Home » [Update] รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ด้วย Air Asia 3 วัน 2 คืน ไม่ง้อทัวร์ | สิงคโปร์ 2019 – NATAVIGUIDES

[Update] รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ด้วย Air Asia 3 วัน 2 คืน ไม่ง้อทัวร์ | สิงคโปร์ 2019 – NATAVIGUIDES

สิงคโปร์ 2019: คุณกำลังดูกระทู้

4.8k

SHARES

Share

Tweet

ในปีที่แล้วผมพาไป เที่ยวสิงคโปร์ แบบไม่ง้อทัวร์ 4 วัน 3 คืน ไปเที่ยวหลายที่มาก ทั้ง Universal Studios Singapore, เกาะ Sentosa, Merlion, Orchard, Chinatown, Little India หลังจากจบทริปนี้ก็รู้สึกชอบประเทศสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ไปง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องใช้ Visa เดินทางสะดวก นั่งเครื่องไป 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว

Universal AC Adapter

พอ Air Asia ออก โปรโมชั่น Big Sale มาผมก็เลยจองไปสิงคโปร์อีกรอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วครับที่ไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์ ค่าตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ – สิงคโปร์ ไปกลับ 2 คน รวมเลือกที่นั่ง และโหลดกระเป๋า 15 กิโลกรัม ทั้งไปและกลับ อยู่ที่? 6,680 บาท หรือ เฉลี่ยคนละ 3,340 บาท เทียบกับ Full Service ของสายการบิน Cathay Pacific ที่ไปมาเมื่อปีที่แล้ว ราคา 7,500 บาท / คน ถูกมากกว่าครึ่งเลย ทำให้ทริปนี้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควรเลยครับ

การเดินทางมาสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าไปต่างประเทศผมจะใช้บริการ Taxi เนื่องจากมีกระเป๋าใบใหญ่ แต่ถ้าเดินทางในประเทศจะนั่ง Airport Link มา ประหยัดกว่า รถไม่ติดด้วย

เมื่อถึงสนามบินก็ไปโหลดกระเป๋าที่ Counter Air Asia ที่ Row E เนื่องจากเราทำ Web Check in มาแล้ว ก็เข้าช่อง Baggage Drop ได้เลย แถวว่างไม่มีคิวเลย

โหลดกระเป๋าเสร็จมีเวลาเหลืออีกเยอะ ไปทานข้าวที่ศูนย์อาหารราคาประหยัด ที่ชั้น 1 Magic Foodpoint อาหารจานเดียวเช่น ราดหน้า ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว จานละ 35 บาทเท่านั้น ให้เยอะด้วย

ทานข้าวเสร็จก็เข้าคิว ด่าน ตม. ถ้าใครได้อ่านข่าวช่วงก่อนหน้านี้ จะมีปัญหาเรื่องผู้โดยสารรอคิวตรวจ ตม. นานมาก บางเวลานานเป็นชั่วโมง นานจนตกเครื่องเลยก็มี แต่ตอนนี้ทาง ตม. ได้มีเครื่องตรวจแบบอัตโนมัติแล้ว ตรวจกับคอมพิวเตอร์ สำหรับคนไทยเท่านั้น ขั้นตอนก็เป็นแบบนี้ครับ

1. เดินเข้าช่อง จะมีพนักงานนำ Passport เราไปแนบในช่องสแกน

2. เดินเข้าไป 1 ก้าวจะมีที่ให้ยืนตามรอยรองเท้า ให้เรามองกล้อง

3. หลังจากที่ระบบถ่ายรูปเราเสร็จที่กั้นจะเปิดออก

4. เดินไปให้เจ้าหน้าที่ประทับตราวันออกจากประเทศใน Passport

รวมเวลาต่อคิวจนเสร็จกระบวนการทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที เท่านั้น สะดวก รวดเร็วมากครับ ขอชื่นชมการแก้ปัญหาของ ตม. มาไว้ที่นี้ด้วยครับ

ตอนที่ไปโหลดกระเป๋า พนักงาน Air Asia เขียนใน Boarding Pass ว่าขึ้นเครื่องที่ Gate F1 แต่พอไปถึงจริง Gate เปลี่ยนไปเป็น F2a ตรงนี้ต้องระวังครับ บางคนไม่รู้ว่าเค้าเปลี่ยน Gate ทำให้ตกเครื่องก็มี ก่อนเข้า Gate สังเกตนิดนึงนะครับว่าใช่ชื่อเที่ยวบินเราหรือเปล่า

อันที่จริงเค้าก็ประกาศว่าเปลี่ยน Gate และมีข้อความบอกที่ Gate F1 ว่าย้ายไปที่ F2a เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่

Gate F1a หรือ Gate อะไรก็แล้วแต่ที่มี a ห้อยท้ายจะเป็น Bus Gate ครับจะต้องนั่งรถ Bus ไปขึ้นเครื่องที่อีกฟากหนึ่งของสนามบิน ผมคิดว่าคงเป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของสายการบิน Low cost แต่ผมว่ามันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก เทียบกับค่าตั๋วที่ราคาถูกแล้วก็ถือว่าคุ้มครับ

เที่ยวบินขาไปของเราเป็นเที่ยวบิน FD 3503 ตามกำหนดการออกเดินทางเวลา 10.40 น. และถึงสิงคโปร์เวลา 14.05 น. แต่เอาเข้าจริง Delay ไปประมาณ 30 นาที เหมือนว่ารอผู้โดยสารที่มาขึ้นเครื่องช้า

เที่ยวบินนี้เจอแอร์โฮสเตส Air asia ขี้เล่นด้วยครับ ตอนประกาศแนะนำตัวเธอประกาศว่าชื่ออั้ม พัชราภา และพนักงานท่านอื่นชื่อวุ้นเส้น, ญาญ่า ส่วนกัปตันชื่อ ณเดช และผู้ช่วยนักบินมาริโอ้ ผมยอมรับว่าสายการบิน Air Asia เป็นสายการบินที่เปิดกว้าง พนักงานสามารถ Entertain ลูกค้าแต่เต็มที่ แต่มันก็ดูแปลกไปหน่อยครับที่บอกชื่อดาราแทนชื่อจริงของตัวเอง

ปกติแล้วเวลานั่งเครื่องไปต่างประเทศ เค้าจะต้องแจกใบ ตม. ให้เรากรอกบนเครื่อง แต่ครั้งนี้แปลกครับ ให้ไปกรอกเอาหน้า ตม. สิงคโปร์เลย ผมคิดว่าใบ ตม. สิงคโปร์บนเครื่องต้องหมดแน่เลย

เครื่องบิน Air Asia จะลงจอดที่ Terminal 1 ให้เดินตามป้าย Arrival หรือ Immigration เราก็จะเจอกับด่าน ตม. สิงคโปร์ เรากรอกใบ ตม. แล้วก็เดินเข้าช่องไปได้เลย

คำแปลของใบ ตม. สิงคโปร์ ดูได้จากด้านล่างเลยครับ

ใบ ตม. สิงคโปร์ ด้านหน้า (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ใบ ตม. สิงคโปร์ ด้านหลัง (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ครั้งนี้แฟนผมเจอ ตม. มองหน้าแล้วก็มอง Passport อยู่นาน แล้วก็อ่านชื่อ ถามต่ออีกว่ามาสิงคโปร์ครั้งแรกเปล่า เราตอบไปว่าครั้งที่ 2 (ของแฟนผม) เค้าก็ถามอีกว่าครั้งที่แล้วมีปัญหาอะไรที่ ตม. ไหม ก็ตอบว่าไม่ เค้าก็สแตมป์ให้ไป สงสัยหน้าใน passport กับตัวจริงไม่ค่อยเหมือนกันมั้งครับ แต่ดูแล้วเค้าก็ถามแบบไม่ซีเรียส เหมือนดูท่าทางเรามากกว่า

ถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยว ต้องการจะไปเที่ยวจริงๆ ให้แต่งตัวดีๆ แล้วไม่ต้องกลัวครับ เค้าดูออก

Table of Contents

วันที่ 1 : ถึงสิงคโปร์ เที่ยว Merlion, Marina Bay Sands

เดินออกจาก ตม. สิงคโปร์จะเจอกับ Visitor Information หยิบข้อมูลท่องเที่ยวและแผนที่ตรงนี้เก็บใส่กระเป๋าไปได้เลยครับ ถึงแม้ว่าเรามีแผนที่ที่แถมมาจากหนังสือ หรือแผนที่ที่คนอื่นให้มา ก็ควรหยิบไปครับ เพราะประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลง สร้างอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ควรจะใช้แผนที่ฉบับใหม่ล่าสุด อย่างเช่นปีที่แล้วรถไฟฟ้าสายสีส้ม Circle Line ไปได้ไม่กี่สถานี แต่ปีนี้ไปได้ถึง Marina Bay Sand แล้วครับ

เงินประเทศสิงคโปร์ จะมีหน่วยเป็นดอลล่าร์สิงคโปร์ (SGD) อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ผมไป อยู่ที่ประมาณ 25 บาท / 1 ดอลล่าร์สิงคโปร์ แลกกับ ธ. กสิกรไทย ถึงเรทจะไม่ดีเท่า Superrich แต่ก็สะดวกในการไปแลก ผมแลกเงินไปทั้งหมด 750 SGD สำหรับ 2 คน 3 วัน 2 คืน

เดินมารับกระเป๋าที่สายพาน เจอกระเป๋าเราพอดี การจัดการของสนามบิน Changi รวดเร็วมาก สมกับเป็นสนามบินที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

ถ้าใครจะเข้าเมืองด้วยรถ Taxi รับกระเป๋าเสร็จไปที่ทางออก เจอที่ขึ้น Taxi เลยครับ

จาก Terminal 1 ถ้าจะเข้าเมืองด้วยรถไฟฟ้า (MRT) จะต้องนั่งรถไฟฟ้า (Skytrain) ไปยัง Terminal 2 ขึ้นฟรีครับ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

รถไฟฟ้าระหว่าง Terminal จะมาทุกๆ 3 นาที รอไม่นาน เป็นรถไฟฟ้าไร้คนขับ ขบวนสั้นๆ

ที่ด้านล่างของ Terminal 2 จะเป็นสถานีรถไฟฟ้า Changi Airport การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถไฟฟ้าสะดวก รวดเร็ว และราคาไม่แพง กระเป๋าใบใหญ่ก็ลากขึ้นรถไฟฟ้าได้ครับ

การเดินทางในสิงคโปร์ด้วยรถเมล์, รถไฟฟ้า จะใช้บัตรโดยสาร EZ-link เป็นบัตรอเนกประสงค์ ใช้แทนเงินสดตามร้านค้า, 7-eleven ได้ด้วย คล้ายๆ กับบัตร Octopus ของฮ่องกง

ถ้ามาสิงคโปร์ครั้งแรกซื้อบัตรกับพนักงานได้ที่ Passenger Service เลยครับ แต่ผมมีบัตร EZ-link ที่ซื้อคราวที่แล้ว เงินในบัตรก็ยังมีอยู่ เลยนำมาใช้ได้เลย

ที่พักในทริปนี้ผมพักที่ Hotel 81 Bencoolen เป็นโรงแรมเดียวกันกับทริปที่แล้ว จริงๆ ตอนแรกเล็งโรงแรมพอร์ซเลน (Porcelain Hotel) ย่าน Chinatown ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้จอง กะว่า 1 เดือนล่วงหน้าก่อนเดินทางค่อยเข้ามาจอง แต่พอถึงเวลาจะจองราคาโรงแรมโดดไปจาก 3 พันนิดๆ ไปอยู่ที่ 4 พันกว่าๆ เลยเปลี่ยนใจไปนอน Hotel 81 Bencoolen เหมือนเดิมดีกว่า ผมสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ ราคาโรงแรมถึงได้โดดแพงขึ้นกว่าเดิมมาก ลองหาข้อมูลดูก็พบว่าในช่วงที่เราไป มีงาน Herbalife ที่ Singapore Expo มีคนไปงานนี้เป็นหมื่นคน คิดว่าน่าจะเป็นเพราะสาเหตนี้ครับ

การเดินทางจากสนามบิน Changi มาโรงแรม Hotel 81 Bencollen

1. จากสถานี Changi Airport ไปลงที่สถานี Tanah Merah

2. นั่งสายสีเขียว (East west line) ที่มีปลายทางอยู่ที่ Joo Koon ไปลงที่สถานี Paya Lebar

3. ที่สถานี Paya Lebar เปลี่ยนไปขึ้นสายสีเหลือง (Circle line) ที่มีปลายทางอยู่ที่ Dhoby Ghaut ไปลงที่สถานี Bras Basah

4. ออกจากสถานี Bras Basah ด้วยทางออก E แล้วเดินมาทางซ้ายจะเจอกับสี่แยกที่มี Food court KOPITIAM ข้ามถนนที่ไฟแดง แล้วเดินไปทางขวา อีกประมาณ 50 เมตร โรงแรมจะอยู่ทางซ้าย

ทันทีที่ออกจากสถานี Bras Basah มายังแยกถนน Bencoolen ก็ตกใจครับ เค้าปิดถนน Bencoolen เพื่อสร้างรถไฟฟ้าสาย Downtown Line 3 และบริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของสถานี Bencollen สถานีนี้จะเปิดให้บริการในปี 2017

การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายนี้เสียงดังพอสมควร มีเครื่องจักรขนาดใหญ่คล้ายปั้นจั่นเจาะพื้นดินลงไปลึกหลายสิบเมตร โรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างเท่าที่ผมเห็นก็มี Hotel 81 Bencoolen, Hotel Bencoolen, Strand Hotel ส่วนการเดินทางไปโรงแรมไม่มีปัญหาครับ มีทางเท้าเดินไปได้

ทริปนี้เราพักคืนวันศุกร์ และ เสาร์ ค่าห้องอยู่ที่คืนละประมาณ 3,500 บาท เป็นห้อง Superior Double + Free wifi

