Skip to content
Home » [NEW] Work & Travel ประเทศสหรัฐอเมริกา เตรียมพร้อมก่อนไปกันเถอะ | work and travel ค่าใช้จ่าย – NATAVIGUIDES

[NEW] Work & Travel ประเทศสหรัฐอเมริกา เตรียมพร้อมก่อนไปกันเถอะ | work and travel ค่าใช้จ่าย – NATAVIGUIDES

work and travel ค่าใช้จ่าย: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

Table of Contents

Work & Travel ประเทศสหรัฐอเมริกา เตรียมพร้อมก่อนไปกันเถอะ

Published by on

ประสบการณ์ Work & Travel ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา / การเตรียมตัวก่อนไปและการปรับตัวในการใช้ชีวิตที่อยู่ห่างบ้านอันไกลโพ้นเกือบ 4 เดือนครั้งแรก คุ้มค่ากว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว

สวัสดี…“กะล็อคก็อกเกรซ” เองจ้า ก่อนจะมาเป็น  “เด็กเวิร์ค” ก็เป็นเด็กทั่วไปที่เมื่อเรียนจบแล้ว อยากออกไปหาประสบการณ์ชีวิตสักหน่อย จึงอยากมาแชร์ อยากมาคุยและเล่าประสบการณ์ให้ใครที่กำลังสนใจไป ไปเวิร์ค (Work and Travel) ประเทศสหรัฐอเมริกากันค่า

คุณสมบัติของคนที่จะไป work & travel ได้ คือ

  1. ต้องมีอายุไม่เกิน 28ปี และมีสถานภาพเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ภาคปกติ หากกำลังจะจบปี 4 ต้องสมัครร่วมโครงการตั้งแต่เทอม1 หรือตอนยังมีสถานภาพเป็นนักศึกษา นักศึกษาปริญญาโทก็สมัครได้จ้า
  2. หากอายุเกินหรือเรียนจบแล้ว ถ้าอยากไปจริงๆ ลองดู Internship/Trainee Program เอาก็ดีจ้า

ช่วงเลือก Agent

ก่อนไปเวิร์คหาข้อมูลเยอะมาก ยิ่งทำให้ทำอะไรๆง่ายขึ้น และการเลือก Agent สำคัญมาก!! หาแบบที่เค้าไม่เท ไม่ฟาดเรา คนชอบพูดว่าเลือกงานก่อนค่อยเลือก Agent แต่เราคิดว่าควรเลือกควบคู่กันไป ในไทยมี Agent ให้เลือกเยอะมาก แต่ละ Agent ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เลือกเอาตามที่ถูกใจแต่ละคนเลย แล้วอย่าลืมอ่านรีวิว Agent เยอะๆว่าเคยเทเคยฟาดใครรึเปล่า

ซึ่งเราก็ได้ตกลงปลงใจไปกับ OEG Overseas Ed Group และเลือกทำงานสวนน้ำ Noah’s Ark ที่เมือง Wisconsin Dell 

.

  • ข้อดี ของ Agent นี้คือ ดูแลดี ไม่เทแน่นอน น่าเชื่อถือ ใส่ใจรายละเอียด ตามเราทุกย่างก้าว
  • ข้อเสีย คือ เลือกงานยากมาก ยากยิ่งกว่าแย่งกันลงทะเบียนเรียนอีก

.

ก่อนวันเดินทาง

ก่อนจะถึงวันเดินทางไป Work & Travel ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญเลยคือการทำ VISA ประเภท J1 เป็น VISA ระยะสั้นสำหรับโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ  เรื่องเอกสารต่างๆ ทาง Agent จะแจ้งรายละเอียดและมีวันนัดหมายวันสัมภาษณ์ ซึ่งvisaก็ผ่านได้อย่างสบายๆ ไม่มีปัญหาใดๆ คำถามตอนสัมภาษณ์ก็มักจะไม่ยากอะไรเช่น ถามว่าไปทำงานอะไร เมืองไหน สิทธิของเรามีอะไรบ้าง กลับเมื่อไหร่ กลับมาแล้วจะทำอะไร

เราเลือกทำ VISA ก่อนที่จะจองตั๋วเครื่องบิน เพราะกังวลเผื่อ VISA ไม่ผ่านค่ะ แต่เมื่อ VISA ผ่านแล้ว พร้อมแล้วก็เตรียมหาตั๋วเครื่องบินกันต่อ

ซึ่งตั๋วเครื่องบินเราก็เลือกจองกับ DD Plus Aviation เพราะดูราคาที่ได้มาแล้วเท่ากับราคาที่นั่งหาเองเลย มีปัญหาอะไรพี่เค้าก็ช่วยได้ จะเลื่อนตั๋วก็ถามได้ เปลี่ยนรูทไปมาพี่เค้าก็ไม่ว่าเลย บริการดีสุดๆถูกใจ ตั๋วเครื่องบินเราได้มาในราคา 38,000 บาท ใครเตรียมตัวก่อน หาราคาถูกกว่านี้ได้แน่นอน แต่เนื่องจากเราจองกระชั้นชิด + ขึ้นลงต่างสนามบินและขากลับแวะที่ญี่ปุ่น 1 อาทิตย์เลยได้มาในราคานี้

.

3 สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมก่อนเดินทางเดินทางไป Work & travel

1. ซิมการ์ดแบบไหนที่คู่ควร (Sim Card)

– ช่วงแรกที่ไป

เราซื้อซิมของ AIS Sim2FLY จากไทยไปใช้ที่อเมริกา เนื่องจากถึงช่วงบ่ายไม่อยากวุ่นวายเสียเวลาหาที่ซื้อ ราคาอยู่ที่ 899 บาท ใช้อินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูงสุดที่ปริมาณ 4GB หลังใช้งานครบ ความเร็วสูงสุดจะอยู่ที่ 128 Kbps ซิมใช้ได้เป็นเวลา 15 วันนับแต่ตอนเปิดใช้

USA_Simcard_002

ซื้อได้ที่ AIS online store หรือ AIS Shop ทุกสาขาและต้องลงทะเบียนซิมก่อนเปิดใช้ แนะนำไปซื้อที่ Shop เค้าทำให้เสร็จ อย่าลืมเอาบัตรประชาชนไปด้วยน้า

USA_Simcard_001

หลังจากลองได้ใช้งานจริง อินเตอร์เน็ตเร็วใช้ได้ไม่มีปัญหา แต่ตอนเปิด Google maps นำทางบางช่วงมันช้า ก็ใช้วิธีถามทางให้แน่ใจ แต่ยังถือว่าใช้นำทางได้อยู่ ส่วนเล่นเฟส, เล่นไลน์เบาๆก็ลื่นอยู่แล้ว ถ้าจะโทรก็ต้องเสียเงินเพิ่มนะ ส่วนตัวเราไม่มีความจำเป็นต้องโทรอยู่แล้ว เพราะตอนเรียก Taxi ให้โรงแรมหรือคนในพื้นที่ช่วยโทรได้

.

