจ้าพวกมารยาททราม !!

Bot : Bot lane – เลนล่าง

Buff : การปรับหรืออัพเดทที่ทำให้ตัวละครมีความสามารถเพิ่มขึ้น

C

Camp : การเเก็งเเบบฉับพลันทันด่วน ในเลนหรือจุดที่เลือกเอาไว้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการซุ่มโจมตีเเบบหนึ่ง // จุดเกิดของ Creep ป่า

Carry : ผู้ที่เเบกความหวังของทีม โดยที่เพื่อนต้องเเบก 😀

CC : Crowd control – สกิลที่ชนิดที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นหยุด, ควบคุม หรือเเค่ Slow ก็ตาม

Cheese : เเนวทางการเล่นเเบบเเปลก ๆ ทั้ง Champion เเละ Item ที่ออก ที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดในการเล่น

Clown fiesta : ทีมไฟต์เเบบไร้สาระที่ไม่มีใครรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้นหรือไม่มีใครวนใจ มักถูกใช้เรียกการเข้าไฟต์ของพวกเเรงค์ต่ำ ๆ ที่มักเข้าต่อสู้โดยไม่ดูความพร้อมของเพื่อนร่วมทีม

Creeps : ก็ Minion ไง จำไม่ได้หรอ ??

CS : Creep score คะเเนนฆ่า Creep ของเเต่ละคน มีผลต่อค่าหัวในเกม

D

Dive : การโถมโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยไม่สนใจเขตป้อมของอีกฝ่าย

E

Elo : ระบบ Ranking ของเกม มักใช้เรียกจำนวนคะเเนนของเเต่ละคน

Elo hell : เเรงค์ที่ออกไปยาก หรือเลื่อนขั้นยาก

F

Face check : เอาหน้าเเนบ // การเดินเข้าไปตรวจพุ่มเเบบมองไม่เห็นว่าอะไรอยู่ข้างใน เป็นเรื่องอันตรายเเละควรทำให้น้อยที่สุด

Farm : การหาเงิน เเละหาอย่างหนักหน่วง

FF : Forfeit or /ff to surrender a game – ยอมเเพ้กันเถอะ !!

Face check

G

GA : Guardian Angel – ไอเทมสำคัญเกม ถ้าให้เรียกง่าย ๆ คือ “เกราะเกิด” นั่นเอง

Gank : การซุ่มโจมตี

Glass Cannon : เซตไอเทมที่รีดพลังโจมตีออกมาสูงที่สุด เเต่มีพลังป้องกัน/พลังชีวิตที่ต่ำที่สุดเช่นกัน

GG: Good game : เป็นเกมที่ยอดเยี่ยม !! พิมพ์เมื่อตอนจบเกม เพื่อเป็นการขอบคุณเพื่อนร่วมทีม เเละเเสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย

H

Hypercarry :  เเครี่ที่พึ่งพาไอเทมเเละเวลาในการเกิดเป็นอย่างมาก เเละเก่งมากเช่นกันในตอนท้ายเกม เช่น Vayne เป็นต้น

I

Inhib : Inhibitor – สิ่งก่อสร้างที่อยู่ถัดจากป้อมเเรกในฐาน หากถูกทำลาย จะมี Super Minion ออกมาในเลนนั้น สามารถเกิดใหม่ได้

Insec kick : ผู้เล่นที่ใช้ Lee Sin เตะ Champion อีกฝ่ายเขาไปในดง Skill หรือการต่อสู้ของทีมได้โดยใช้ Ultimate : Dragon’s Rage โดยคำนี้เป็นชื่อของผู้เล่นชาวเกาหลี Choi “inSec” In-seok ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่น Lee Sin ที่เก่งที่สุดในโลก

Int : Intentionally feeding – เเจกโดยจงใจ

J

Juke : การหลบ Skill หรือการโจมตีที่พุ่งเข้ามาเเบบหล่อ ๆ

K

Kill lane : การเลือก Champion เลนล่าง 2 ตัวมาเพื่อการฆ่าโดยเฉพาะ มากกว่าการประคองกันไปเพื่อฟาร์ม

Kiting : โจมตีเเละหลบไปพร้อม ๆ กัน มักใช้กับสกิลที่สร้างความเสียหายเเละเคลื่อนที่ได้ด้วย