Link. เช็คราคาโรงแรม Hotel 81 Bencoolen รับประกันราคาถูกสุด

การ Check in ก็เพียงแค่ยื่น Passport ของเรา 2 คนให้เค้านำไปลงทะเบียน ไม่มีค่ามัดจำ ครั้งที่แล้วผมจำได้ว่า Hotel 81 Bencoolen มีพนักงานที่เป็นคนไทย ครั้งนี้ผมก็ลองมองหา พนักงานท่านนี้ก็ยังทำงานอยู่ครับ เป็นผู้ชายผิวขาว ใส่แว่น หน้าคล้ายคนสิงคโปร์ ถ้าติดขัดเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษก็พูดไทยกับพนักงานท่านนี้ได้ครับ

พอ Check in เสร็จผมก็ถามเค้าเรื่อง Free wifi ซึ่งในเงื่อนไขการจองมี Free wifi ด้วย เค้าก็ถามว่าจะใช้ก็เครื่อง ผมตอบไปว่าใช้เครื่องเดียว ก็ได้ Username & Password มา 2 ใบ ใช้งานได้ใบละวัน แต่เราอยู่ 3 วัน วันสุดท้ายเลยอดใช้เลย ถ้าใครจะไปพักที่นี่ผมแนะนำให้บอกเค้าว่าใช้ 2 เครื่องเลยจะดีกว่า

เข้าไปดูในห้องพักกันครับ ห้องเราอยู่ที่ชั้น 12 โชคร้ายได้ห้องฝั่งติดถนน มีเสียงดังจากการก่อสร้างเข้ามาในห้องด้วย

ภายในห้องตกแต่งแบบเรียบง่าย ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มดูสะอาดดีครับ ที่หน้าต่างมองลงไปจะเห็นเครื่องจักรกำลังทำงานอยู่

สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องมีไดร์เป่าผม, TV, ตู้เย็น, น้ำดื่มวันละ 1 ขวด, กาต้มน้ำ พร้อมชา – กาแฟ

ในห้องน้ำมีแปรงสีฟัน, หวี, หมวกอาบน้ำ, สบู่เหลวแบบกด, ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 2 ผืน

ความสะอาดในห้องน้ำให้ผ่านครับ ชอบห้องน้ำของที่นี่มีอ่างอาบน้ำด้วย เวลาเดินเที่ยวเมื่อยๆ ปวดขา กลับมานอนแช่น้ำร้อนแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายดีครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเที่ยว เก็บของเสร็จเราออกไปเที่ยวที่ Merlion และ Marina Bay Sand กันครับ

การเดินทางจาก Hotel 81 Bencoolen ไป Merlion ให้นั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Bras Basah ไปสถานี Dhoby Ghaut (หรือจะเดินไปสถานี Dhoby Ghaut ก็ได้ ประมาณ 15 นาที) แล้วเปลี่ยนเป็นสายสีแดงไปลงที่สถานี Raffles Place ออกจากสถานีข้ามสะพานลอยติดแอร์ไปทางโรงแรม The Fullerton Bay

อาคารโดมยื่นไปในน้ำ ของโรงแรม The Fullerton Bay

ถ้าเดินตามทางไปเรื่อยๆ จะเจอกับ Merlion Park

ทหารเรือในรูปบนเป็นทหารเรือไทย มาสิงคโปร์เจอคนไทยเกือบทุกที่ครับ

บริเวณนี้เป็นท่าเรือ Singapore river cruise

เจอ Merlion แล้วครับ ครั้งนี้ขอถ่ายรูปเต็มๆ หน่อย ครั้งที่แล้ว Merlion ตัวนี้ถูกครอบทำเป็น Merlion Hotel

Merlion สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ สัตว์ที่มีส่วนหัวเป็นสิงโตส่วนล่างเป็นปลา

ซูมเข้าไปชัดๆ

ครั้งนี้ Merlion ตัวเล็ก (Merlion Club) ปิดปรับปรุง หลังจากที่ตัวเล็กปรับปรุงเสร็จตัวใหญ่ก็จะปิดปรับปรุงต่อ

อาคารโดมหลังคาหนามทุเรียนเป็นโรงละคร Esplanade

ไม่รู้ว่าวันนี้คนเยอะผิดปกติหรือเปล่า มีคนมาถ่ายรูปที่ Merlion เยอะมาก ต้องแบ่งๆ กันถ่าย ถ่ายเสร็จก็เดินออกให้คนอื่นได้มีพื้นที่ถ่ายรูป

อาคารที่มีสิ่งก่อสร้างคล้ายเรืออยู่บนตึก 3 ตึก คือ Marina Bay Sands ด้านบนมีดาดฟ้าชมวิวชื่อว่า Sands sky park เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดในสิงคโปร์

เดินออกมาจาก Merlion Park เจอรถเข็นไอติม เป็นไอติมแท่งแบบเอามีดตัดเป็นชิ้นและประกบด้วยขนมปังหรือเวเฟอร์ ครั้งที่แล้วผมก็ทานไอติมแบบนี้ที่ Chinatown ราคา 1 เหรียญ ครั้งนี้อยากกินอีก เห็นติดป้ายว่า 1.5 SGD เราก็นึกว่าของขึ้นราคา ก็เลยซื้อไป พอทานเสร็จเดินไป เจออีกเจ้าขายราคาเดิม 1 SGD น่าเจ็บใจจัง

เราเดินข้ามสะพานไปทางโรงละคร Esplanade แล้วเดินผ่านเวทีคอนเสิร์ต เพื่อไปยังตึก Marina Bay Sands ถ้ามาช่วงเย็นๆ เดินไปแบบสบายๆ ประมาณ 15 นาทีถึง แต่ถ้าเป็นตอนกลางวันคงได้เหงื่อออก

รูปล่างเป็นอัฒจันทร์สถานที่แข่งขัน Singapore 2010 Youth Olympic Games ส่วนตัวสนามลอยอยู่กลางน้ำ

เดินอ้อมอัฒจันทร์ไปจะเจอกับสะพาน Helix สะพานที่ข้ามไปยังตึก Marina Bay Sands

Singapore Flyer ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ใกล้ๆ กับ Marina Bay Sands หมุนช้ามาก ชิงช้าสวรรค์อันนี้สร้างคล้ายกับ London Eye ที่ประเทศอังกฤษ

สะพาน Helix เป็นสะพานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ มองไกลๆ เหมือน เกลียวที่ถูกบิดอยู่ หรือถ้าเป็นคนเรียนวิทยาศาสตร์อาจจะบอกว่าคล้ายกับแบบจำลอง DNA ในตอนกลางคืนสะพาน Helix จะเปิดไฟสีฟ้าสวยงาม

อาคารสีขาวที่มีรูปร่างเหมือนกลีบดอกไม้ในรูปด้านล่าง เป็นอาคาร Art Science Museum รูปร่างแปลกตามากครับ

ถ้าเดินไปสุดสะพานจะเป็นทางเข้าไปในห้าง Marina Bay Sand ห้างที่รวบรวมร้านค้า Brand name สุดหรูมาไว้ในห้าง

ร้านค้าใน Marina Bay Sand ลานสีขาวในรูปด้านล่างเป็นลานสเกตน้ำแข็ง ไม่ค่อยมีคนเล่นซักเท่าไหร่

ถ้าเดินออกนอกตัวอาคาร Marina Bay Sands จะเป็นคล้ายๆ สวนสาธารณะ คนสิงคโปร์ชอบออกมาวิ่งออกกำลังกาย บริเวณนี้มีร้านอาหารด้วยครับ แต่ดูแล้วราคาจะแพงนิดนึง

See also  ดราม่ากับ IDA เคลือบแก้วกำไรเท่าไหร่ DIY 400 คาร์แคร์ 20,000 l T3B DIY | เปิด คา ร์ แคร์ | Nataviguides

ร้านค้าที่อยู่โดดเด่นกลางน้ำในรูปด้านล่าง เป็นร้าน Louis Vuitton สร้างได้แปลกมีเอกลักษณ์ สมกับเป็นผู้นำ Fasion

วกกลับเข้ามาเดินด้านในกันต่อ ที่ชั้นล่างของ Marina Bay Sands จะมี Casino ด้วยครับ แต่ดูบรรยากาศแล้วผมว่าที่มาเก๊า ยิ่งใหญ่และอลังการกว่าเยอะ

แวะถ่ายรูปที่หน้า Casino ซักรูป แต่ไม่ได้เข้าไปดูด้านในนะครับ คิดว่าเค้าขอตรวจ Passport ด้วย

โซนนี้ทำเป็นคลองเล็กๆ คล้ายๆ กับคลองเวนิสใน Venetian มาเก๊า แต่เป็นระยะทางสั้นๆ ครับ มีบริการนั่งเรือด้วย แต่ส่วนตัวคิดว่าเรือเค้าไม่น่านั่งเลย เหมือนเรือพายธรรมดาๆ แถวบ้านเรา ระยะทางก็สั้นนิดเดียว

ถ้าสนใจลงเรือค่าตั๋วคนละ 10 SGD

ขากลับไป Hotel 81 Bencoolen ให้นั่งรถไฟฟ้าสถานี Bayfront ที่อยู่ใน Marina Bay Sands ได้เลย สถานีนี้เพิ่งจะเปิดใหม่ได้ไม่นานบางคนอาจจะยังไม่ทราบ ไปลงที่ Bras Basah

พอออกจากสถานีรถไฟฟ้า หาข้าวกิน อาบน้ำ เชคอีเมล แล้วนอนแต่หัววันเลยครับ เหนื่อยและเพลียจากการเดินทางมาก

วันที่ 2 : Little India, เกาะ Sentosa, Clarke Quay

หลังจากเมื่อคืนได้หลับอย่างเต็มอิ่ม เช้านี้ก็มีแรงที่จะไปเที่ยวได้ต่อ ผมเดินข้ามถนนจากโรงแรมไปฝั่งตรงข้าม ผ่านร้าน 7-eleven เลยถ่ายรูปมาให้ดูกัน 7-eleven สาขานี้มีที่ให้นั่งกินขนม, ไส้กรอกอยู่ตรงหน้าร้านด้วย

เวลาผมไปเที่ยวต่างถิ่น ผมจะชอบไปซื้อของที่ 7-eleven เพราะเคยชินกับ 7-eleven ในประเทศไทย คิดว่าราคาสินค้าเค้ามาตราฐาน ไม่แพงเกินจริง แต่สำหรับประเทศสิงคโปร์ไม่เป็นเช่นนั้น สินค้าใน 7-eleven แพงกว่าทุกที่ อย่างเช่นน้ำเปล่าใน 7-eleven สิงคโปร์ขวด 600 ml ขายขวดละ 1.7 SGD (ประมาณ 42 บาท บ้านเราขาย 7 บาท) แต่ที่ Food court KOPITIAM ขาย 1.6 SGD พร้อมน้ำแข็ง 1 แก้ว และที่ร้าน Guardian ขวด 600 ml ขายเพียงขวดละ 0.8 SGD ซื้อ 2 ขวด 1.5 SGD

มื้อเช้าเราทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ ที่ Kopitiam เป็นชุดขนมปังไส้สังขยาและเนย, ไข่ดาว 2 ฟอง, ไส้กรอก 1 แผ่น, กาแฟ 1 แก้ว ราคา 2.5 SGD

วันนี้เรามีโปรแกรมไป Bugis, Little India, ห้าง Mustafa, เกาะ Sentosa และปิดท้ายด้วยย่านร้านอาหารชื่อดัง Clarke Quay

เรานั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Bugis ออกตรงทางออก Bugis Junction ไปหามุมถ่ายรูปสวยๆ ที่ย่านนี้ เดินไปเดินมาก็เจอกับห้าง Iluma ตัวอาคารเป็นสีขาว มีลวดลายแผ่น 6 เหลี่ยมติดรอบตัวอาคาร ดูแล้วสวยแปลกตาดีครับ

จากห้าง Iluma เดินย้อนไปนิดเดียว ก็จะเจอกับแหล่งขายของสารพัดอย่างที่ Bugis Street ที่นี่จะคล้ายกับตลาดนัดจตุจักร หรือสยามสแควร์บ้านเรา ของที่ขายก็มีเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ของกิน ของที่ระลึก ราคาก็ไม่แพงมากครับ

Bugis Street

ผมมองออกไปที่ด้านข้างของ Bugis Street เจอบันไดวนสีสดใส ที่คนชอบมาถ่ายรูปกัน บันไดวนที่เห็นเป็น Hostel ที่มีชื่อว่า Bugis Backpacker เป็นที่พักราคาประหยัด ทำเลดีใกล้สถานีรถไฟฟ้า Bugis และอยู่ติดกับที่ขายของ Bugis Street เลย

บันไดวน Bugis Backpacker

มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งนี้แปลกใจว่าฟ้าใส แดดดีมาก ทั้งๆ ที่บ้านเราฝนตกเกือบทุกวัน ข้อดีก็คือถ่ายรูปแล้วสวย ข้อเสียก็ร้อน ร้อนมากๆ ครับ อากาศที่ประเทศสิงคโปร์ผมว่าร้อนพอๆ กับบ้านเรา แต่ว่าเค้ามีต้นไม้ใหญ่ให้หลบแดดค่อนข้างเยอะ

จากที่ขายของ Bugis Street เดินไปอีกนิดจะเจอกับโบสถ์ Church of Our Lady of Lourdes เป็นโบสถ์คริสถ์นิกายคาทอลิก สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก

วันที่ไปมีจัดงานแต่งงานพอดี เลยไม่ได้เข้าไปถ่ายรูปข้างในโบสถ์ รถที่เห็นในรูปด้านล่างเป็นรถของเจ้าสาวครับกำลังเข้าโบสถ์พอดี

ออกจากโบสถ์เราจะเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนถึงสถานีรถไฟฟ้า Little India มาเที่ยวสิงคโปร์นี่เดินเยอะจริงๆ ครับ ที่เดินเยอะเพราะเราขึ้นรถเมล์ไม่เป็น เน้นเดินทางด้วยรถไฟฟ้า

ห้างที่เห็นในรูปบนเป็นห้าง IT ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ มีชื่อว่า Sim Lim Square ขายสินค้าไอที เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าคิดว่าจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศสิงคโปร์ไปใช้ให้เช็คดูเรื่องการรับประกันด้วยนะครับว่า World wide หรือเปล่า ไม่งั้นถ้าเสียต้องส่งกลับมาซ่อมที่สิงคโปร์