– เมื่อถึงอเมริกาแล้ว

หลายๆคนอาจมองหาาซิมของอเมริกาที่สามารถใช้โทร ใช้ติดต่อเพื่อน หรือเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งโทรศัพท์ส่วนมากของไทยใช้ระบบ GSM ระบบนี้จะมีค่ายใหญ่ๆอย่าง AT&T กับ T-Mobile ที่คนไทยใช้กันค่อนข้างเยอะ (มีริวิวกันเยอะแล้วลองหาดูได้) ทั้งสองตัวนี้จะมีการคิดราคาซิมอยู่ที่ 10 – 25$ + ค่า Plan ที่เราจะใช้และค่าภาษี ใช้น้อยใช้เยอะก็จ่ายตามราคาไป ส่วนมากเพื่อนๆเราใช้เดือนละ 45$ เป็น 4G Unlimited สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปหรือที่อื่นๆ อินเตอร์เน็ตค่อนข้างเร็วใช้ได้ ไม่มีปัญหาใดๆ

บางคนอาจเห็น Straight Talk เป็น Plan หาซื้อง่าย ราคาที่เห็นใช้กันเยอะจะอยู่ที่ 45$ ต่อเดือน + ซิม + ภาษี ซื้อได้จาก Wallmart เป็นแบบกระดาษแข็งบอกราคา Plan การใช้งานไม่มีปัญหาใดๆและอินเตอร์เน็ตเร็วเช่นกัน

USA_Simcard_005

ส่วนอีกตัวเป็นซิมที่เราใช้ อยากแนะนำเพราะคนไม่ค่อยรู้จัก มีราคาสำหรับคนต้องการประหยัด!! ที่ไม่ใช้เยอะ, ที่พักมี Wi-fi ให้เล่น รอซิมมาส่งที่ที่พักได้ เห็นว่าส่งมาไทยก็ได้นะ เป็นซิมสำหรับ J1 โดยเฉพาะ จุดเด่นของเจ้านี้คือ *ซิมฟรี* ไม่มีค่าใช้จ่ายจ้ะ ** สามารถสั่งซื้อได้จาก >> https://j1simcards.com

สั่งฟรี ส่งฟรี จ่ายตอน Active เท่านั้นค่ะ 

มี 2 Plan ให้เลือก
1. 25$/เดือน ใช้ 4G ได้ 2GB หลังจากนั้น 128 kbps
2. 45$/เดือน เป็น Unlimited 4G
* ทั้งสองแพลนโทรและ SMS ได้ในอเมริกาไม่จำกัด
* ถ้าใช้แค่ 1 เดือนจะโดนคิดเพิ่ม10$
* เพิ่ม 2$ ได้โทรต่างประเทศไม่อั้น

จากที่ใช้มา 6 รัฐ ไม่มีปัญหาใดๆและอินเตอร์เน็ตเร็ว เราเหมือนจะไม่โดนเสียภาษีเพิ่ม อาจเพราะใช้แค่เดือนเดียวรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ

USA_Simcard_003

รอซิมหลังจากสั่งประมาณ 3-7 วัน พอได้ซิมเสร็จแล้ว ให้เข้าไปกด Activate ซิมในเว็ปเดิม ง่ายมาก ใส่ชื่อ เลือก Plan ที่ต้องการ เลือกวันที่ต้องการเริ่มใช้บริการ แล้วก็กดจ่ายเงิน เสร็จแล้วรอ SMS ใช้งานได้เลย เราใช้แค่แบบ 25$ เดือนเดียวเฉพาะช่วงเที่ยว เพราะทำงานเอาโทรศัพท์ไปไม่ได้ ที่พักก็มี Wi-fi เมืองเล็กๆไปไหนไปพร้อมเพื่อน

USA_Simcard_004

ลองใช้กับ Google maps ก็นำทางได้ตลอดไม่ติดขัด จนวันกลับความเร็วก็ยังไม่หมด ใช้แค่ตอนนำทางกับเล่นไลน์ อยู่ห้องใช้ Wi-fi ของโรงแรมตลอด มีช่วงช้านิดหน่อยแต่เช็คกับของเพื่อนที่เป็นเครือข่ายอื่นของเพื่อนก็ช้า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเนอะ สำหรับคนประหยัดเอาไว้ไปเที่ยวจ้า ?

.

2. กระเป๋าเดินทางนะ ไม่ใช่กระเป๋าโดเรม่อน (Luggage)

การจัดกระเป๋า ขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนบุคคล สำหรับคนที่แวะเที่ยวขากลับ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ลากกระเป๋าใบใหญ่สองใบคงไม่สนุกใช่ม้าาา แล้วสำหรับคนที่เที่ยวอเมริกาหลายๆรัฐ กระเป๋าเยอะก็ลำบากมากๆเช่นกัน แนะนำงอกกระเป๋าวันสุดท้ายของการเดินทางเลย เพราะรถเมล์ รถไฟฟ้า เอากระเป๋าขึ้นไปก็ไม่สบายหรอก แต่ใคร Road Trip หรือพอมีเงินนั่งTaxi ก็ตามสะดวกกันเลย

สำหรับตัวเราเอง ด้วยความที่เที่ยวหลายรัฐแบบใช้รถสาธารณะ แถมยังแวะญี่ปุ่นอีกด้วย เราใช้กระเป๋าเพียงแค่ 24″ และ Carry on ใบที่สามารถวางบนกระเป๋าลากได้ + กระเป๋าเป้สะพายหลังใส่ของเบาๆจ้า ถามว่าทำไมเอาไปใบเล็กได้ ของข้างในก็มีแค่…

ครึ่งนึงของกระเป๋ามีมาม่า/ ข้าว Roza/ กราโนลา/ มาม่าเกาหลี/ ผัดหมี่โคราช 555/ อาหารสำเร็จรูปปุ้มปุ้ย(อร่อยดีนะ ถึงเครื่องสุดแล้ว)/ โจ๊กซอง/ ผงทำกับข้าว/ พริกไทย (ที่นู่นไม่หอมเท่าบ้านเราอะ)/ น้ำจิ้มสุกี้ (เอาไปก็ไม่ค่อยกิน) ทาคูมิ ดีงามมากๆ