L

Lane bully : การหยิบ Champion ที่เก่งในเลนมากกว่ามากดอีกฝ่ายโดยเฉพาะในช่วงต้นเกม เเละเป็นการกดอย่างหนักหน่วงด้วย

Laning phase : ช่วงต้นเกม ที่ Champion ส่วนใหญ่จะอยู่ในเลนของตัวเองเพื่อฟาร์มเเละเก็บ Level

Last hit : การโจมที่ฆ่าเป้าหมาย ทำให้ได้รับเงินจากการฆ่านั้น

Leash : การช่วนเพื่อน(มักเป็น Jungle) ในการฆ่า Creep ป่า

: เกมที่เราเล่นกันอยู่ไง !! บางทีก็เรียกมา L เฉย ๆ

Lol : Laughing out loud – หัวเราะดังมาก

LoL

ส่วนอันนี้ Lol

M

Main : Champion ที่ชอบเล่น หรือถนัดที่สุด

Meta : รูปเเบบการเล่น หรือ Champion ที่โดดเด่นกว่าเเบบอื่น ๆ ในตอนนั้น

MOBA : Multiplayer Online Battle Arena – โมบ้า 😀

N

Nerf : การปรับหรืออัพเดทที่ทำให้ตัวละครมีความสามารถลดลง

O

OMW : On my way – ตามฉันมา / ทางนี้ ๆ

One-Trick Pony : คนที่เล่นเป็นอยู่ตัวเดียว…

OP : Overpowered – โกง !! // เก่งเกินไป

Overextending : การดัน/บุกเข้าไปลึกจนเกินไป

P

PBE : Public Beta Environment – เซิร์ฟเวอร์ทดสอบของ LoL

Peeling : การใช้ CC เพื่อช่วยเพื่อน

Penta : 5 // การฆ่า 5 คนติดต่อกัน

Poke : โจมตีหรือใช้ Skill ใส่เป้าหมายจากระยะที่ปลอดภัย

PvP : ผุ้เล่น vs ผู้เล่น

ใครๆ ก็ Penta ได้

Q

QQ : ใช้บอกเพื่อนให้รายงานปัญหา

R

Ragequit : การออกจากเกมเพราะปัญหาที่เกิดขึ้น

Riot : ทีมพัฒนา LoL

Scrim : Scrimmage – การเล่นกันเองกับเพื่อน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเเข่งขัน

Shop : ร้านค้า… ใช่ เเค่ร้านค้า

Snare : ความสามารถที่เกี่ยวกับการหยุด ทั้งหยุดเดิน หยุดโจมตี เป็นต้น

Snowball : การได้เปรียบไปเรื่อยๆ สะสมกัน เช่นฆ่าได้เรื่อย ๆ พังป้อมได้เรื่อย ๆ จนเกมได้เปรียบ เหมือนกับลูกหิมะที่กลิ้งไปเเล้วจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

Squishy : Champion ที่ตายง่าย ๆ

SS : เป็นคำย่อของคำว่า “missing” ใช้บอกเพื่อนว่ามีคนหายไปจากเลน

Synergy : วิธีที่ Champion หรือเซตไอเทมต่าง ๆ ทำงานร่วมกันเป็นคอมโบ

T

Tilt : หัวร้อน ทำให้การเล่นเเย่ลง

Tower hugging : กอดป้อม // หลบอยู่ในป้อมเพื่อความปลอดภัย

Toxic : ผู้เล่นที่ทำตัวไม่น่ารัก ไม่เหมาะสม เเละมักจะถูกรายงานตอนจบเกมเสมอ (เเละอย่างลืมรายงาน)

TP : Teleport – วาร์ป

Trading : การโจมตีเเลกกันระหว่างเรากับเป้าหมาย

Troll : เกรียน

U

Ult : Ultimate – อัลติเมท Skill (R)

URF : Ultra Rapid Fire – โหมดที่เเฟน ๆ LoL ชอบมากที่สุด เปิดให้เล่นเป็นช่วง ๆ ตามเทศกาล

Ultra Rapid Fire

V

Vent: Ventrilo – โปรเเกรมสำหรับเเชท ตอนนี้ไม่น่าจะมีคนใช้เเล้ว

W

Wet Noodle Fight : การสู้กันของ Champion ที่มีพลังโจมตีต่ำ เช่น Tank เจอกับ Tank / Support เป็นต้น