จากที่ได้ลองสืบราคาดูแล้วของก็ไม่ได้ถูกไปกว่าบ้านเรา หลายอย่างแพงกว่าเสียอีก แต่ของบางอย่างสามารถคืนภาษีได้ ราคาเมื่อรวมคืนภาษีแล้ว ถูกกว่าซื้อที่ประเทศไทย

ขอเตือนนิดนึงนะครับ สำหรับคนที่อยากจะซื้อ Iphone, Ipad, Samsung Galaxy หรือมือถือราคาแพงๆ จากสิงคโปร์ให้ระวังพวกร้านห้องแถวในห้างให้ดีครับ พวกนี้จะชอบตั้งราคาถูกเว่อร์ๆ พอเราจะเอาเค้าให้เราเซ็นรับสินค้าพร้อมรูดบัตรเครดิต ซักพักจะบอกอีกว่าราคายังไม่รวมประกัน ซึ่งประกันเนี่ยแพงกว่าราคาเครื่องซะอีก พอจะไม่เอาพวกก็ไม่ยอม ไม่คืนที่รูดก้อนแรกให้ด้วย จะกัดฟันจ่ายประกันก็ไม่คุ้ม รวมแล้วแพงกว่าบ้านเราเยอะ ดังนั้นไม่ควรซื้อเลยจะดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องเจ็บใจทีหลัง ประเทศที่เจริญอย่างสิงคโปร์ก็ยังมีมิจฉาชีพ ต้องระวังให้ดี

ถ้าเดินเลยห้าง Sim Lim Square ไปแล้วก็จะเข้าสู่ Little India หรือย่านคนอินเดียในประเทศสิงคโปร์ มัสยิดชื่อดังในย่านนี้ได้แก่ มัสยิด Abdul Gafoor เป็นมัสยิดสีเหลืองอ่อนตัดกับสีเขียว มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบชาวมัวร์และอินเดีย

ถ้าเราสังเกตให้ดี ประเทศสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนามาก ประชากรมีทั้งจีน, มลายู, อินเดีย ศาสนาก็มีทั้งพุทธ, คริสต์, อิสลาม แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ไม่มีทะเลาะ เพราะทุกคนรู้หน้าที่ ขอบเขตของตัวเอง และกฏหมายของประเทศสิงคโปร์แรงมาก ทำให้คนไม่กล้าทำผิด

แถวนี้ถึงแม้ว่าจะเป็น Little India เต็มตัว แต่ก็มีโบสถ์คริสต์ ในรูปบนเป็นโบสถ์ Church of True Light

ตึกแถวในย่าน Little India มีตึกเก่าๆ อยู่เยอะ เป็นตึกสูง 2 ชั้น ชั้นล่างทำค้าขาย ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ตัวตึกจะทาสีสันสดใส ดูจากรูปแบบสถาปัตยกรรมแล้วคล้ายๆ กับสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุเกส

เดินย่านนี้แล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในประเทศอินเดียเลย กลิ่นเครื่องเทศฟุ้งออกมาที่ถนนเลย

ร้านขายผัก ผลไม้ในย่าน Little India

มาถึง Little India แล้ว ก็ต้องไปชอปปิ้งที่ห้าง Mustafa ห้างขายของที่ขายมันทุกอย่าง ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ

การเดินทางมา ห้าง Mustafa ให้นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Ferrer Park ออกทางออก A แล้วเดินไปทางขวา ข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวา เดินไปนิดเดียวก็เจอแล้ว

ภายใน ห้าง Mustafa จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ขายของทั่วไปเช่นเสื้อผ้า รองเท้า ขนม ชอกโกแลต น้ำหอม เครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องดิจิตอล เครื่องประดับ ส่วนที่ 2 จะเป็นซุปเปอร์มาร์เกต ของใช้ภายในบ้าน

นักท่องเที่ยวอย่างเราไปที่ส่วนแรกก็พอแล้วครับ ของที่คนไทยนิยมซื้อที่ Mustafa ส่วนมากจะเป็นชอกโกแลต โดยเฉพาะชอกโกแลตรูป Merlion เวลาซื้อไปฝากใครบ่งบอกได้อย่างดีว่าซื้อมาจากสิงคโปร์ ส่วนขนมอย่างอื่นก็มีให้เลือกเยอะ แต่ดูให้ดีว่า Made in Thailand หรือเปล่า เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าได้ซื้อของไทยในราคาสิงคโปร์แถมยังต้องหอบหิ้วกลับไทยอีก

นอกจากขนมแล้วก็นิยมซื้อน้ำหอมกัน น้ำหอมที่นี่ราคาถูก ถูกจนบางคนสงสัยว่าของปลอมหรือเปล่า ผมเองก็ดูไม่เป็นครับ

ใครที่ต้องการแลกเงินสิงคโปร์ (SGD) ที่มุสตาฟาก็มีให้แลกเงินด้วยนะครับ เรทค่อนข้างดีด้วย

จากที่ได้เดินเข้าไปดูราคาสินค้าหลายอย่าง ส่วนมากจะแพงกว่าบ้านเรา เลยไม่ค่อยได้อะไร ซักเท่าไหร่

ที่ซื้อกลับมามีชอกโกแลตรูป Merlion แพคขาย 2 กล่องในราคา 11.9 SGD ลองชิมแล้วอร่อยดีครับ และครีม Hezaline Snow กระปุกใหญ่ 100 ml ราคา 3.3 SGD และกระปุกเล็ก 50 ml 2.3 SGD ครีมตัวนี้ไม่มีขายในไทย ของที่จ่ายเงินแล้วทางร้านมุสตาฟาจะเอา Cable Tie รัดปากถุงไว้ คิดว่าคงเป็นการป้องกันขโมย ขนาดประเทศเค้าไม่ค่อยมีขโมยยังทำกันขนาดนี้เลย

ออกจาก Mustafa เข้าไปตากแอร์ในห้าง City Square Mall ห้างนี้มีร้านข้าวราดแกง อาหารไทยราคาถูก และร้านของทอดชื่อดัง OldChangKee

ร้าน Sky Thai ขายข้าวราดแกงราคาถูก กับ 2 อย่างราดข้าว 2 เหรียญกว่าๆ ใช้ข้าวหอมมะลิแท้ด้วย เราแวะกินมื้อกลางวันที่ร้านนี้

เดินเล่นในสิงคโปร์แปปเดียวหมดไปแล้วครึ่งวัน เดี๋ยวช่วงบ่ายเราจะข้ามไปเที่ยวบนเกาะ Sentosa กัน

การเดินทางไปเกาะ Sentosa

ให้นั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงไปลงสุดสายที่สถานี HarbourFront แล้วเข้าห้าง Vivo City ไปที่ชั้นบน จะมีรถไฟฟ้า Sentosa Express ข้ามไปเกาะ Sentosa

ที่ชั้นบนของห้าง Vivo City จะมีดาดฟ้าชมวิว สามารถมองไปได้ไกลถึงเกาะ Sentosa

ในรูปบนรถไฟฟ้า Sentosa Express สีส้มกำลังวิ่งไปเกาะ Sentosa และปราสาทที่เห็นเป็นปราสาท Shrek ใน Universal Studios Singapore

บนเกาะ Sentosa มีโรงแรมของ Resorts World Sentosa อยู่หลายโรงแรมเช่น Hardrock, Festive, Crockfords Tower, Hotel Michael แต่ละโรงแรมราคาค่อนข้างแพงประมาณคืนละหมื่นกว่าบาท

แผ่นพับ ข้อมูลท่องเที่ยว Sentosa

กลับมาข้างในห้าง Vivo City ต่อ ที่สถานี Sentosa ของรถไฟฟ้า Sentosa Express เราจะต้องเสียค่ารถไฟฟ้า Sentosa Express คนละ 3 SGD ราคานี้รวมค่ารถไฟฟ้า ค่ารถรางที่อยู่ในเกาะ Sentosa แล้ว เสียครั้งเดียวขากลับไม่ต้องเสียอีกแล้ว

สำหรับคนที่มีบัตร EZ-link อยู่แล้วก็แตะบัตรผ่านเข้าไปได้เลย ส่วนคนที่ไม่มีบัตร EZ-link ก็ต้องซื้อบัตรผ่านกับตู้ ราคา 3 SGD

การเดินทางมาเกาะ Sentosa นอกจากมาทาง Sentosa Express แล้วยังสามารถมาทางรถ, Cable Car, ทางเลื่อน Board walk แต่สะดวกสุดก็ต้อง Sentosa Express

เราลงที่สถานี Waterfront สถานีนี้เป็นที่ตั้งของสวนสนุก Universal Studios Singapore (USS) เต่เนื่องจากว่าปีที่แล้วเราก็เข้าไปเล่นใน USS มาแล้ว เลยตัดใจไม่เข้าดีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาของปี 2011 – 2012 เครื่องเล่นที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ก็มี Transformer เพียงอย่างเดียว แต่หลายคนบอกว่า Transformer เป็นเครื่องเล่นที่สนุกมาก ถ้าเค้าคิดค่าตั๋วเฉพาะที่เล่นก็คงดี เราจะได้แวะไปเล่นTransformer อย่างเดียว

ใครที่ไม่ได้อ่านรีวิว Universal Studios Singapore ของปีที่แล้วที่ผมไปมา คลิกอ่านได้ที่นี่เลยครับ –> เที่ยวสวนสนุก Universal Studios Singapore และเกาะ Sentosa

คราวที่แล้วลูกโลก USS ปิดซ่อมครั้งนี้เลยถือโอกาสถ่ายรูปแก้ตัว ที่หน้าร้าน candylicious มีตุ๊กตา m & m ทำเป็นมุมให้ถ่ายรูป admin เลยให้แฟนถ่ายรูปให้ admin คือคนในรูปด้านล่างครับ เจอกันที่ไหนก็ทักทายได้ครับ

น้ำพุ Lake of Dreams

ใกล้ๆ กันนี้มีทางลงไป Casino พูดถึงเรื่อง Casino แล้วประเทศเพื่อนบ้านเราทั้งหมดต่างก็มี Casino กันทุกประเทศ จะว่าดีมันก็ดีที่เราไม่มี Casino มามอมเมาประชาชน แต่ข้อเสียมันก็มี ในปีนึงคนไทยไปเล่น Casino ที่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นเงินจำนวนมาก เงินไหลออกจากประเทศ

ทางเข้า Casino

จากสถานี Waterfront ถ้าเราจะไปถ่ายรูป Merlion ตัวพ่อที่ Merlion Park เราสามารถเดินไปได้เลยครับ ไม่ต้องไปขึ้น Sentosa Express

Merlion ที่เกาะ Sentosa เป็น Merlion ตัวใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ตรงปาก Merlion เป็นหอคอยชมวิว

ที่ด้านหลัง Merlion เป็นทางเดิน มีสระน้ำกระเบื้องลวดลายสวยอยู่ตรงกลางทางเดิน บริเวณนี้มีชื่อว่า Merlion Walk

เมื่อช่วงต้นปีผมไปเที่ยวทะเลภาคใต้บ้านเรามาหลายที่ทั้งฝั่งอันดามัน และ ฝั่งอ่าวไทย ขอมาดูทะเลที่สิงคโปร์บ้างว่าเป็นอย่างไร หาดที่เราจะไปเป็นหาด Siloso หาดที่สวยที่สุดในสิงคโปร์ การเดินทางไปหาด Siloso สามารถนั่งรถพ่วงนำเที่ยวที่ด้านล่างสถานี Beach Staion นั่งได้ฟรีครับ หรือถ้าจะเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็ประมาณ 25 นาที ถึงหาด Siloso

ตรงข้ามกับที่รอรถเป็นอาคาร Ifly Singapore เครื่องเล่นที่มีลมดันขึ้นจากด้านล่างทำให้เราลอยได้ ใครอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แนะนำให้ลองเล่นดูครับ ก่อนจะเล่นจริงเค้ามี Train ให้เรา ว่าจะลอยตัวได้อย่างไร สอนเรื่องความปลอดภัย

ถนนบริเวณหาด Siloso จะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขับรถเข้ามาได้ ถนนจึงดูร่มรื่นและโล่งๆ แบบนี้ ถ้าไม่รีบร้อนไปเที่ยวที่ไหนแนะนำให้เช่าจักรยานปั่นริมหาด ราคาอยู่ที่ 9.9 SGD

เราลงรถที่สุดสาย หาด Siloso สังเกตได้จากป้าย Siloso ขนาดใหญ่ริมหาด

ที่บริเวณ หาด Siloso วัยรุ่นสิงคโปร์ ชอบมาออกกำลังกายริมหาดเล่นวอลเล่ย์บอล, ฟุตบอล ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็มีมานอนอาบแดดบ้าง แต่ไม่เยอะเหมือนที่ประเทศไทย

ทะเลที่หาด Siloso ถึงน้ำจะไม่ใสมาก แต่มีดีที่ความสะอาด หาดนี้เล่นน้ำได้นะครับ แต่วิวไม่ค่อยสวยเท่าไหร่มีเกาะเล็กๆ ที่ใช้กันคลื่นบังวิวอยู่ ถ้ามองออกไปก็จะเจอแต่เรือสินค้าขนาดใหญ่ลอยลำอยู่เต็มไปหมด

ตอนเช้าฟ้ายังใสแดดดีอยู่เลย ตอนนี้เมฆเริ่มมาเยอะ อากาศที่สิงคโปร์ก็เป็นแบบนี้แหล่ะครับเอาแน่เอานอนไม่ได้ เลยตัดสินใจกลับโรงแรมดีกว่า

เรากลับโรงแรมไปพักเอาแรง ตากแอร์เย็นๆ รอจนเย็นแล้วออกไปเที่ยวต่อที่ Clarke Quay ย่านร้านอาหาร ผับ บาร์ และที่ท่องเที่ยวยามราตรีของสิงคโปร์

การเดินทางมา Clarke Quay ให้นั่งรถไฟฟ้าสายมีม่วงมาลงที่สถานี Clarke Quay ออกจากสถานีทางออก C