แต่ที่นู่นมีเครื่องปรุงราคาพอๆกับบ้านเรา คิคโคแมนงี้ แล้วก็ยี่ห้ออื่นๆ ที่เอาของกินไปเยอะเพราะรู้ตัวเองว่าต้องประหยัด สำหรับใครที่ไม่ติดอาหารไทยหรือไม่ต้องการประหยัด ของกินไม่ต้องเอาไปเยอะแบบเราก็ได้ มาม่าถูกๆที่นู่นก็มีแต่เราชอบมาม่าไทยไง 55555

ส่วนอีกครึ่งที่เหลือของกระเป๋า เอาใส่เสื้อผ้าไปแค่ 3-5 ตัวเท่านั้น ที่ทำงานมีชุดยูนิฟอร์ม ทำงาน 4 – 6 วัน แล้วเสื้อไปเที่ยวยังไงก็มีซื้อบ้างอยู่แล้ว เพื่อนเราเอาไปเยอะมาก!! สุดท้ายต้องทิ้งออกไปเยอะเพราะซื้อเพิ่มเพียบ

ปลอกหมอนเอาไป 2 ใบ เผื่อเปลี่ยน ชุดเครื่องนอนที่พักมีให้หมด, ยาต่างๆ หนังยางรัดกับข้าวนิดหน่อย ไม้แขวนเสื้อเพราะที่นั่นมีให้แค่ 3 อันกะใช้แล้วทิ้งได้เลย สลิปเปอร์ที่เอาไปก็ไม่ใช้ หัวแปลงไฟไม่ได้ใช้ เอกสารที่จำเป็น แล้วก็ของเล็กน้อยของจำเป็นอื่นๆตามแต่ใครต้องใช้เนอะ

เราแนะนำใช้กระเป๋าใบเดียว ขนาด 28″ ขึ้นไป เพราะถ้ามีสองใบค่อนข้างลำบากจริงๆ ส่วนการงอกกระเป๋า พยายามงอกตอนสุดท้าย กระเป๋าเราเล็กก็จริงแต่ก็ใส่กระเป๋าของฝากได้ 6-7 ใบ เอาเสื้อผ้ายัดในกระเป๋าเพื่อไม่ให้เสียทรงแถมประหยัดเนื้อที่ ใส่รองเท้าได้อีก 3 คู่ แล้วก็อื่นๆอีกพอประมาณ

3. จองที่พักระหว่างแวะในเมืองใหญ่ก่อนไปทำงาน หรือตอนไปเที่ยว เน้นความคุ้มค่า (Hotel)

การจองที่พัก ให้ดูที่พักที่สามารถยกเลิกการจองได้เพราะอาจมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นได้เสมอ หากเจอราคาที่ถูกกว่าก็ยังยกเลิกและเปลี่ยนที่พักได้ ระยะเวลาการจองให้เราจองแต่เนิ่นๆ จะมีที่พักที่ถูกและดีเหลืออยู่ มีตัวเลือกให้เรามากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย หลายคนอยากได้ที่พักดีๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ Budget ถ้าอยากได้ถูกมากๆ แต่อยู่สบายมากมันก็หาลำบากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ ราคาโรงแรมจะไม่แน่นอน มีช่วงถูก-แพง ช่วงที่เราหาจอง จำนวนคน ต้องลองหาหลายๆที่และเปรียบเทียบกัน ส่วน Hostel คิดราคาเป็นเตียง/คืน คนจะไปเยอะไปน้อยก็ราคาเท่าเดิม แนะนำให้เปรียบเทียบกับโรงแรมก่อน เลือกที่พักทำเลดีก็เหมือนประหยัดค่ารถไปในตัว ไม่ต้องเสียหลายต่อ ไม่ต้องเสียเวลา ประหยัดแรงได้อีกด้วย

.

– Chicago : แนะนำให้เลือกนอนใกล้สถานี cta และที่เที่ยว จะทำให้เดินทางสะดวก

ขาไปเรานอนละแวกตึก Trump ชื่อโรงแรม “Hampton inn” เป็นห้องสำหรับ 4 คน แต่นอนแค่ 3 คน ราคาคนละ 1,200฿/คืน โรงแรมมีอาหารเช้าดีมากๆ มีนม, คอนเฟลก, แพนเค้ก มีเยอะมากสไตล์ American Breakfast หาเจอจากการ Search หาที่พักแถว Chicago Bean

ส่วนขากลับเราให้เพื่อนเราจอง Hostel ไปกัน 9 คน เสียไป 46$ หรือประมาณ 1,500฿/คน/คืน เป็นห้องสำหรับ 5 คน กับ 4 คน อยู่แถวๆสถานี cta Damen เดินไกลกว่าจะถึงที่พัก แถมต้องยกกระเป๋าไปชั้น 2 ขึ้นบันไดสูงมาก!!

ก่อนจองจึงต้องดูรีวิวดูข้อมูลให้ดี ที่เลือกที่นี่เพราะถูกและจองช้าด้วยไม่มีตัวเลือกมาก

.

– Las Vegas : แนะนำให้เลือกหานอนตรงถนน Strips ถนนที่เรียงรายโรงแรมเอาไว้เล่น casino

เรานอน “Motel 8 Las Vegas” ตรงข้าม Mandalay Bay ไปกัน 7 คนเลยเลือกนอนห้องสำหรับ 4 คนสองห้อง ค่าโรงแรม 27$ หรือเฉลี่ย 880฿/คน/คืน นอนแบบ.. ไม่อยากจะพูดว่ามีไว้แค่นอน ห้องน้ำเก่าตัวห้องเก่า มีกลิ่นพรมบ้าง แต่เตียงดีห้องกว้าง มันเป็นห้องไพรเวท เดินทางสะดวก

ก่อนนอนต้องแวะเล่นที่ Mandalay Bay ทุกคืน สำหรับเราจึงถือว่าโอเคเพราะราคาถูกมาก ตอนเจอแว้บแรกนึกถึงหนังฝรั่งที่มีมาเฟียจีนสู้กันอ่ะแล้วเป็นที่พักแบบมาหลบตอนบาดเจ็บ 5555 สรุปแล้วที่ Las Vegas นอนที่ไหนก็ได้ในถนน Strips มีรถ Bus วิ่งตลอดทั้งสายเลยสะดวกมากๆ

.