WP : Well played – เล่นได้เยี่ยมมาก, พิมพ์เมื่อตอนจบเกม เพื่อเป็นการขอบคุณเพื่อนร่วมทีม เเละเเสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย

Y

Yi : Master Yi – มาสเตอร์ Yi ผู้ใช้ Wuju Style ในการต่อสู้

Z

Zoning: การคุมพื้นที่ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้รับเงินเเละ Exp

ก็ครบเเล้วสำหรับที่นำมาเสนอในวันนี้ สำหรับใครที่ยังมีศัพท์อื่น ๆ อีก ก็พิมพ์บอกกันในหน้าข่าวได้เลย 😀 เราจะทำการรวบรวมเเละอัพเดทเป็นระยะ ๆ เพื่อให้บทความนี้ เป็นเเหล่งศึกษาข้อมูลอีกเเห่งของผู้เล่น LoL ในอนาคตต่อไป

Source : dotesports.com


ประโยคชนิดต่างๆ ตอนที่ 1 – สื่อการเรียนการสอน ภาษาไทย ป.3


ครูโอ๋ สื่อการเรียนการสอน
webpage : http://www.kruao.com
fanpage : https://goo.gl/O22C3X
google+ : https://goo.gl/OBu7ia
youtube : https://goo.gl/bZlYwE
วีดีโอนี้จะสอนเกี่ยวกับ
มาเรียนรู้เรื่อง ประโยคชนิดต่างๆ
หลักการ และพื้นฐานในการสร้างประโยค
ความสำคัญของการใช้ประโยค
ประโยค คือ
ประโยค มีทั้งหมด กี่ชนิด
ประโยคบอกเล่า, ประโยคปฏิเสธ และประโยคคำถาม มาเรียนรู้วา่มีรูปแบบประโยคเป็นอย่างไร
บทเรียนอิเล็กทรอกนิกส์ วิชา ภาษาไทย ป.3 ชุดนี้
เป็นสื่อการเรียนการสอนที่นำมาจาก
โครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย
(OTPC : One Tablet Per Child)
จัดทำโดยสำนักงานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
http://www.otpchelp.com

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

ประโยคชนิดต่างๆ ตอนที่ 1 - สื่อการเรียนการสอน ภาษาไทย ป.3

คำอุทาน ป.5 EP.3 (เฉลยแบบฝึกหัด พว.)


คำอุทาน ป.5 EP.3 (เฉลยแบบฝึกหัด พว.)

เพลง คำอุทาน (ETH3204)


เพลง คำอุทาน
ทำนอง jingle bell
เพลงนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน
เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ETH 3204 การออกแบบและผลิตสื่อการศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
เสนอ
อ.ดร.ทัศนีย์ เศรษฐพงษ์
จัดทำโดย
นางสาวพันทิวา ชาญพลรบ รหัส003
นางสาวรักชนก เสมามอญ รหัส 007
นางสาวมณฑิตา พูลผล รหัส 011
นางสาวนิศาชล ดวงอิน รหัส 014
นางสาวสกุลรัตน์ แก้วอุย รหัส 015
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หมู่เรียน 01
สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

เพลง คำอุทาน (ETH3204)

ep7 ป.5 เรื่อง เรื่อง คำอุทาน


ep7 ป.5 เรื่อง เรื่อง คำอุทาน

การบำเพ็ญประโยชน์ต่อวัด หรือศาสนสถาน – สังคม ป.1


บทเรียนอิเล็กทรอกนิกส์ วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.1 ชุดนี้
เป็นสื่อ \”การเรียนการสอน\” ที่น่าสนใจ และมีประโยชน์มาก
โดยนำมาจากโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย
(OTPC : One Tablet Per Child)
จัดทำโดยสำนักงานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
http://www.otpchelp.com

การบำเพ็ญประโยชน์ต่อวัด หรือศาสนสถาน - สังคม ป.1

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆLEARN FOREIGN LANGUAGE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ ตํา แห น่ ง ของ คํา อุทาน ใน ประโยค

Leave a Reply

Your email address will not be published.