ที่ Clarke Quay นอกจากจะเป็นแหล่งรวมร้านอาหารแล้วยังมีเครื่องเล่นหวาดเสียว G-max Reverse Bungy โดยการเล่นนั้นจะให้เราอยู่ในแคปซูลแล้วจะมีเครื่องดึงแคปซูลจนได้ระดับแล้วปล่อย แคปซูลก็จะถูกเหวี่ยงไปด้านหน้าและเด้งกลับมา ราคาค่าเล่นอยู่ที่คนละ 40 SGD หรือถ้าอยากเล่นในราคาที่ถูกกว่านี้ 50% มาเล่นที่ในไทยก็ได้ครับ ที่ Santorini Park ชะอำ ผมเห็นมีเจ้าเครื่องเล่นนี้เหมือนกัน

สำหรับคนที่อยากชมบรรยากาศริมน้ำ แต่ไม่อยากเสียตังค์แพง ก็มานั่งเล่นที่ริมน้ำได้ครับ ลมเย็นๆ ดูเรือวิ่งผ่านไปมา

เรือ Bumble Bee Hop-On Hop-Off

ช่วงเย็นจะเป็นช่วงที่ถ่ายรูปสวยสุด ฟ้ายังไม่มืดมาก แต่ละร้านก็เริ่มเปิดไฟ เสียดายตรงที่ฟ้าครึ้มมาก ฝนใกล้จะตก

ตรงนี้คือร้าน Jumbo Seafood ร้านอาหารชื่อดังย่าน Clarke Quay เมนูแนะนำของร้านนี้จะเป็นพวกปู เช่นปูผักพริกไทยดำ, ปูผัดพริก ปูที่ร้านนี้ตัวใหญ่มาก เป็นปูนำเข้าจากศรีลังกา ส่วนราคาก็แพงตามบรรยากาศและชื่อเสียงของร้าน แต่ก็มีคนมากินเต็มทุกโต๊ะเลย

ห้าง Central ที่สถานีรถไฟฟ้า Clarke Quay

วันที่ 3 : Chinatown, Orchard, สนามบิน Changi บินกลับไทย

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่มาเที่ยวสิงคโปร์ เครื่องออกเวลา 17.30 น. ยังมีเวลาเที่ยวอีกเยอะ ก่อนที่จะไปสนามบิน โปรแกรมของวันนี้คือไปที่ Chinatown ซื้อของฝากพวกพวงกุญแจ, Magnet, ชมวัดพระเขี้ยวแก้ว, วัดศรีมาริอัมมัน

การเดินทางมายัง Chinatown ก็นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี Chinatown ออกจากสถานีแล้วก็เตร็ดเตร่หามุมถ่ายรูปอยู่แถวนั้น ห้างที่เห็นในรูปบนเป็นห้าง People’s Park Centre ขายของที่ระลึก เสื้อผ้า หยก

เยื้องๆ กับ People’s Park Centre เป็นโรงแรม Hotel 81 Chinatown โรงแรมนี้ทำเลดีมาก ตัวตึกก็ทำสวยกลมกลืนกับย่าน Chinatown แต่ก่อนคนไทยนิยมมาพักที่นี่ แต่หลังๆ มา ราคาขึ้นเอาๆ ไม่สมกับเป็น Budget Hotel

ร้านหมูแผ่น Bee Cheng Hiang น่าจะเป็นสาขาที่ 2 ของย่าน Chinatown รสอร่อย แต่ราคาแพงอยู่เหมือนกัน บางคนก็ว่ารสชาติเหมือนหมูแผ่นที่เยาวราช บ้านเรา

รูปร่างเป็น โรงแรม Porcelain โรงแรมที่ผมเล็งไว้ตั้งแต่ทีแรกว่าจะมาพักที่นี่ แต่เล็งไว้นานไปหน่อยจนราคาขึ้น ถ้าใครกำลังหาที่พักที่สิงคโปร์ผมแนะนำโรงแรม Porcelain เลยครับ โรงแรมตกแต่งสวย ใหม่ ใกล้รถไฟฟ้า เดิน 5 นาทีถึง Chinatown ราคาประมาณ 2 พันปลายๆ ถึง 3 พันต้นๆ แต่โรงแรมนี้มีข้อเสียตรงนี้ห้องไม่ค่อยกว้างเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เล็กคับแคบแบบโรงแรมในฮ่องกง

ภารกิจต่อไปของผมคือพาแฟนไปดูพวงกุญแจ, Magnet ที่ Chinatown ครับ

พวงกุญแจในย่านนี้ผมว่าขายถูกที่สุดในสิงคโปร์แล้ว อย่างเช่นพวงกุญแจรูป Merlion ที่เป็นกรรไกรตัดเล็บด้วยอันละ 1 SGD แต่ถ้าเป็นพวงกุญแจโลหะธรรมดาขาย 30 อัน 10 SGD ตกแล้วอันละไม่ถึง 10 บาท

ร้านขายน้ำหอม ย่าน Chinatown

รูปล่าง Chinatown Heritage Centre เป็นพิพิธภัณฑ์ชาวจีน และ ร้านอาหาร

จากสถานีรถไฟฟ้า ถ้าเราเดินตรงมาจนสุดจะเจอกับ วัดศรีมาริอัมมัน (Sri Mariamman Temple) เป็นวัดฮินดูที่อยู่ในย่าน Chinatown

ที่กำแพงของวัดนี้มีนกพิราบเยอะมาก คิดว่าคงมีคนให้อาหารเป็นประจำ นกเลยไม่ไปไหน บริเวณกำแพงและรอบๆ มีขี้นกเยอะมาก ดูสกปรกไปเลย

วันที่ไปเห็นเค้ากำลังทำพิธีกันอยู่ เลยไม่ได้เข้าไปดูด้านใน

เราเดินย้อนกลับไปทางวัดพระเขี้ยวแก้ว ผ่านโรงแรม SANTA GRAND Hotel Chinatown โรงแรมนี้ก็ทำเลดีน่าพักครับ

ก่อนที่จะถึงวัดพระเขี้ยวแก้ว เราแวะเข้าไปดูใน Chinatown Complex ที่นี่เป็นคล้ายๆ ห้าง มีร้านขายของสารพัดอยู่เช่น ของฝาก ของที่ระลึก กระเป๋า เสื้อผ้า ศูนย์อาหาร และที่ชั้นล่างเป็นตลาดสด

ตลาดสดของสิงคโปร์ดูสะอาด พื้นไม่เปียกแฉะ ดูแล้วน่าเดินครับ

มาถึง Chinatown ถ้าไม่ได้มาที่ วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple & Museum) ก็เหมือนมาไม่ถึงครับ

วัดพระเขี้ยวแก้วถ้าดูจากภายนอกคล้ายปราสาท รูปแบบการก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถัง ทาสีด้วยสีแดง

วันที่ไปมีการสวดมนต์อยู่ที่ด้านล่าง

การตกแต่งในตัวอาคารจะมีพระพุทธรูป เทพเจ้าต่างๆ จำนวนมาก

หลายคนที่มาวัดพระเขี้ยว อาจไม่รู้ว่าเราสามารถเดินชมที่ชั้น 2 – 4 และดาดฟ้าได้ด้วย บางชั้นไม่ให้ถ่ายรูป บางชั้นถ่ายรูปได้แต่ห้ามใช้แฟลช เพราะจะทำให้ภาพเขียน หรือวัดถุโบราณเสื่อมเร็วขึ้น

การขึ้นไปยังชั้นบนสามารถขึ้นไปทางลิฟต์หรือบันไดหนีไฟก็ได้ ผมขึ้นไปที่ชั้น 4 ก่อน แล้วไปดาดฟ้า แล้วก็เดินลงบันไดหนีไฟลงมา

ชั้น 4 จะมีพระพุทธรูปในปางต่างๆ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าลักษณะพระพุทธรูปของแต่ละประเทศ มีลักษณะแตกต่างกันไป

จากชั้น 4 ขึ้นไปดาดฟ้าจะต้องเดินขึ้นบันไดเท่านั้น ไม่มีลิฟท์ แต่สำหรับผู้พิการมีเก้าอี้เลื่อนไฟฟ้าให้ขึ้นไปยังชั้นบนด้วย เห็นแล้วอยากให้ประเทศไทยมีทางขึ้นแบบนี้ให้กับผู้พิการด้วย จะได้ไปไหนมาไหนสะดวก

ที่ดาดฟ้าของวัดพระเขี้ยวแก้ว เป็นสวนและมีศาลา ภายในมีวงล้อคล้ายๆ ถังให้เราเดินหมุนถังได้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเอาไว้ใช้ในพิธีกรรมอะไร

ออกจากวัดพระเขี้ยวแก้ว เดินทางไปแหล่งชอปปิ้งที่ Orchard ก่อนที่จะไปสนามบิน เห็นรถ Taxi หรูสีดำจอดอยู่ข้างถนน อยากลองนั่งดูเหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าจะแพงมากไหม

ทางลงไปรถไฟฟ้า

ในประเทศที่มีคนอยู่หนาแน่น และมีความเป็นระเบียบสูง ให้ลองสังเกตการขึ้นบันไดเลื่อนดูครับ ที่สิงคโปร์จะยืนชิดซ้าย ส่วนที่ฮ่องกงจะยืนชิดขวา หลีกทางให้คนที่รีบก้าวขึ้นไปได้

เรานั่งรถไฟฟ้าลงที่สถานี Dhoby Ghaut สถานีนี้เป็นต้นถนน Orchard

บริเวณถนน Orchard เป็นย่านชอปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ มีห้างใหญ่ๆ อยู่ติดถนนมากกว่าสิบห้าง ขายตั้งแต่ของ Brandnane กลางๆ เช่น Giordano, Bossini ไปจน Brand หรู แต่ราคาเสื้อผ้าผมว่าแพงครับซื้อบ้านเราถูกกว่า

ห้างแต่ละห้างอยู่ตึกติดๆ กัน

ใครที่เคยมา Orchard คงจะเคยเห็นบ้านหลังใหญ่ มีต้นไม้ร่มรื่นอยู่หน้าบ้าน สถานที่แห่งนี้เป็นบ้านพักประธานาธิบดีสิงคโปร์ ที่หน้าบ้านจะมีทหารถือปืนรักษาความปลอดภัย ในปีนึงจะเปิดบ้านให้เข้าชมในวันสำคัญ 2-3 วัน เราไม่กล้าถ่ายที่หน้าบ้านตรงๆ เลยต้องถ่ายแบบเฉียงๆ แบบนี้

See also  สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Bitcoin คือการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) I สอนเทรดBitcoin EP.2 | เทรด bitcoin | Nataviguides

มองดูเวลาแล้ว เราไม่รู้จะไปเที่ยวไหนต่อ เลยคิดว่าจะไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้กับโรงแรม แล้วไปสนามบิน Changi เลย

เราลากกระเป๋าขึ้นรถไฟฟ้า ไปลงที่สถานี Changi Airport แล้วไปที่ Terminal 3

ใครที่ชอปปิ้งเกิน 100 SGD สามารถทำเรื่องขอคืนภาษีได้ที่ GST Refund ตามรูปด้านล่างได้เลยครับ รู้สึกว่าจะมี GST Refund ทุก Terminal เลย

ก่อนเดินทางเราอ่านมาจาก Pantip ว่าที่ Terminal 3 ก่อนเข้า Departure มีภาพ 3 มิติให้ถ่ายรูปเล่น คล้ายกับ Art in Paradise ที่พัทยา

ถ้าอยากจะเข้าไปเล่นด้านในต้องต่อแถวเข้าคิวและถอดรองเท้า เมื่อยืนตรงกลาง จะมองเห็นภาพเป็น 3 มิติ เนื่องจากว่าผมไม่สามารถยืนตรงกลางได้เป๊ะ รูปเลยออกมาไม่ค่อยได้มิติเท่าไหร่ ถ้ายืนในตำแหน่งถูกต้องภาพจะออกมาเหมือนรูปด้านล่าง บันไดดูเหมือนเป็นขั้นจริงๆ คนก็เหมือนนั่งเก้าอี้จริงๆ

นอกจากภาพ 3 มิติ ที่ Terminal 3 แล้วเดี๋ยวผมจะพาไปดูอะไรแปลกๆ ที่ชั้น B2 ของสนามบิน Changi

The Slider @ T3

ที่ชั้น B2 มีสไลเดอร์ในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถพาเด็กๆ ไปเล่นได้ฟรีครับ อยู่ในโซนด้านนอก ไม่ต้องขึ้นเครื่องก็เข้าไปได้

เตรียมตัวลง

ลงมาที่ชั้นล่าง

จุดที่สูงที่สุดของสไลเดอร์มีความสูงจากพื้นดิน 12 เมตร ถ้าอยากจะลงมาจากด้านบนสุด เสียค่าใช้จ่ายคนละ 10 SGD แต่ถ้าลงจากชั้น B2 เล่นได้ฟรี

สไลเดอร์เปิดเวลา 12.00 – 22.30 น.