3. Los Angeles : แนะนำให้พักละแวก Hollywood เพราะถ้านอนใน Downtown อันตราย Homeless เยอะ ดูน่ากลัว ~0~

เรานอนพักที่ “Hollywood Celebrity Suite” เป็น Condo เปิดให้เช่ารายวัน ค่าที่พัก 39$ หรือเฉลี่ย 1,270฿ /คน/คืน ได้ที่พักนี้มาคือโชคดีมาก มีครัว อุปกรณ์ครบ มีเครื่องซัก อบ ผ้า และพื้นที่กว้างขวางมากๆ พักกัน 7 คน ที่ยังเหลือๆ มีห้องนั่งเล่น ชอบมาก ดีที่สุดที่ได้พักมา ถ้ามากันน้อยคนคงไม่ได้แบบนี้

.

4. San Francisco

แนะนำให้เลือกแถว Union Square โลดดด ! เพราะเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอัน เป็นดง Shopping ดงที่ต่อรถสาธารณะกระจายไปทั่ว ข้อเสีย คือคนเยอะไปหน่อยหลายคนบอกว่าอันตราย แต่มีเพื่อนเราไปอีกดงนึงเงียบๆ แล้ว Homeless ทั้งถนน ต้องเดินผ่านเพื่อไปส่งเพื่อนน่ากลัวมากกว่าอีก อีกอย่างที่นี่มีถนนมีซอยที่ควรระวังและน่ากลัว มีคนท้องถิ่นบอกไว้ว่าอย่าเดินไป คือซอยที่เลย San Francisco International Hostel ไปนิดนึงที่เป็น Hostel ถัดจาก Hi San Francisco เพราะงั้นการเลือกที่พักก็ต้องดูย่านดีๆ ที่พักที่นี่ราคาสูงมากๆแทบทุกที่ ใครจะจองก็ต้องทำใจเพราะราคาค่อนข้างสูงแถมยังได้ที่พักแบบไม่ได้ดีเท่าไหร่ด้วยเพราะเมืองนี้ค่าครองชีพสูงจริงจัง

เราพักที่ “San Francisco International Hostel” ราคา 47$ หรือเฉลี่ย 1,530฿/คน/คืน ที่พักก็พอนอนได้ ที่นอนเป็นเตียงสองชั้นดูบอบบาง ไม่มีแอร์แต่หนาวต้องนอนห่มผ้า ห้องแคบ แทบจะไม่มีที่วางกระเป๋า Staff น่ารักมาก เราไม่มีเศษเงินกดน้ำในตู้เค้าก็ให้มาเลย มีบริการรถตู้ไปถึงสนามบิน คุ้มตรงไม่ต้องลากกระเป๋าเอง มีอีกที่พักแนะนำคือ “Hi San Francisco” ห้องดีเตียงดีไม่บอบบาง สะอาดสะอ้าน ทุกอย่างดีแต่แพงกว่าแค่นั้นเอง

.

– New York

มีบ้านคนไทยให้เลือกพักในราคาถูกสำหรับคนไทยเท่านั้น เราเหลือ 3 คน ได้ที่พักบ้านคนไทยมาคนละ 30$ หรือเฉลี่ย 975B/คน/คืน ที่พักคนไทยที่นิวยอคมีเยอะแยะมาก ลองหาดูกันได้ ราคาพอๆกันเลย

.

สำหรับใครที่จะจองที่พักผ่าน Booking.com สมัครผ่าน Link นี้ ได้เงินคืน 550 บาทหลังไปเข้าพักครั้งแรกน้า >>> https://booking.com/s/38_6/jeraon40

.

บินไป America กันเถอะ

เราเดินทางจาก กรุงเทพ (BKK) – ชิคาโก (ORD) ไปกับสายการบิน American Airlines ก่อนเดินทางอ่านรีวิวรัวๆเลย มีทั้งดีบ้างแย่บ้าง แต่จากการเดินทางมาแล้ว รู้สึกโอเคมากกกก สมราคา อาหารอร่อย กิน..กิน..กิน..ตลอดดเวลา ไม่มีรู้สึกหิวเลย

จากสนามบินสุวรรณภูมิไปต่อเครื่องที่สนามบินนาริตะ เราได้นั่ง Japan Airline ภายใต้ American Airline ที่นั่งสบาย กว้าง ยืดขาได้

แล้วจากสนามบินนาริตะไปยังสนามบินโอแฮร์ เราได้นั่ง American Airline ที่นั่งแคบกว่า Japan Airline นิดหน่อยเพราะมีที่นั่งเยอะกว่า ใครตัวสูงอาจยืดขาลำบาก แต่คนตัวเล็กๆแบบเราก็ยังคงยืดขาได้สบาย 5555555

เวลาไปของก็อป ไม่ว่าเกรด เอ บี ซี อย่าไปใส่ไปนา มีเพื่อนโดนตรวจ พลิกซ้ายพลิกขวา ดีนะของแท้ 55555555 /ขำหน้าซีดเลย พอถึงอเมริกาเจอ ตม. ก็ไม่ถามอะไรมาก สบายๆ ถามแค่มาทำอะไร ทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร แล้วก็ให้ผ่าน

ส่วน Pocket money ให้พกมาไม่ต่ำกว่า 30k นะคะ เห็นหลายคนสงสัย มีไว้อุ่นใจค่ะ 

.

ถึง

อเมริกา

แล้ว..วิธีไปรัฐเล็กๆที่อเมริกา

การเดินทางไปที่ทำงานแต่ละคน หลายที่ทำงานมักจะอยู่ในรัฐเล็กๆ การเดินทางลงสนามบินใหญ่ในอเมริกาแล้วต่อรถไฟหรือรถบัสอาจถูกกว่านั่งเครื่องไปลงรัฐของที่ทำงานนั้นเลย ก่อนไปลองเปรียบเทียบราคาของรัฐที่ตัวเองอยู่ดู

บินไปอเมริกา ใช้เวลาบินร่วมเกือบ 20 ชั่วโมง!! และแล้วเราก็ถึง…แต่ไม่สุด เพราะปลายทางเรายังต้องหาวิธีไปรัฐ Wisconsin Dell เมืองที่เราจะทำทำงานนั่นเอง 

โดยการเดินทางนั้นเราจะมาแนะนำวิธีการเดินทางไปยังเมืองหรือรัฐอื่นโดย รถไฟ “Amtrak” คือรถไฟวิ่งผ่านหลายรัฐในอเมริกา

USA_Wis_001

วิธีจอง Amtrak เข้าเว็ปไซต์นี้เลย > Amtrak Tickets ยิ่งจองเร็วจะยิ่งถูก จองจากที่ไทยใช้บัตรเดบิตของไทยได้เลย ใครข้อเข่าไม่เสื่อมแนะนำนั่ง upper นะฮะ วิวดี วิวงาม ที่นั่งสบาย นิ่มมากๆ ส่วน lower จะติดห้องน้ำ ที่นั่งในรถไฟสบายกว่าบนเครื่องบินอีกค่าาา ?