ตรงข้ามกับสไลเดอร์มีโรงหนัง 4D ให้บริการ แต่เสียค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ

สนามเด็กเล่นเล็กๆ

ร้านอาหารในสนามบิน

เรานั่ง Skytrain จาก Terminal 3 มา Terminal 1 สายการบิน Air Asia จะขึ้นเครื่องที่ Terminal 1

Counter Check-in อยู่แถวสุดท้ายเลย เดินไกลมาก พอมาถึงเจอช่อง Baggage Drop เต็มไปหมด แถวสั้นด้วย พอไปถึงก็โหลดกระเป๋าได้เลย ทำ Web Check in มาจากบ้านก็สะดวกรวดเร็วแบบนี้ครับ

เราเข้าไปในส่วนของผู้โดยสารขาออก (Departure) ดูในคู่มือสนามบินบอกว่ามีสวนกระบองเพชรที่ Terminal 1 ด้วย เดี๋ยวไปดูกัน

อันนี้เป็นสวนไดโนเสาร์ รูปแบบของสวนน่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

สวนกระบองเพชรของ Terminal 1 จะต้องเดินไปทางซ้ายมือจนสุด Terminal 1

ร้านขายของ Brand name ในสนามบิน Burrerry, Gucci

สวนกระบองเพชรจะอยู่ชั้นบน ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ขึ้นไปด้านบน

ถึงแล้วครับสวนกระบองเพชรกลางแจ้งของสนามบิน Changi กระบองเพชรที่ปลูกก็จะเป็นพันธุ์ที่ปลูกขึ้นง่าย แม้ว่าจะไม่สวยเหมือนสวนนงนุช แต่ก็ดูดีแล้วสำหรับสนามบิน

บริเวณสวนกระบองเพชรเป็นที่สำหรับสูบบุหรี่ เราชมได้ไม่นานก็ต้องรีบออกมา เพราะกลิ่น/ควันเยอะมาก

ออกจากสวนกระบองเพชรเป็นโซน Family มีที่ให้เปลี่ยนผ้าอ้อม ห้องแม่ให้นมลูก สุดยอดจริงๆ ครับสนามบิน Changi

ร้านรองเท้าบาจา (Bata) ในสนามบิน Changi

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างที่ผมเคยคิดหรือเปล่า ตอนแรกผมคิดว่ารองเท้าบาจา เป็นยี่ห้อรองเท้าของคนไทย ประกอบกับชื่อ Bata (บาทา) แปลว่าเท้า เลยยิ่งมั่นใจไปใหญ่ พอได้ไปเที่ยวต่างประเทศหลายๆ ประเทศก็เห็นร้าน Bata อยู่หลายประเทศ เลยลองค้นหาประวัติดู กลายเป็นว่าเป็นรองเท้าของประเทศเชค (Czech) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ถึงแม้ว่าจะเป็นรองเท้าสัญชาติยุโรปแต่ก็ทำออกมาดีและราคาไม่แพง

Gate ขึ้นเครื่องของเราอยู่ที่ D38 เป็น Gate ที่อยู่ไกลสุดของ Terminal T1

ที่สนามบิน Changi สิงคโปร์จะสแกนสัมภาระก่อนเข้า Gate ไม่เหมือนสนามบินอื่นที่สแกนหลังจากผ่าน ตม. ไปแล้ว ข้อดีคือเราสามารถหิ้วน้ำดื่มจากด้านนอกเข้าไปได้จนถึงหน้า Gate เลย ส่วนข้อเสียคือภายใน Gate ไม่มีห้องน้ำ ถ้าจะเข้าห้องน้ำต้องออกจาก Gate มาเข้าข้างนอก แล้วก็ต้องตรวจสัมภาระกันใหม่

เที่ยวบินขากลับของเรา FD 3508 ออกเดินทางเวลา 17.30 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 18.50 น. เที่ยวบินนี้มีงวงช้างขึ้นเครื่องด้วยครับ เดินขึ้นเครื่องได้เลย

สำหรับทริปนี้ ก็ขอจบดื้อๆ แต่เพียงเท่านี้ครับ ทริปหน้าจะพาลงใต้ไปนั่งกระเช้าที่หาดใหญ่ ไปชอปปิ้งที่ตลาดกิมหยง ใครจะสอบถามเรื่องทริป ก็ Comment มาถามได้ที่ช่องด้านล่างเลยครับ 🙂

สรุปค่าใช้จ่ายเที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน 2 คืน ของ 2 คน

– ค่าตั๋วเครื่องบิน Air Asia รวมเลือกที่นั่งและโหลดกระเป๋า 15 Kg ไป / กลับ 6,680 บาท (โปรฯ Big Sale)

– ค่าโรงแรม Hotel 81 Bencoolen 2 คืน 3,500 บาท x 2 คืน = 7,000 บาท

– ค่าเดินทางในสิงคโปร์? 21.85 SGD x 2 = 43.7 SGD หรือประมาณ 1,092 บาท

– ค่ากิน 7 มื้อ 90 SGD หรือประมาณ 2,250 บาท

– ซื้อของที่ระลึก ของฝาก 1,200 บาท

รวมทั้งหมด 18,222 บาท เฉลี่ยคนละ 9,111 บาท

Link. เช็คราคาโรงแรม Hotel 81 Bencoolen รับประกันราคาถูกสุด

เที่ยวต่างประเทศ ไม่ง้อทัวร์

Post Views 178556

[Update] “ไม่ง้อทัวร์ ไม่กลัวหลง” รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง | สิงคโปร์ 2019 – NATAVIGUIDES

ทุกการเดินทางมักจะมีเรื่องเล่าอยู่เสมอ

โดยเฉพาะเดินทางท่องเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเองของผู้เขียนก็เช่นกัน คงต้องแนะนำ ผู้อ่านก่อนว่า หากคุณกำลังมองหารีวิวแพลนเที่ยวเที่ยวสิงคโปร์บทความนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ตรงใจคุณเท่าไหร่นัก 

เว้นเสียแต่ว่าคุณกำลังมองหาเรื่องราวรีวิวจริง !! ถ่ายทอดเรื่องจริง Real Real เพื่อใช้ประกอบการวางแผนในการเดินทางเที่ยวสิงคโปร์ด้วยตัวเอง ซึ่งบทความนี้อาจจะจะยืดยาวนิดหน่อย เพราะผสมฟีลลิ่งและข้อมูลการท่องเที่ยวสิงคโปร์ด้วยตัวเองแบบไม่ง้อทัวร์ไม่กลัวหลง

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

และต้องกระซิบก่อนว่า ทริปพวกเรายัง “นก” อดเที่ยวบางสถานที่อีกต่างหาก (555+) เพราะเจอกับฝนตก หลงทาง จึงเลือกทัวร์ให้เต็มอิ่ม ไม่ขอทัวร์แบบทัวร์ชะโงก ขอใช้เวลาให้คุ้มค่าทุกย่างก้าว เมื่อคุณพร้อมมาค่ะเก็บข้อมูลได้เลยกับรีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 2019 ที่ Real ที่สุดในจักรวาล (อันนี้ก็เวอร์ไป) !

ป่ะ พร้อมแล้ว เลื่อนอ่านบทความ รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง by Butter Cutter แบบเที่ยวเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก เน้นสบาย พักจริง บินฟูลเซอร์วิส ก็พักผ่อนทั้งทีเหนื่อยมาทั้งปีแล้ว (เดินทาง 13-16 ก.ค. 2019)

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

นับจากนี้ในบทความผู้เขียนอาจจะแทนตัวเองว่า “บัตเตอร์คัตเตอร์” ตามชื่อนามปากกา และแทนผู้ร่วมทริปว่า “คุณแฟน” ขอชี้แนะให้เข้าใจก่อนตามนี้จ้า

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ แบบ Trip Take Away! 

ไฮไลท์พิเศษที่เราเจอในทริปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง แบบสองเราหลงทางแบบไม่เหงา เดือนกรกฎาคม 2019 !!!

Day 1 :

  • เจอเหล่าโปเกมอนปิกาจู อีวุย เต้นอยู่ที่ห้างจิวเวล ชางงี แอร์พอร์ต (Jewel Changi Airport)
  • เที่ยวซ้อมวันชาติสิงคโปร์ 2019 ชมพลุดูดอกไม้ไฟ พร้อมกับเครื่องบิน รถถัง และยุทธโธปกรณ์เพียบ

Day 2 :

  • ดูนักประดาน้ำให้อาหารปลาที่ S.E.A. Squarium ครึกครื้นดี
  • รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ ลุยเล่นเกม VR ใน HeadRock VR – Resorts World Sentosa แบบฉบับคนใส่แว่นเล่น VR
  • เที่ยวพิพิธภัณฑ์ Red Dot Museum Singapore ที่รวบรวมนวัตกรรมน่าสนใจไว้เพียบ
  • ชมการแสดง Garden Rhapsoday ถึง 3 ครั้ง (ภายใน 2 วัน)

Day 3 : 

  • ถ่ายรูปกับมินเนี่ยน และมิสเตอร์กรูที่สวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอสิงคโปร์
  • นั่งชมการแสดงร้องเล่นเต้นละคร Sesame Street ตอนเอลโม่ ! สวนสนุกยูนิเวอร์แซล
  • ชมการแสดง Garden Rhapsoday อีกครั้ง !! พร้อมกับเดินเล่นบนสะพาน OCBC Skyway ให้ลมปะทะร่าง บ้าบอมาก เพราะไม่มีใครดูขนาดนี้ (555+)

Day 4 : 

  • ซื้อของฝากกลับไทยที่มุสตราฟา

Day 1 : วันแรกของการเดินทางเข้าสู่สิงคโปร์

เพราะเป็นวันเสาร์ ! เพื่อความเซฟเราเลือกเปลี่ยนซิมการ์ดมือถือตั้งแต่อยู่เมืองไทยเลยจ้ะ เราสองคนเดินทางกับสายการบิน Singapore Airlines ทั้งไป-กลับ ก็หยุดยาวทั้งที อยากให้ทริปสบายไม่เหนื่อยไม่หนักเดินไปไหวก็ลางานมาแล้วนิหน่า 🙂

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ในทริปสิงคโปร์รอบนี้เราเลือกบินกับ Singapore Airlines ค่อนข้างสบาย หลับตลอดทั้งทางเลย (ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง*) เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบินชางงี ก่อนจะเดินทางเที่ยวเราต้องผ่านตม. สิงคโปร์ ต้องยอมรับว่า

*แก้ไขเพื่อความถูกต้องจ้า 21.05 น. 30/07/2019 เนื่องจากผู้เขียนนับเวลาผิดนิดหน่อย ขอบคุณคอมเมนต์จากผู้อ่านด้วยนะคะ ขอบคุณจริง ๆ จ้า

“กังวลมาก”

กลัวไม่ผ่านตม. จึงเลือกที่จะเตรียมเอกสารทุกอย่างตั้งแต่อยู่กทม. เช่น

พร้อมกับกรอกเอกสารใบตม. ขอเข้าเมืองสิงคโปร์อย่างตั้งใจ !! ให้เป๊ะที่สุด ส่วนตัวเขียนตั้งแต่อยู่เมืองไทยเลยค่ะ “ตื่นเต้นจัด” และเข้า Terminal 3 ผลก็ผ่านฉลุย !!

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเองเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเองเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เพียงแค่ตอนเดินมายื่นเอกสาร เราคล้องกล้องไว้ที่คอ ลยโดนเจ้าหน้าที่ถามไถ่เล็กน้อยด้วยเสียงเข้ม ๆ ว่า

จนท : “Do you take photo here?”
บัตเตอร์คัตเตอร์ : “No!” พร้อมกับส่ายหน้าเลยจ้ะว่าไม่ ๆ พร้อมกับเซย์ไปว่า

เนื่องจากที่นี่ค่อนข้างเคร่งเรื่องถ่ายภาพในสถานที่ต้องห้ามค่ะต้องระวังเลย เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น เราก็พร้อมเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเองแล้ว

ก้าวแรกของฉันในสิงคโปร์

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

คุณพระคุณเจ้า บ้านเมืองที่นี่เขาเรียบร้อยจริงค่ะ เราตื่นเต้นตั้งแต่เห็นรถแท็กซี่จอดรออย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครเบียดเลนใคร และถนนที่รถไม่ติดเท่าไหร่

อื้อหื้อ … 

นี่มันสวรรค์ชัด ๆ  ด้วยความที่เป็นทริปแรกของเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์เมืองแห่งเทคโนโลยี ความสะอาดสะอ้าน ความปลอดภัย และความทันสมัย

“ใครจะไปคิดว่าชีวิตจะมาหลงที่สิงคโปร์ ในเมืองไฮเทคที่ใครเขาบอกกันว่าเดินทางสะดวกราวกับปลอกกล้วยเข้าปาก”

“เพราะการหลงทางคือเสน่ห์ของการท่องเที่ยว” พวกเราหลงตั้งแต่อยู่ในสนามบินเลยค่ะคุ๊ณ !! แต่ทริปทัวร์แบบไม่กลัวของพวกเราต้องไปต่อ !! ใจดีสู้เมอร์ไลออนไว้ ฮ่า

พยายามเดินวน ๆ หลง ๆ อยู่ใน Terminal 3 จนกระทั่งเจอทางเชื่อมเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าห้างจิวเวล ชางงี แอร์พอร์ต (Jewel Changi Airport) และได้เห็นน้ำตกในอาคารใหญ่ที่สุดในโลก !!!! เป็นการลงทุนเนรมิตป่าในห้างสรรพสินค้าไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์เชียวนะ

ต้องยอมค่ะว่า “ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ” 

ลากกระเป๋าไป หามุมถ่ายภาพไป เพราะเราเดินทางมาถึงวันเสาร์พอดี๊ พอดี คนก็จะเยอะหน่อย ๆ ค่ะ ทั้งนักท่องเที่ยว คนสิงคโปร์ เอาเป็นว่า ต้องใช้วิทยายุทธหามุมถ่ายภาพกันพลาง ๆ แบบซ้อมรบกันก่อน อิอิ และก็ได้มุมที่พอไหวมาอวดให้ชมเล็กน้อย ขณะที่เราเดินวนดูน้ำพลุใกล้ ๆ สัมผัสละอองแบบใกล้ ๆ และทันใดนั้นเราก็ได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นสนั่นฟลอร์ ฟังดูก็น่ารักดี

เราพยายามกวาดสายตาตามหาต้นเสียง

มองหาจนกระทั่งเจอเจอปิกาจูและอีวุยกำลังเต้นอยู่

ฉันเจอเหล่าโปเกมอนละเว้ย

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

มองเห็นอยู่ไกลลิบ ๆ ค่ะ และด้วยความที่ผู้เขียนเนี๊ยะไม่ชอบคนเยอะ และข้าวของเครื่องใช้กระเป๋าลากทั้งหลายยังคงอยู่ในมือ จึงส่งคุณแฟนสุดที่รักวิ่งไปดูเหล่าโปเกมอน+อีวุยขนอุย และพวกเราช้าไปหน่อย “Too last!!” เลยถ่ายภาพมุมชัดมาไม่ทัน มาดูอีกรอบแต่ก็คงไม่ทัน (การแสดงมีวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 14.00 น. 18.00 น.) ซึ่งการแสดง Pikachu and Friends Parade จัดแค่สิ้นเดือนนี้ (ก.ค.) เท่านั้น คงต้องรอคอยกันใหม่ว่าจะมีโชว์อะไรมาอีกอ่ะเนาะ

หลังจากพลาดชมพาเรด Pikachu and Friends Parade

เหมือนพระเจ้ายังคงเห็นใจอ่ะแหละที่เดินผิดชีวิตเปลี่ยนไม่ได้เห็นโชว์กับเขา 55+

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเองเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

พวกเราเดินเล่นในห้างจิวเวลหลงทางไปเจอกับร้าน Pokemon Center แห่งสิงคโปร์ที่ชั้น L4 ใช่ที่นี่คือโปเกมอนเซนเตอร์เป็น Pokestop ให้จับโปเกมอน ให้ซื้อโปเกมอน และให้สัมผัสกับประสบการณ์โปเกมอนแบบจัดหนัก ซ้อมเป็น “ซาโตชิ” 

Pokemon Center Singapore Exclusive

หรือจะซื้อของฝากเฉพาะที่เป็นตัวโปเกมอนแต่งตัวเป็นนักบินสายการบินสิงคโปร์ และยังเป็นแอร์โฮสเตสอีกนะคุณ หลายบทบาทจริงเชียว

“มาให้ฉันจับซะดี ๆ (อันนี้พูดถึงโปเกมอนนะจ้ะ)บรรยากาศของร้าน Pokemon อบอวลด้วยเหล่าโปเกมอนเทรนเนอร์ จัดว่าเป็นประสบการณ์คนรักโปเกมอนต้องน้ำตารื้นชัวร์ ๆ เพราะมีของให้ซื้อเยอะมาก (ราคาค่อนข้างแรงพอตัว)

Pokemon Center Singapore เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมีโซนให้เราเลือกโปเกมอนเล่น ๆ ด้วย แบบเลือกที่ชอบแล้วดูเอฟเฟค เล่าแบบหอมปากหอมคอละกัน เพราะเป็นโลเคชันโปรดของเด็กและผู้ใหญ่ชาวสิงคโปร์เลยล่ะ

ลากกระเป๋าเข้าที่พักย่านคลาร์กคีย์

จัดการแลกบัตร EZ Link (อีซี่ลิงก์) เป็นบัตรใหม่ถอยมาเที่ยว ด้วยเงิน $12 ต่อใบ ($5 เป็นค่าการ์ด Refune ไม่ได้ ใช้เงินในบัตรได้ $7) พร้อมกับเติมเงินไป $10 เพียงเท่านี้เราทั้งสองก็พร้อมลุยโลกกว้างกับ MRT สิงคโปร์รถไฟใต้ดินที่มากด้วยสีสัน (555+)

เรารอดตายเพราะโหลดแอปพลิเคชัน Singapore MRT Map Route (Subway, Metro Transport)โหลดได้เฉพาะระบบ Androidสามารถบอกเวลา คำนวณการเดินทางได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง !!!! หากใช้ iOS ค่ายผลไม้แนะนำลองใช้แอปพลิเคชันแผนที่รถไฟใต้ดิน Explore Singapore 

ในส่วนการเดินทางจาก Chagi Airport – Clarke Quay เดินทางไม่ยากใช้เวลาประมาณ 45 นาที เพียงต้องเปลี่ยนสายย้ายไปมาบ่อยหน่อย ยิ่งทำให้การลากกระเป๋าเดินทางของเราทั้งสอง ค่อนข้างตื่นเต้นเล็กน้อย

  • เนื่องจากระยะห่างระหว่างรถไฟใต้ดินและชานชาลามีระยะห่างเล็กน้อย การยกกระเป๋าต้องระมัดระวังให้มาก
  • พร้อมกันนี้ต้องระวังว่า รถไฟจะกระชากแรงหน่อย ๆ เวลาจอดเทียบสถานีดังนั้น หากคุณไม่มีที่นั่ง และจำเป็นต้องยืน คุณจะต้องหาที่จับให้ถนัดมือ เนื่องจากผู้เขียนเองพลาดท่า ข้อศอกและกล้องได้ฟาดกระจกรถไฟใต้ดินมาเรียบโร้ย เจ็บตัวไปนิดหน่อย

นั่งรถไฟสักพักก็ถึงสถานีคลาร์กคีย

หลังจากเก็บของในที่พักอยู่ใกล้กับห้างเซนทรัลคลาร์กคีย์ (Central Clarke Quay)

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ลากกระเป๋าอีกนิดหน่อยเข้าโรงแรมรับคีย์การ์ดห้องพัก เก็บของสำคัญผลัดผ้าผ่อนใหม่เสร็จสรรพเปลี่ยนให้เป็นชุดลำลองสบาย ๆ ขาสั้น เสื้อยืดโปร่ง ๆ พร้อมเดินทางไกล พกน้ำขวด และพกข้าวของสำคัญให้พร้อมเดินทางตามหาเมอร์ไลออนให้เห็นกับตาตามภารกิจเราวาดไว้กับแฮชแท็ก #พาเนยไหว้เมอร์ไลออน รีวิวเที่ยวสิงคโปร์วันแรกของการเดินทางของเราเริ่มต้นขึ้นแล้ว

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ออกสตาร์ท Clarke Quay – Raffles Place ไปตามหาเมอร์ไลออน

เดินลัดเลาะออกจากที่พักเติมพลังด้วยเมนูเบอร์เกอร์คิงส์ที่อยู่ในห้างเซนทรัลคลาร์กคีย์ พวกเรามุ่งสู่รูปปั้นสิงโตทะเลตัวจริงเสียงจริง นั่งรถไฟสักแปปก็ถึงสถานีราฟเฟิลส์ เพลส เดินถึงทางออกของสถานีรถไฟใต้ดิน คงต้องอุทานออกมาเบา ๆ ว่า “ว้าว” เราสังเกตพบว่า ชาวสิงคโปร์ดูจะชอบวิ่งออกกำลังกาย และชื่นชอบการแว้นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นชีวิตจิตใจ (แนะนำให้เดินดูทางด้วยจ้ะ เพราะสกู๊ตเตอร์ค่อนข้างไวฉิววิ่งฉลุยพร้อมลุยกับคนเดินเท้าที่ก้มดูมือถือมาก ๆ )

หลังจากออกย่ำเท้าเดินถ่ายภาพเมืองสิงคโปร์ได้สักพัก… เราก็ได้ยินเสียงดังสนั่น “ฟู้ววว เฟี้ยยววววว… ครึ้ม ๆๆ” (จำได้ไม่ถนัดเท่าไหร่นัก) พลันแหงนดูท้องฟ้า

"ไม่ง้อทัวร์ ไม่กลัวหลง" รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ส่วนตัวผู้เขียนไม่ชอบเสียงเครื่องบิน ตอนนั้นคุณแฟนผู้ร่วมทริปเธอกำลังร้องเสียงหลงด้วยความดีใจว่า “เครื่องบิน เครื่องบินแอร์ฟอร์ส” แต่ด้วยความมืออาชีพ ทำได้เพียงปล่อยน้ำตาไหล ขนลุกซู่ กลัวเสียงของเครื่องบินนั้นดังจริง จริง ดังจนหูอื้อ และยกกล้องเก็บภาพ

ปล. เครื่องบินไม่ได้น่ากลัวค่ะ แต่ผู้เขียนแค่กลัวเครื่องบินเป็นทุนเดิมเฉย ๆ จ้ะ

ปาดน้ำตาที่อาบสองแก้มเสร็จ เราคงต้องเดินต่อ

บัตเตอร์คัตเตอร์เลือกปลอบใจตัวเองหลังจากเสียน้ำตาให้เครื่องบินรบ (555+) เราแวะกินไอศกรีมแซนวิชโบราณแบบฉบับสิงคโปร์ที่คนไทยชอบรีวิวกันหนักหนา เป็นร้านรถเข็นค่ะ เลือกรสวนิลา พร้อมเสิร์ฟกับบิสกิต ราคา $1.2 พวกเรากุลีกุจอยื่นแบงค์ $5 ให้คุณลุง และได้รับเงินทอนมาเพียบ ยิ่งทำให้เราตื่นเต้นกับการเจอเหรียญสิงคโปร์ครั้งแรก

รสชาติไอศกรีมแซนวิชโบราณนั้น อร่อยละมุน ชื่นใจดีค่ะ ดัดฟันก็กินได้ ไอศกรีมหวานพอดี แต่ตอนที่กัดคำแรก เหมือนจะมีกลิ่นทุเรียนนิดหน่อย อาจเป็นเพราะวนิลาอยู่ใกล้ทุเรียนล่ะมั้ง 

หลังจากอิ่มเดินลัดเลาะย่านซิตี้ฮอลล์ (City Hall) หน้าโรงแรมเดอะฟลูเลอตัน The Fullerton เดินข้ามสะพานคาเวนาห์ (Cavenagh Bridge) สะพานเก่าแก่ของสิงคโปร์ คนเดินได้ไม่มีรถขับผ่านให้กังวลใจ รู้สึกเหมือนเดินบนสะพานนวรัฐ จังหวัดเชียงใหม่สมัยสิบปีก่อนโน้นตอนที่บัตเตอร์คัตเตอร์เรียนอยู่มช. เพียงบ้านเมืองสิงคโปร์ไม่มีสายไฟ และไม่มีรถราวิ่งผ่านบนสะพาน จึงปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักการถ่ายภาพอย่างเรา

ระหว่างเดินผ่านสะพานคนอื่นเจอรูปปั้น People the river รูปปั้นคนกระโดดน้ำตามวิถีผู้คนสิงคโปร์สมัยก่อน แต่เราเจอรูปปั้นทองเหลืองครอบครัวแม่แมวและลูกแมวอยู่ที่คอสะพานด้วยความน่ารัก คงเป็นเพราะออร่าทาสแมวเจิดจรัสแน่ ๆ จึงเลือกก้มถ่ายภาพ เมื่อถ่ายเสร็จกลับกลายเป็นเทรนด์ให้นักท่องเที่ยวที่กำลังเดินแถวนั้นก้มถ่ายภาพครอบครัวแมวตามด้วย ฮ่า ๆ 

เราทั้งสองได้ดูแสงสีส้มของพระอาทิตย์ก่อนบอกลาขอบฟ้ากันที่สะพานแห่งนี้ค่อนข้างโรแมนติกนิดหน่อย … เราใช้เวลาอยู่สักพัก และเดินตรงปรี่สู่สวนสาธารณะที่อยู่ด้านหน้า พบเห็นสองข้างทางมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารยืนรักษาการเต็มไปหมด

ทัวร์นกขมิ้นค่ำแล้วจะเที่ยวไหนของเราทั้งสองคน รู้สึกมั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่า “ตรงนี้คือที่จัดซ้อมงานวันชาติสิงคโปร์ National Day Firework ส่วนภารกิจตามหาเมอร์ไลออนที่เตรียมมาจากเมืองไทยของเราน่าจะถูกขยับเวลาออกไปเป็นแน่แท้” (555+ ก็เพื่อความเหมาะสมอ่ะเนาะปรับได้ตลอด)

หลังจากเราตกลงกันว่าจะปักหลักอยู่แถวนี้สักพัก พูดคุยกันยังไม่ทันจบ ผู้คนจากที่นั่ง ๆ อยู่ในสวนก็ลุกขึ้นวิ่งตรงไปที่แผงกั้นข้างถนน พร้อมกับส่งเสียงกริ๊ด และปรบมือพร้อมกัน

อิหยังหวะ!! เกิดอะไรขึ้นอีกเนี๊ยะคุณ !! นี่ตามไม่ทันแล้วนะ

เลือกเดินตามตามสไตล์ “ไทยมุง” ค่อย เดินตามช้า ๆ แบบใจทรนง เราพบกับรถถัง ! รถทหาร และยุทธโธปกรณ์ จัดเต็มตั้งแต่เครื่องบินยันเรือรบ ไม่รอช้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บความประทับใจเอาไว้

 

ใกล้เวลา National Day Firework 2019 พลุมาแล้วพี่จ๋า

หลังจากขบวนรถถังเสร็จสิ้น เราก็เห็นกับกองทัพช่างภาพ !! กว่า 20 ชีวิตกำลังตั้งกล้องเอาไว้ รอถ่ายภาพพลุ !!! มีหรอที่บัตเตอร์คัตเตอร์จะพลาด จึงเลือกนั่งปักหลักอยู่ตรงนั้นพร้อมกับช่างภาพชาวต่างชาติต่างภาษาเกือบ ๆ 20 นาที รอชมพลุวันซ้อม National Day Firework 2019 เวลา 20.15 น. รอแบบใจจดใจจ่อ ไม่ไปไหนทั้งนั้น

มาแล้ว …. ความฟินแบบเต็มพิกัดให้เราได้แชะภาพกันเป็นมือระวิง ที่นี่เขาตรงเวลาจริงค่ะ ก้มดูนาฬิกาเวลาประมาณ 20.14 น. ก็เริ่มจัดแสดงพลุ ยิงดอกไม้ไฟตามที่นัดหมายไว้ แปป ๆ โดยรอบสวนสาธารณะก็เต็มด้วยผู้คนมานั่งดูกันแบบชิลสบายสบาย นั่งพื้นกันอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีใครยืนบังใคร ชนิดที่ได้ดูทั่วถึงทุกคน

ระหว่างโชว์ดอกไม้ไฟเกือบ 30 นาที แสงพลุสีสันต่าง ๆ (เน้นสีแดงเป็นหลักเพราะเป็นสีประจำชาติ) ต่างพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้าอวดโฉมให้นักท่องเที่ยว และชาวสิงคโปร์เห็นถึงความสวยงาม ความวิจิตรบรรจงที่สรรค์สร้างโชว์ภายในงานซ้อม National Day Firework ก่อนจะถึงวันแสดงจริงคือวันที่ 9 สิงหาคม 2019

แนะนำถ้าคุณอยากเที่ยวช่วงซ้อมวันชาติสิงคโปร์ National Day

  • นักท่องเที่ยวจะเยอะมากในช่วงนี้ แนะนำให้เตรียมเวลา เตรียมข้าวของให้พอดีตัว เพราะต้องเบียดเสียดเบา ๆ
  • ช่วงวันซ้อม National Day เราจะได้เห็นมุมมองที่แปลกตาจากเดิม
  • งาน National Day Firework ซ้อมแค่วันเสาร์เท่านั้น ไม่มีวันอื่น มีวันเดียว ซึ่งคุณต้องเตรียมให้ดี
  • การเดินทางอาจจะต้องเปลี่ยนแผนเพราะมีการปิดถนน เพื่อซ้อม National Day บางจุด แน่นอนว่าต้องเดินไกลขึ้น และต้องเตรียมเน็ตแรง ๆ พร้อมกับปรับแผนเที่ยวนิดหน่อย