USA_CA_041

สถานี Amtrak ของที่ชิคาโก จะอยู่ที่ Union Station ใน ชิคาโก (Chicago)

วิธีไป: เริ่มต้นนั่งรถไฟสายสีฟ้าไปลงสถานี Clinton แล้วก็เดินตามกูเกิลแมปส์อีกประมาณ 8 นาทีถึงจะถึง Union station

USA_CA_001USA_CA_010USA_CA_008

ย้ำแล้วนะ !! ว่าเอากระเป๋ามากันใบเดียวเถอะ !!! พื้นลากยากมาก!! ลากมาแล้วแถมต้องยกขึ้นบันไดด้วย

Amtrak อนุญาตให้เอากระเป๋าCarry onขึ้นฟรี: 12กิโล 2ใบ ขนาด 14x11x7นิ้ว กับ 23กิโล 2 ใบ ขนาด 28x22x14นิ้ว และยังสามารถโหลดกระเป๋าฟรี2ใบ น้ำหนัก 23 กิโล ขนาด 75 linear inches(กว้างxยาวxสูง) มากกว่านั้นต้องเสียตังโหลด20$นาจา

USA_CA_007

ได้นั่งรถไฟสักพักรถไฟก็ออก พอใกล้จะถึงที่ต่างๆเจ้าหน้าที่ก็จะประกาศบอก ฟังง่ายเพราะเป็นชื่อสถานที่ป้ายที่ชานชลา เย้ ?ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

USA_Wis_013

ตู้ทานอาหารบนรถไฟ สวยมั้ยยย? มองวิวกันไป บนตู้ธรรมดาก็กว้างขวางสบายมาก นอนเอนได้เยอะเลย ที่กว้างมาก แต่ไม่ได้ถ่ายมาเกรงใจคนอื้นน

รีวิวงานสวนสนุกสวนน้ำสไตล์

USA_Wis_039

งานสวนสนุก สวนน้ำ ก็สนุกจริงๆ มีหลายตำแหน่งให้เลือกทำ ส่วนเราทำอยู่ในส่วน Food มีหลายร้านเลยในสวนน้ำของเรา ได้เปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ บางวันขายไอติม บางวันขายพิซซ่า บางวันขายเบอเกอร์ บางวันเป็นแคชเชียร์ คือได้ทำเยอะมากสนุกมาก เพื่อนก็ดี แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าอย่าหวังเรื่องชั่วโมงการทำงาน อันนี้คือเรื่องเศร้าเพราะพวกสวนสนุก สวนน้ำ วันไหนอากาศไม่ดี ไล่กลับบ้านหมด ได้เงินน้อย เบี้ยน้อยหอยน้อย ต้องอยู่กันอย่างประหยัด ยิ่งถ้าเมืองไหนไม่มีงาน2แบบเราแล้ว แล้วชั่วโมงน้อยแบบนี้ คือทรหดมาก เกือบไม่มีเงินไปเที่ยวแล้วแหนะ

วิถีชีวิตใน Wisconsin Dells 3 เดือนที่น่าจดจำ

USA_Wis_002

มาถึงแล้วจ้า “Wisconsin Dells” นั่งเพลินๆ จากชิคาโก ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แดดและอากาศดีมากๆเลย

USA_Wis_004USA_Wis_003

ภายในสถานีรถไฟ ดูเก่าแก่ คลาสสิคดี

USA_Wis_015

Taxi ที่นี่ค่ะ ที่นี่ไม่มีรถสาธารณะ ต้องเหมาTaxiขั้นต่ำ7$ วิธีเรียกคือต้องโทรเอาอย่างเดียวไม่มีโบกข้างทาง ถ้าคนเยอะของเยอะก็จะได้Taxiคันใหญ่หน่อย

USA_Wis_019

เส้นทางไปยังที่พัก ที่พักราคา45$ต่ออาทิตย์ ที่ถูกเพราะที่ทำงานจ่ายให้เกือบครึ่งแหนะ

USA_Wis_037

วันไหนมีงานที่ที่พักก็ได้กินของฟรี ดี๊ดี S’moresอร่อยมาก

USA_Wis_034

บรรยากาศเหงาๆงามค่ำคืน ยิ่งวันไหนได้ชั่วโมงงานน้อยยิ่งเหงา

USA_Wis_005

ว่างๆก็เหมาแท็กซี่ออกมา ซื้อเสบียงตุนไว้ค่ะ ขอบอกว่าที่นี่ไอติมทั้งถูกทั้งอร่อย

USA_Wis_017

ออกมาหาอะไรกินบ้าง KFC ที่นี่เจ๋งสุดๆเลย ซอสฟรีหยิบกลับบ้านไปเพียบ55555

USA_Wis_022

เงินเข้าปุ้บ ก็ออกมาช็อปปิ้งที่ Outlet จ้า เช้าเศรษฐีเย็นยาจก

USA_Wis_006

ปั่นจักรยานมานั่งเล่นที่สวนสาธารณะ อู้หูว ได้ฟีลอเมริกันของแท้ 

USA_Wis_008

ในเมืองเหมาTaxiก็แพง ซื้อจักรยานมืองสองปั่นไปไหนมาไหนก็คุ้มและสะดวกกว่าในบางครั้ง แถมก่อนกลับเอาไปขายได้เงินคืนมาอีก5$ด้วยแหละ

USA_Wis_009

Day off ก็ออกมาเที่ยวชิวๆ Dells จะมีบัตรเหมาเข้าที่เที่ยวราคา15$ เข้าได้หลายที่เลย สนุกและคุ้มสุดๆ

USA_Wis_011

วันไหนๆเป็นวันสำคัญก็จะมีแสดงโชว์ในตัวเมือง ตื่นตาตื่นใจมาก

USA_Wis_018  บรรยากาศดีมากๆ ฟ้าสวย มองอะไรก็เข้าธีมUSA_Wis_020

ร้านช็อปปิ้งเสื้อผ้า เมืองไหนมีหลายร้านก็เดินเพลินๆอะ

USA_Wis_041

เข้าสวนสัตว์ก็ตื่นเต้น เจอสัตว์แปลกๆเยอะเลย

USA_Wis_021 USA_Wis_023 USA_Wis_024 วันหยุดออกมาเดินเล่นใกล้ๆก็บรรยากาศดีUSA_Wis_025 USA_Wis_026 USA_Wis_027 Wisconsin Dells เมืองแห่งสวนน้ำ มีแต่สวนน้ำทั้งเมืองUSA_Wis_028

ไอติมอร่อยมาก แดรี่ควีนดีกว่าที่ไทยมากๆ ต้องลอง

USA_Wis_029นอกจาก Wisconsin Dells จะเป็นเมืองแห่งสวนน้ำแล้ว เมืองนี้ยังโด่งดังเรื่องชีส เพราะฉะนั้นห้ามพลาดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชีส เช่น ชีสเคิร์ท อร่อยมากกกกUSA_Wis_030Shakeก็อร่อย ส่วนมากที่อเมริกามักจะทานเนื้อกัน ถ้าเบอเกอร์ไม่ระบุว่าทำมาจากอะไรคือทำมาจากเนื้อวัวเจ้าค่าUSA_Wis_031ถ้าเข้าร้านอาหารที่อเมริกา ขอบอกว่าแพงกว่าทำทานเองเยอะ และอย่าลืมให้ทิปส์พนักงานทุกครั้งด้วยนะคะ ยกเว้นร้านFast food หรือ Take home ไม่ให้ก็ยังพอได้ค่าUSA_Wis_033 USA_Wis_035

ถ้ามีโอกาส อย่าพลาดไอติม Dippin dots นะคะ ลองแล้วจะรักเลยUSA_Wis_038

เที่ยว Madison ฟรีกับองค์กร Spirit

Agent ทางฝั่งอเมริกาที่ดูแลเราคือ Spirit เป็น Agent ที่ดูแลเด็กๆดีเลยแหละ แถมวันดีคืนดี มีพาไปเที่ยวเมืองใกล้ๆฟรีด้วยยยย  และเมืองที่เราได้ไปคือMadisonนั่นเอง

ที่แรก Madison state capitol  USA_Madison_005 USA_Madison_003

ภายในช่างงดงาม ตระการตา สวยเกินบรรยาย

USA_Madison_009USA_Madison_001

ด้านบนมองเห็นวิวแม่น้ำด้วย

USA_Madison_002

University of wisconsin madison

มหาวิทยาลัยที่บรรยากาศดีมาก โรแมนติกมากๆ น่ามาเรียนสุดๆ แต่ค่าเทอมแพงเอาการ

USA_Madison_007

เดินชมเมือง Madison

เมืองอะไรทั้งสวยทั้งบรรยากาศดี อยากมาเที่ยวอีกจริงๆ

USA_Madison_008 USA_Madison_010    

จบแล้ว สำหรับทริคการเตรียมตัวไป work & travel เล็กๆน้อยๆ อย่าลืมติดตามตอนอื่นได้ในเว็ปของเรา : https://kalokkokgrace.com/

ถ้าชอบฝากติดตามด้วยนะ มีเรื่องอัพเดทจะได้ไม่พลาดกันนะ
ขอบคุณทุกคนค่าาาา <3

Follow Me :
on Facebook Kalokkokgrace
on YouTube Kalokokgrace
on IG @kalokkokgrace

[NEW] รู้จัก วีซ่า Work and Holiday ออสเตรเลีย ละเอียดครบทุกขั้นตอน พร้อมยื่น! | work and travel ค่าใช้จ่าย – NATAVIGUIDES

เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน คงมีความฝันที่อยากจะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเที่ยว เรียน หรือทำงาน ออกไปหาประสบการณ์ การใช้ชีวิตในต่างแดนดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร วันนี้พี่เห็ด มัชรูมทราเวล มีอีกหนึ่งโครงการดี ๆ มาแนะนำ นั่นก็คือ Work and Holiday ของประเทศออสเตรเลีย หรือ ที่เรียกกันว่า WAH นั่นเอง ซึ่งเป็นวีซ่าที่ให้เราได้ทั้งเรียน เที่ยว และทำงาน ได้อย่างถูกต้อง ภายในระยะเวลา 1 ปี ใครอยากรู้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ ขั้นตอน กำหนดการสมัคร และเอกสารที่ต้องใช้ยังไงบ้าง พี่เห็ดรวบรวมมาให้ที่นี่แล้วจ้าาา

วีซ่า Work and Holiday ประเทศออสเตรเลีย คืออะไร?

ก่อนอื่นอยากให้เพื่อน ๆ ได้ทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของ วีซ่า Work and Holiday ออสเตรเลียกันค่ะ โครงการนี้ถูกจัดตั้งขึ้น โดยความร่วมมือของรัฐบาลไทย และรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี สามารถเดินทางไปศึกษา ท่องเที่ยว พร้อมทำงานในประเทศออสเตรเลีย ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งข้อตกลงนี้ มีขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2005 ซึ่งโดยปกติจะมีโควตาประเภทนี้อยู่ที่ 500 คนต่อปีงบประมาณ แต่เมื่อปี 2020 ก็ให้โควตาที่ ปีละ 2,000 คน เลยทีเดียว

Tips : ผู้สมัคร วีซ่าออสเตรเลีย ประเภทนี้ สามารถทำงานกับนายจ้างแต่ละแห่งได้นานสุดไม่เกิน 6 เดือน ถ้าทำงานถึง 6 เดือนแล้วจะต้องเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ นอกจากนี้ผู้สมัครจะต้องมีหลักฐานว่า มีเงินเพียงพอในกรณีไม่มีงานทำ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียได้โดยไม่ลำบากอะไร