ปล. เราไม่ได้วางแผนตามที่เล่ามา เพราะเที่ยวแบบพึ่งโชคอย่างเดียว ทำให้จุดที่ดูพลุวันซ้อม National Day Firework อาจไม่สวยเซียนเท่าไหร่นัก

เดินต่อทำตามภารกิจหาเมอร์ไลออน

เปิด Google Map แล้วแอบตามไป ! เราปักหมุดหมุนหาพิกัด Merlion Park ตามหาสิงโตครึ่งปลา “เมอร์ไลออน” เดินไหลตามผู้คนเช่นเคย เราเดินเรื่อย ๆ แวะซื้อน้ำเปล่าขวดละ $2 เติมพลัง และเดินต่อเลียบตามสะพานตรงสู่ปากแม่น้ำสิงคโปร์ !! ซึ่งท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดเห็นแสงดาวกันแล้ว

จนกระทั่ง พบกับเจ้าเมอร์ไลออนตัวลูก !!! และเจอกับเมอร์ไลออนตัวใหญ่มองเห็นจากด้านหลังที่กำลังทำงานอย่างขมักเขม่น พ่นน้ำโชว์นักท่องเที่ยว แอร๊ย ช่างน่าร๊ากเหลือเกินนนนน

ปล. เมื่อ 16ปีก่อนคุณแฟนเคยมาชมเมอร์ไลออนครั้งนึงซึ่งถูกขังกรง ครั้งนี้เราจึงพากันมาอีกรอบเพื่อให้คุณเธอได้ชมเมอร์ไลออนที่อยากพบหน้ามาเป็นสิบปี 

และเป็นพิธีของนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบเรา ๆ ที่ต้องครีเอทท่าทางถ่ายภาพให้ประทับใจสุด (55+) ไม่ว่าจะเป็นท่าทางอ้าปาก ยืนพิง พ่นน้ำ อะไรก็ยกมาถ่ายกันสนุก ๆ เราได้มุมมองภาพช่วงกลางคืนค่ะ ไม่ร้อนมาก และคนก็เยอะมาก ควรหามุมที่ชอบ ปรับกล้องให้เป๊ะในการถ่ายกลางคืน ได้หลายภาพเหมือนกัน

See also  [NEW] เรียนต่อนิวซีแลนด์ | 10 อันดับโรงเรียนนานาชาติ นิวซีแลนด์ เมืองโอ๊คแลนด์ ที่ผลการเรียนดีที่สุด และมหาวิทยาลัยตอบรับมากที่สุด | 200 อันดับ โรงเรียน ที่ ดี ที่สุด ใน ประเทศไทย ปี 25 - NATAVIGUIDES

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ครั้นจะวิ่งตรงปรี่ที่ Marina Bay Sands ก็คงจะไม่ทัน

หลังจากชมพลุเสร็จ ถ่ายรูปกับเมอร์ไลออนเสร็จ เราตั้งใจเดินทอดน่องดูการแสดง Wonder Full-Light & Water หน้าห้าง The Shoppes Marina Bay Sands ซึ่งวิ่งไม่ทัน เลยดูตรงหน้าเมอร์ไลออนนั้นแหละ เป็นการแสดงแสงสีเสียงให้ชมฟรี เสียงดังสนั่นทั่ว หยุดนักท่องเที่ยวให้ยืนชมได้อย่างไม่มีข้อกังขา

หลังจากชมโชว์ Wonder Full-Light & Water เสร็จเราเลือกเดินกลับที่พัก ขอตั้งหลักชาร์ตพลังก่อนนะแก้วตา… 

แอบกระซิบบอก

ระหว่างเดินทางกลับมาถึงโรงแรม พวกเรารู้สึกหิวเล็กน้อยถึงปานกลางและเลือก ซื้ออาหารในเซเว่นอีเลฟเว่น มารับทานได้แก่ ข้าวแกงกะหรี่ไก่ รสเค็มหน่อยแต่อร่อยแปลก ๆ เนื้อไก่นุ่ม, น้ำอัดลม Coca-Cola Clear Lime สดชื่นเหมือนเราดื่มน้ำมะนาวโซดาเพียงแค่มีกลิ่นไอโคล่าใส ๆ  ตามด้วยข้าวปั้นอุนางิกลมกล่อมดี สรุปว่า เมนูที่เลือกมาก็อร่อยดีเหมือนกันแฮะ อิอิ

Day 2 : ตื่นเช้าไปขอพร และออกดูปลากันเถอะ

เอกอิเอ๊กเอิ๊กกก !! (เสียงไก่มันประหลาด ๆ แฮะ) เริ่มแล้ววันที่ 2 ในของทริปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง แต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อย ว่าจะเดินทางเที่ยวหลายพิกัด อัดแน่นหลายโปรแกรมเหมือนกัน

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

เริ่มจากขอพรในวัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple)

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

และวัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Tample) วัดแขกศาสนสถานฮินดูอันเก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ เราเดินเตร็ดเตร่ถ่ายภาพและชมบรรยากาศสิงคโปร์ยามเช้า

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

ไหว้ขอพรตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เสร็จ เราเดินเล่นถ่ายภาพสนุก ๆ ตลอดทั้งทาง

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

และออกเดินเที่ยวไชน่าทาวน์ กินอาหารเช้าแบบชาวสิงคโปร์ เราสั่งไม่เยอะค่ะ Kaya Toast เป็นเมนูขนมปังหอมกรอบสอดไส้ชีสกินคู่ไข่ลวกที่ร้าน Nanyang Old Coffee รสชาติไม่แย่ค่ะ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

สำหรับคนไม่กินขนมปังก็กินได้ ส่วนผู้เขียนเลือกสั่งขนมจีบลูกเดียว (ฮ่า ๆ ) ตามสไตล์คนกินน้อย

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

พิกัด :  ร้าน Nanyang Old Coffee ในไชน่าทาวน์

พกกล้องออกดูปลา S.E.A. Aquarium

หลังจากนั้นเราไม่รอช้า ออกเที่ยวดูปลาโลกใต้ทะเล S.E.A. Aquarium อยู่บนเกาะเซนโตซ่า ระยะทางค่อนข้างกว้างใหญ่บรรจุน้ำกว่า 49 ล้านลิตร 10 โซนจัดแสดงสัตว์ทะเลกว่า 800 สายพันธุ์ เราตื่นเต้นตั้งแต่เห็นฉลามขาวด้านหน้า พร้อมกับฝูงปลาทูน่า แมงกระพรุน หมึกยักษ์ และสัตว์ใต้ทะเลอื่น ๆ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

นอกจากการดูสัตว์ทะเลที่ S.E.A. Aquarium ยังมีเวลาจัดแสดงโชว์ด้วยนะ เพราะเราได้ชมการให้อาหารปลาโดยนักประดาน้ำ ตั้งอยู่ใกล้โซน Straty of Malacca & Andaman Sea เป็นตู้กระจกรูปทรงกระบอก จดจ่อรอดูกันสักพัก เพลิดเพลิน เหมือนกันกับฝูงปลาแหวกว่าย รับประทานอาหารช่วงบ่าย อิอิ

และต้องบอกว่าS.E.A. Aquariumเป็นสถานที่เที่ยวสำหรับน้อง ๆ หนู ๆ ส่วนพี่ ๆ อย่างเราก็เดินไปพักไปตามอัธยาศัยนั้นเอง ฮ่า ๆ และแวะถ่ายรูปตามทางเพียงเท่านั้น”

ก่อนกลับจากเกาะขอแวะ HeadRock VR Resorts World Sentosa แปปนึง

ตามสไตล์คนบ้าเกมและเคยรีวิวถึงร้านเกม VRX สยาม รีวิว Arizona Sunshine เกมซอมบี้ Only ! เราซื้อตั๋วเกม HeadRock VR ในพื้นที่ Resorts World Sentosa เตรียมไว้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย เล่าเบื้องต้น

  • เครื่องเล่น HeadRock VR ราคาเต็ม 560 บาท/คน
  • เราซื้อพร้อมโค้ดลดเหลือประมาณ 475.5 บาท/คน ประหยัดกว่าซื้อที่โน้นเยอะ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

เราได้รับบัตรเล่น 3 ใบ ได้แก่ สีเขียว (Green), สีส้ม (Orange), สีฟ้า (Blue)เราสามารถเล่นเกมตามจำนวนคูปอง (15 นาที/เกม)

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

เราใช้เวลาอยู่ใน HeadRock VR เล่นประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะรอต่อแถว การเล่นต้องคำนวณเวลาให้ดี ว่าจะเลือกโซนไหนก่อนหลังตามความชอบ ส่วนเครื่องเล่น VR ก็มีพร้อบพร้อม เช่น เล่นเกมยิงปืนก็มีปืน ล่องแก่งก็มีเรือ จะนั่งรถไฟก็มีรถไฟ นั่งล้อลากเลื่อนก็มีอุปกรณ์ให้นั่งดูซึ่งแตกต่างจากเมืองไทยนิดหน่อย

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

การมาเที่ยว HeadRock VR เหมาะกับคนเพิ่งเล่นเกม VR ใหม่ ๆ เพราะไม่น่ากลัว ไม่อันตราย คนใส่แว่นก็เล่นได้ เพราะมีมาส์กใส่ก่อนสวมเครื่อง VR เพื่อความปลอดภัยของดวงตาด้วย

หากใครเคยเล่นแนว VRX เคลื่อนไหวแบบเต็มสตรีมมาก่อน ไม่แนะนำเท่าไหร่ คงบอกเล่าตามสิ่งที่พบเห็นว่า HeadRock VR เครื่องเล่นไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ค่อยมันส์แนะนำเล่นเมืองไทยดีกว่า แหะ ๆ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

พร้อมกับเดินเท้าท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Reddot Design Museum เราได้รับบัตรเข้าฟรี เพราะซื้อตั๋ว Gardens by the Bay จาก Klook ถือว่าคุ้มเหมือนกัน เพราะได้ชมนวัตกรรมใหม่ๆ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

ชมสิงคโปร์แบบค่ำคืนนี้ยังมีดวงดาวเจิดจ้า

แค่มาก็ยังหลง เราเดินวนไปไหนกันไม่รู้ บุกเข้าป่า ฝ่าเข้าดง ตามแผนที่ Google Map สานฝันทริปค่ำ ๆ ตะวันตกดินด้วยการออกเที่ยว Gardens by the Bay ลุยทั้ง 3 โซนให้เมื่อย

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

ด้วยความที่เป็นวันอาทิตย์การต่อแถวเข้าโซน Cloud Forest ทำให้เสียเวลาการเดินทางท่องเที่ยวนิดหน่อย เราต้องต่อแถวขึ้นลิฟท์ขึ้นถึงด้านบนก็ต้องเดินกลับลงมาที่เดิมประมาณนั้น เหมือนเราเป็นหนุมานเดินขึ้นลงภูเขาไกรลาศตามวรรณคดีรามเกียรติ์ทีเดียว

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

แนะนำว่า โซน Cloud Forest  ควรค่ากับการเที่ยวช่วงเช้า ๆ หรือบ่าย ๆ ตอนมีแสงน่าจะสวยงามกว่า (Cloud Forest  & Flower Dome เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00 – 22.00 น. ให้เข้าชมรอบสุดท้าย 21.30 น.) หรือมาวันอื่นที่ไม่ใช่เสาร์อาทิตย์น่าจะดื่มด่ำธรรมชาติได้ดีกว่านี้เยอะ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

พิกัด : Cloud Forest

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

ตามด้วย Flower Dome ตั๋วดูดอกไม้ของเราถูกฉีกอย่างรวดเร็ว ตอนเราไปมีแต่กุหลาบเต็มไปหมด เดินจ้ำอ้าว ๆ ดูแปป ๆ จบ เพราะใจจดจ่ออยู่ที่ Supertree Grove แล้ว

พิกัด : ดูดอกไม้ Flower Dome

หวังจะเดินชมเมืองสิงคโปร์จากด้านบน Supertree Grove แต่ไม่ได้ดู

การเดินทางที่หลงแล้วหลงอีก หลังจากดูธรรมชาติสีเขียวที่ถูกเนรมิตขึ้นโดยมนุษย์แล้ว เราเดินเท้าประมาณ 400 เมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 6-10 นาที ออกชมธรรมชาติที่ตื่นตาตื่นใจกับต้นไม้ Supertree Grove เต้นระบำกับแสงไฟกับโชว์ Garden Rhapsoday กันบ้าง

จัดแสดง 2 เวลา คือ 19.45 น. และ 20.45 น. ให้ชมฟรี ส่วนโซนเดินด้านบนต้องจ่ายเงินค่าขึ้นชมเพิ่มนะจ้ะ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

เรามา Supertree Grove เวลาประมาณ 20.00 น. คิดว่า “มีตั๋ว OCBC Skyway ในมือ รอต่อแถวก็เพียงพอ” บอกเลยว่า คิดผิด ! เราไม่สามารถขึ้นเดินชมทิวทัศน์ด้านบนได้ เนื่องจากเราไม่ได้รับ Ticket Time !!! บัตรที่ใช้ร่วมกับ ตั๋ว OCBC Skyway อื้อออออ น้ำตาไหลเป็นทาง อาบนองสองแก้มเลย

สรุปว่า ไม่ได้ขึ้น และนั่งดูต้นไม้ระบำข้างล่างอย่างสงบ (55+) บรรยากาศครื้นเครงดี ควรมีผ้าปู หรือเสื่อมาปูนอนดูโชว์ Garden Rhapsoday จะดีมาก การแสดงประมาณ 15 นาทีเท่านั้น !

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

พิกัด : OCBC Skyway อยู่ไม่ไกลจาก Cloud Forest  & Flower Dome

จบวันที่ 2 ของทริปเที่ยวเองสิงคโปร์ กลับโรงแรมเพื่อนอนหลับพักผ่อน พร้อมลุยในวันที่ 3 !!