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1. มีสัญชาติไทย
2. มีอายุระหว่าง 18 ถึง 30 ปี (ไม่เกิน 31 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ยื่นวีซ่ากับทางสถานทูตฯ)
3. สำเร็จการศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป
4. มีหลักฐานแสดงทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามรายการดังนี้
   – ผลการสอบ IELTS (ประเภทใดก็ได้) เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4.5 ในทุกทักษะ มีอายุไม่เกิน 1 ปี
   – ผลการสอบ TOEFL iBT ระดับคะแนน 32 ขึ้นไป ทุกทักษะ มีอายุไม่เกิน 1 ปี หรือ
   – ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรที่แสดงว่า ได้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีระยะเวลา 2 ปี จากสถาบันการศึกษาที่มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน
   – หลักฐานการจบระดับประถมศึกษา (Primary) และมัธยมศึกษาตอนต้น (3 years of secondary education) จากสถาบันการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน
   – หลักฐานที่แสดงว่าได้ศึกษาระดับมัธยมศึกษา 5 ปี (5 years of secondary education) จากสถาบันการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน
   – สำเร็จการศึกษาจากประเทศออสเตรเลียหลักสูตร 1 ปี ในระดับปริญญาบัตรหรือประกาศนียบัตร
5. ต้องเดินทางคนเดียว (ไม่มีผู้ติดตาม)
6. มีหลักฐานการเงินเป็นบัญชีออมทรัพย์ (ของผู้สมัครเอง)
เป็นจำนวน 5,000 AUD หรือประมาณ 120,000 บาทไทย
7. มีความประพฤติและสุขภาพดี
8. มีหนังสือรับรองคุณสมบัติ ซึ่งออกให้โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ การสมัครขอรับหนังสือรับรองคุณสมบัติดังกล่าว ผู้สมัครจะต้องยื่นเอกสารสำคัญ ดังนี้
   – ใบสมัคร (พิมพ์มาจากการสมัครผ่านทางระบบออนไลน์)
   – ปริญญาบัตรหรือหนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด โดยเอกสารต้องออกก่อนวันที่เปิดรับสมัครออนไลน์
   – ใบรายงานผลการศึกษา (Transcript) ฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
   – หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน ฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
   – บัตรประจำตัวประชาชน ฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
   – ทะเบียนบ้าน ฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
   – หลักฐานเกี่ยวกับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดังกล่าวข้างต้น*
   – หลักฐานการเงินเป็นบัญชีออมทรัพย์ (ของผู้สมัครเอง) จำนวน 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็น Bank Statement หรือใบรับรองทางการเงินของบัญชีเงินฝากจากธนาคาร โดยชื่อบัญชีจะต้องเป็นชื่อของผู้เดินทางเท่านั้น
   – แผนการเดินทางโดยคร่าว ๆ และประเภทงานที่สนใจจะทำระหว่างอยู่ออสเตรเลีย (เขียนสรุปไม่เกิน 1 หน้า เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ)
   – บันทึกข้อตกลงที่ผู้ปกครองลงนามเรียบร้อยแล้ว
   – สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนผู้ปกครอง

ข้อควรทราบเพิ่มเติมจากทาง ดย.

– ห้ามทำการสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านบริษัทนายหน้าที่รับเป็นตัวกลางทำการสมัคร และ / หรือจัดหาที่อยู่ให้เด็ดขาด เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ และอาจทำให้ไม่ได้รับวีซ่า รวมทั้งอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพได้
– วีซ่าประเภทนี้ ไม่ใช่วีซ่าทำงาน ดังนั้น หากพบว่าทำงานประจำ ณ ที่ใดเกินกว่า 6 เดือน จะถือว่าได้ทำผิดกฎหมาย อาจถูกถอนวีซ่าและถูกส่งกลับประเทศได้
– หากตรวจสอบพบว่าผู้สมัครมีเจตนากรอกข้อมูลเท็จ ดย. จะตัดสิทธิ์ผู้สมัครทันที
– การมีใบรับรองคุณสมบัติไม่ได้หมายความว่าวีซ่าจะผ่าน แต่การยื่นขอวีซ่าได้จะต้องมีใบรับรองจากทาง ดย.ก่อน
– การพิจารณาวีซ่าขึ้นอยู่กับทางสถานทูตออสเตรเลียเท่านั้น

เอกสารที่ต้องใช้ยื่นประกอบ วีซ่า Work and Holiday

เอกสารส่วนตัว

– พาสปอร์ตตัวจริง (รวมถึงพาสปอร์ตเล่มเก่าๆ ถ้ามี รวมถึงประวัติการเดินทาง) อายุพาสปอร์ตต้องเหลือมากกว่า 6 เดือน (สแกนหน้าแรกและหน้าที่มีตราประทับเดินทางทุกหน้า)
– รูปถ่ายหน้าตรง ใบหน้าชัดเจน พื้นหลังสีขาว ขนาด 4.5 x 3.5 cm ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
– สำเนาบัตรประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน (พร้อมฉบับแปลภาษาอังกฤษ)
– หลักฐานทางราชการต่างๆ เช่น สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ – นามสกุล / สำเนาทะเบียนสมรส – หย่า (พร้อมฉบับแปลภาษาอังกฤษ)
– หลักฐานผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือเรียน รด. (สำหรับผู้ชายพร้อมฉบับแปลภาษาอังกฤษ)
– หลักฐานการศึกษา Transcript และใบรับรองจบปริญญาบัตร (หากเป็นภาษาไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ)
– หลักฐานการผ่านงาน ในกรณีที่ผ่านการทำงานมาแล้ว (หากเป็นภาษาไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ)
– หลักฐานเกี่ยวกับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ผลการสอบ IELTS / TOEFL หรือใบรับรองผลการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษ
– หนังสือรับรองคุณสมบัติจาก กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.)

Tips : ในการยื่นขอวีซ่าออสเตรเลีย ควรแนบ หลักฐานการทำงาน ไปด้วย เพราะจะแสดงให้เห็นถึงประวัติของเราว่าทำงานอะไรมาบ้างค่ะ

ในกรณี Sponsor ตัวเอง

– หลักฐานการเงิน ในการยื่นเอกสารกับทางสถานฑูตออสเตรเลีย (เอกสารที่แนะนำให้แนบไปด้วยเลยคือ Bank Statement ย้อนหลัง 6 เดือนของผู้เดินทางหรือของสปอนเซอร์ไม่น้อยกว่า 5,000 AUD)
– จดหมายชี้แจงเรื่องหลักฐานการเงิน ในกรณีที่มียอดเงินเข้ามาไม่นาน หรือไม่ถึง 6 เดือน

ในกรณี Sponsor โดยบุคคลอื่น

– จดหมายรับรองค่าใช้จ่าย (เขียนเป็นภาษาอังกฤษพร้อมเซ็นรับรอง)
– เอกสารส่วนตัวของ Sponsor เช่น สำเนาบัตรประชาชน / สำเนาหน้าพาสปอร์ต
– หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน / สำเนาทะเบียนสมรส / สำเนาสูติบัตร พร้อมฉบับแปลภาษาอังกฤษ
– หลักฐานการเงิน (Bank Statement ย้อนหลัง 6 เดือน ของผู้เดินทางหรือของสปอนเซอร์ไม่น้อยกว่า 5,000 AUD)
– จดหมายชี้แจงเรื่องหลักฐานการเงิน ในกรณีที่มียอดเงินเข้ามาไม่นาน หรือไม่ถึง 6 เดือน