Day 3 : วันนี้ขอสนุกทั้งวันเลยล่ะกัน

เช้านี้ไม่มีอะไรมากมาย เพราะ “ฝนตก” เราไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะเมื่อย!! เนื่องจากวางแพลนเที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ (Universal Studios Singapore) ทั้งวัน แหะ ๆ นอนรอฝนหยุดให้ชัวร์ว่าไม่ป่วย เมื่อฝนฟ้าเป็นใจเราก็ออกมาลุยกันใหม่บุกตรงสู่ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์กันอีกครั้ง!! หลังจากซ้อมเที่ยวเกาะเซนโตซ่าเมื่อวาน…

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

การเที่ยวสวนสนุกของเราทั้งสอง คือ นั่งม้าหมุน !!!

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

จริง ๆ เราสองคนเข้าไปยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์เพียง “นั่งแค่ม้าหมุนมาดากัสก้า” เป็นทริปที่เราตัดสินใจกันว่าจะเก็บภาพบรรยากาศสวนสนุกตะลุยโลกมินเนี่ยนในยูนิเวอร์แซล สิงคโปร์ มีอะไรน่าซื้อ สาวกมินเนี่ยนอย่างเรา อุตส่าห์ตั้งใจใส่เสื้อมินเนี่ยนมาจะให้เสียชื่อได้ไง ต้องถ่ายรูปกับมินเนี่ยนซิถึงจะถูก จริงไหม!!!

ตามด้วยการดูไดโนเสาร์ ท่องโลกอียิปต์ในสิงคโปร์ ดูการแสดง เน้นพักผ่อนดื่มด่ำบรรยากาศ เดินเล่นถ่ายภาพเก็บความทรงจำดี ๆ ร่วมกับเสื้อมินเนี่ยน อิอิ

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง ช่วงซ้อมวันชาติ

พิซซ่า Loui’s ในยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ อร่อยมาก

ความดีงามในสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ กับการรับประทานพิซซ่า Loui’s NY Pizza Parlor จะอยู่ในโซนนิวยอร์ก (New York) ที่อร่อย มาก มาก มาก ! โดยเฉพาะหน้าฮาวาเอี่ยนถึงใจ อร่อยอยากกินเพิ่ม เพราะสั่งแค่ชิ้นเดียว

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เนื่องจากสั่งเซท Single Pizza Combo ($17 ราคา 391 บาท) ในเซทอาหารเราได้น้ำอัดลม 1 แก้ว น้ำอัดลมจัดเต็มไม่มีน้ำแข็ง รับของหวานมากินอีกถ้วย อิ่มแป้กันถ้วนหน้า !

ปล. น่องไก่ Honey BBQ Drumlets (6 ชิ้น $8.5 ราคาประมาณ 195 บาท) ก็อร่อย คนรักพิซซ่าต้องมาลองค่ะ

กลับมาที่ OCBC Skyway อีกครั้ง “Supertree Grove 3 Times”

“ไม่ยอมแพ้!!!” เมื่อวานไม่ได้เดินขึ้น OCBC Skyway เรากลับมาอีกครั้ง กลับมา Supertree Grove อีกแล้ว ครั้นมาถึงรู้สึกว่ามาไวเกินไปฟ้ายังไม่มืด จึงตัดสินใจลงมติแวะกินข้าวเติมพลังที่ Satay by the Bay ลองเมนูสะเต๊ะโคตะระเซียน จัดหนักให้เต็มกระเพาะโล้ด ที่นี่มีอะไรให้เลือกกินเยอะมาก Recommend ให้มา

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

อิ่มปุ๊บก็เดินต่อเข้าโซน Supertree Grove ทันที ครั้งนี้ไม่พลาดเรารู้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่าเราต้องขอ Time Card เพื่อประกอบการขึ้นชมด้านบน OCBC Skyway เราวิ่งต่อคิวบริเวณ Ticket Booth และยื่นให้ดูว่ามีตั๋วแล้ว มาขอเพียงแค่ใบเวลาเท่านั้น (และต้องขอใบ Ticket Time ก่อน 20.00 น.)

หลังจากดำเนินการเสร็จรับบัตรก็เชิญนั่งรอดูการแสดง Garden Rhapsoday รอบ 19.45 น. วอร์มรอก่อน ซึ่งนับเป็นรอบ 2 ที่เราได้ชม ครั้งนี้หมุนมุมใหม่มานั่งตรงกลางก็สวยดีค่ะ เก็บภาพมาให้ชมกัน ดังนี้

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

หลังจากการแสดงจบ… เราเดินกลับเพื่อต่อแถวขึ้นชม OCBC Skyway ตามเวลา 20.20 น. ตอนแรกก็หวั่นใจหน่อย ๆ ว่าคงไม่มีโอกาสได้ดูการแสดง Garden Rhapsoday แบบใกล้ชิดติดโคนต้นซะแล้ว เพราะการแสดงนั้นเริ่ม 20.45 น.

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

คงเป็นเพราะโชคดีที่เก็บเอาไว้ เราต่อแถวเหยียดยาว… และขึ้นลิฟท์ตัวสุดท้ายที่เปิดโอกาสให้ได้ชมการแสดงเวลา 20.45 น. พอดี๊พอดี เราเดินขึ้นมาพร้อมกับเสียงเพลงบรรเลง แสงไฟระยิบระยับเต็มพื้นที่

ด้วยความที่บัตเตอร์คัตเตอร์นั่น “กลัว ความ สูง” บรื้อ … เพลงของพี่ตูนงี้ลอยขึ้นมาในหูก้องในโสตประสาต “ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบายังทำให้เหน็บหนาว” ขึ้นไปแล้วก็กลัวแทบแย่ ด้วยลมเย็นปะทะตรงมาที่ใบหน้า ข้าวของที่สะพายหลังก็เริ่มรู้สึกไม่เป็นตัวเอง ขาสั่น หน้าร้อนวูบวาบ เราต้องเดินตามช่องทางเล็ก ๆ เดินเรื่อย ๆ ห้ามหยุด เหมือนกับต่อแถวซื้อของ ลมเย็นด้านบน และทิวทัศน์มุมสูงแบบยิ่งสูงยิ่งสวยเหมือนที่เขาเล่ากันอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ขณะที่นักท่องเที่ยวหลายคนกำลังเพลิน ระหว่างเส้นทางการเดินดูทางเดินลอยฟ้า ความสนุกของการแสดง Garden Rhapsoday ส่วนตัวเราเองก็ทำได้เพียงหรี่ตามองดู  ฮ่า ๆ ๆ เพราะกริ๊ดในใจ และเกาะราวจับทั้งทาง แถมยังเจอนักท่องเที่ยวชนกล้องมือถืออีก บอกเลยว่า เสียวว้าปทั้งหัวใจ ฉันเดินจนจบ 15 นาที พร้อมกับหวีดร้องในหัวใจ !! ใจระรัวราวกับตีกลองสะบัดชัยยังไงอย่างนั้น

โอ้ย! การแสดง OCBC Skyway ทางเดินลอยฟ้าอะไรกั๊น ฉันไม่ได้ดูเลยคุณ ช่างไม่คุ้มค่าเลยกับคนที่กลัวความสูงหากจะขึ้นเที่ยวที่นี่

พอลงมาถึงพื้นดินก็ได้แค่ปลอบใจตัวเองว่า “นายทำดีที่สุดแล้วบัตเตอร์ (555+)” น้ำตางี้ไหลแบบไม่อายใครเลย สรุปว่า คนชอบความสวยเชิญเที่ยว คนกลัวความสูงขอให้คุณชั่งใจให้ดีก่อนเดินทางลอยฟ้า OCBC Skyway ที่สูงลิบลิ่วเหมือนกับร่างเราจะลอยเป็นนกอยู่แล้ว

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เติมพลังก่อนนอนแวะกินอาหารจีน Jumbo Seafood สาขา Riverside

เหนื่อยกับการเดินเล่นทั้งทริป และในวันที่ 3 เราค่อนข้างจัดหนักกับมื้ออาหารเล็กน้อย กินให้หนักไว้ก่อน บุกร้านอาหารทะเลสไตล์จีนร้านที่คุณแฟนตั้งใจหนักหนาว่าอยากรับประทาน ลงสถานีคลาร์กคีย์ ระหว่างเดินไปที่ร้านเราแวะนั่งริมแม่น้ำชมเมืองสักพัก เราถึงร้านแบบหวิด ๆ เขากำลังจะปิดร้านแล้ว ฮรือ!

แต่ยังขี่ดวงมากับโชคดีที่ผู้จัดการร้าน Jumbo Seafood ใจดีรับออร์เดอร์เราสองคนอยู่

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

สั่งอาหารเพียง 3 อย่าง พอหอมปากหอมคอ เช่น

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

ต้องบอกว่า อาหารทะเลสด มาจานใหญ่บิ๊กเบิ๊ม อร่อยดี เสียดายเรามาใกล้เวลาร้านปิด จึงต้องติดเกียร์สปีชกินให้เร็ว กินให้ไว พร้อมยกมือขอว่า “Take home please.” แหะ ๆ เอามาทานเป็นมื้อเช้ายังอร่อยอยู่เลย

พิกัด : Jumbo Seafood สาขา Riverside

จบภารกิจ เราสองคนเดินเท้ากลับที่พักเข้านอนแบบอิ่ม ๆ หุ่นอุ่น ๆ ไม่สนน้ำหนัก ฮ่า ๆ ไว้ค่อยลดพรุ่งนี้ล่ะกัน

Day 4 : จะกลับไทยแล้วขอช้อปหน่อย

ใกล้จบทริปสิงคโปร์ สิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเองแล้ว “ขอตื่นสายหน่อยนะ” ไม่รีบร้อนอะไร เดี๋ยวเราต้องกลับไทยตอนเย็น ๆ ช่วง 18.00 น. กับสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์เหมือนเดิม

เก็บข้าวของออกจากโรงแรม ลากกระเป๋า พร้อมกันให้เวลาตามหาของฝากกลับบ้านให้คนที่เรารัก และเพื่อนร่วมงาน เราแบกกระเป๋ามุ่งหน้าสู่มุสตราฟา ลงสถานีรถไฟใต้ดิน Farrer Park ออกทางออก F เดินลัดเลาะ แหล่งรวมของฝากที่อัดแน่นราวกับเราเดินอยู่บนเว็บอีคอมเมิร์ซ เราเลือกซื้อขนมเป็นหลักค่ะ เช่น ช็อกโกแลต ขนมจุกจิก และของฝากเป็นชาสิงคโปร์

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

มาถึงตรงนี้ขอให้ภาพเล่าเรื่องแทนตัวอักษร และภาพน่าจะเล่าบรรยายบรรยากาศจริงได้ดีกว่าตัวอักษรเป็นแน่แท้

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 ด้วยตัวเอง

พิกัด : Mustafa Centre เปิด 24 ชั่วโมง

ก่อนกลับขึ้นเครื่องเราแวะ Say good bye! น้ำตกในห้างจิลเวล เราพร้อมกลับไทยแล้วไว้จะกลับมาใหม่นะสิงคโปร์จ๋า บัตเตอร์คัตเตอร์กลับไทยไปปั๊มสตางค์ก่อนนะ 🙂 ไว้จะกลับมาอีกนะ “สิงคโปร์จ๋า”

**ค่าใช้จ่ายในทริปไปสิงคโปร์ เดินทาง 2 คน ประมาณ 1,800 SGD รวมค่าช้อปปิ้งด้วย 

ก่อนจบรีวิวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 by Butter Cutter

สำหรับผู้ที่กำลังอ่านถ้อยคำนี้บัตเตอร์คัตเตอร์ต้องขอกล่าว “ขอบพระคุณจากใจที่อ่านเรื่องราวสารคดีท่องเที่ยวที่ถ่ายทอดตามความจริงเหล่านี้จนจบ” ด้วยเรื่องราวการเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 2019 แบบเที่ยวเอง แบบไม่ง้อทัวร์ ไม่กลัวหลง เลือกเที่ยวเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พักซึ่งช่วยชาร์จพลังได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ส่วนบทความท่องเที่ยว On the Way จะเป็นอะไรนั้น ต้องติดตาม MOVE ON BLOG เท่านั้น


รีวิว ITSTHESHIP 2019 at สิงคโปร์


นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

รีวิว ITSTHESHIP 2019 at สิงคโปร์

Ma Long vs Lin Yun-Ju | T2 Diamond Malaysia (QF)


Review all the highlights from Ma Long vs Lin YunJu at the 2019 T2 Diamond Malaysia
Highlights courtesy of T2: https://www.youtube.com/channel/UCPmHN1PevxZzqJtuJb7ZAuw
SUBSCRIBE: http://bit.ly/ittfchannel
Watch LIVE Matches: https://tv.ittf.com
Follow us on http://ITTF.com and on social media:
http://twitter.com/ittfworld
http://facebook.com/ITTFWorld
http://instagram.com/ittfworld
http://weibo.com/ITTFWorld
©ITTF
All content is the copyright of the International Table Tennis Federation. Images may not be reproduced without prior approval from the ITTF.

Ma Long vs Lin Yun-Ju | T2 Diamond Malaysia (QF)

Mima Ito vs Jeon Jihee | T2 Diamond 2019 Singapore (SF)


Match 27: Mima Ito vs Jeon Jihee in the Semi Finals at the Seamaster T2 Diamond 2019 Singapore event!
Follow all the latest action on our website here: https://t2diamond.com/livestream/

Mima Ito vs Jeon Jihee | T2 Diamond 2019 Singapore (SF)

Jeon Jihee vs Chen Meng | T2 Diamond 2019 Singapore


Match 22: Jeon Jihee vs Chen Meng in the quarter finals at the Seamaster T2 Diamond 2019 Singapore event!
Follow all the latest action on our website here: https://t2diamond.com/livestream/

Jeon Jihee vs Chen Meng | T2 Diamond 2019 Singapore

the most amazing drone holographic light show in China – 超震撼无人机编队表演集合


the most amazing drone holographic light show in China - 超震撼无人机编队表演集合

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่MAKE MONEY ONLINE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ สิงคโปร์ 2019

Leave a Reply

Your email address will not be published.