Tips : ทางสถานทูต จะขอดู ที่มาของเงิน ในช่วง 6 เดือนก่อนยื่นวีซ่า หากมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาทีเดียว เราต้องสามารถอธิบายแหล่งที่มาของเงินนั้นให้ได้ พร้อมแนบหลักฐานด้วย เช่น จดหมายจากบุคคลที่โอนเงินเข้ามาให้เราว่าโอนให้เพราะอะไร อย่างไร แสดงที่มาของเงินเข้า-ออก และมีความสัมพันธ์อะไรกับเรา เป็นต้น

กำหนดการรับสมัคร 2021

ในส่วนของกำหนดการรับสมัคร Work and Holiday ในปี 2021 นี้ เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ประกาศระงับการดำเนินงาน เพื่อเปิดรับสมัครในการออกหนังสือรับรองคุณสมบัติ ประกอบการของตรวจลงตรา โครงการ Working Holiday Scheme ประเทศนิวซีแลนด์ และโครงการ Work and Holiday Visa ประเทศออสเตรเลีย ประจำปี 2564

ข้อมูลข่าวล่าสุดวันที่ : 20 พ.ค. 2564
ที่มา : กรมกิจการเด็กเเละเยาวชน

รายละเอียดและขั้นตอนในการยื่นขอวีซ่า Work and Holiday

ก่อนสมัครขอใบรับรองได้จะต้องลงทะเบียนรับ Username และ Password ก่อน โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องเตรียมข้อมูลเพื่อกรอกในขั้นตอนลงทะเบียน ดังนี้

  1. ไฟล์รูปถ่ายหน้าตรง (แนะนำให้ใช้รูปแบบเดียวกับที่จะใช้สมัครวีซ่า)

  2. เลขบัตรประจำตัวประชาชน

  3. ชื่อ-นามสกุล (ภาษาไทยและอังกฤษ)

  4. อีเมล 

**ต้องเช็กข้อมูลให้ถูกต้องก่อนคอนเฟิร์มทุกครั้ง**

ข้อมูลประกอบการสมัครผ่านระบบออนไลน์ (กดโควต้า)

– หลังจากได้รับ Username และ Password แล้วต้องนำมาล็อคอินสำหรับสมัครขอใบรับรองในเว็บไซต์ www.dcy.go.th ตามวันและเวลาที่ระบุไว้
– เมื่อล็อคอินเข้ามาจะขึ้นรูปถ่ายพร้อมข้อมูลตามที่เคยลงทะเบียนไว้ ซึ่งจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลในส่วนนี้ได้แล้ว
– จากนั้นให้นำข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ กรอกในใบสมัครออนไลน์ให้ครบทุกช่อง (ถ้ากรอกไม่ครบจะไม่สามารถกด Submit ได้) และเช็กความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนกดส่ง

  • เลขประจำตัวประชาชน

  • ชื่อ-สกุล (ภาษาไทยและอังกฤษ)

  • วัน เดือน ปีเกิด

  • ที่อยู่ตามบัตรประชาชน

  • ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวก พร้อมเบอร์โทรศัพท์มือถือ และอีเมลแอดเดรส

  • ข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานแสดงทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (IELTS)

  • ข้อมูลบุคคลติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

* หลักฐานและข้อมูลที่ต้องเตรียมในการขอใบรับรองคุณสมบัติจาก ดย. จะคล้าย ๆ กับเอกสารที่เราต้องไปยื่นตอนขอวีซ่านะคะ

สำหรับ วีซ่า Work and Holiday ประเทศออสเตรเลีย สามารถขอได้เลยหลังจากที่ได้รับใบรับรอง เพราะทางสถานทูตออสเตรเลียเริ่มนับโควต้าใหม่ทุกวันที่ 1 ก.ค. ของทุกปี แต่ใบรับรองของดย. จะหมดอายุภายใน 3 เดือนหลังจากได้รับมา จึงควรต้องรีบขอวีซ่า (ค่าวีซ่าประมาณ 495 AUD) โดยเราสามารถไปกรอก วีซ่าออสเตรเลีย ออนไลน์ได้ที่ https://immi.homeaffairs.gov.au/ เมื่อกรอกพร้อมชำระค่าวีซ่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องไปเก็บลายนิ้วมือที่ VFS (ค่าบริการของ VFS ประมาณ 734 บาท) จากนั้นก็รอผลวีซ่าได้เลย และต้องขอย้ำว่า **การได้รับใบรับรองไม่ได้แปลว่าได้วีซ่านะคะ**

ค่าใช้จ่าย ในการทำวีซ่า Work and Holiday

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเข้าร่วมโครงการ Work and holiday พี่เห็ดจะแยกออกเป็น 2 ส่วนนะคะ

ค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัว :

– ค่าวีซ่าโดยประมาณ 12,000 บาท (อาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรเช็ก ณ วันที่ยื่นวีซ่า Work and Holiday อีกครั้ง)
– ค่าสอบ IELTS 6,900-7,500 (ยกเว้นคนที่จบอินเตอร์)
– ค่าตรวจสุขภาพ 3,000-5,000 บาท (ตามที่โรงพยาบาลกำหนด)

ค่าใช้จ่ายส่วนตัว :

– ค่าตั๋วเครื่องบิน 12,000-35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาบิน และสายการบินนั้นๆ)
– ค่าประกันการเดินทาง 9,000-30,000 บาท (ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์และแผนที่เลือกทำ)
– Pocket money 25,000-45,000 บาท (สำหรับที่พักและค่าเดินทางในช่วงแรก)

เห็นแบบนี้แล้วมีเพื่อน ๆ คนไหนสนใจเดินทางไปหาประสบการณ์ดี ๆ กับ โครงการ Work and Holiday นี้บ้างไหมคะ พี่เห็ดชักอยากไปบ้างแล้วสิ อย่างไรก็ตาม ในการยื่นเอกสารเกี่ยวกับวีซ่า ไม่ว่าจะเป็น วีซ่าออสเตรเลีย หรือวีซ่าประเทศอื่น ๆ ควรศึกษาและอัปเดตข้อมูลก่อนการยื่นทุกครั้ง เพื่อจะได้เตรียมให้ครบและถูกต้อง ตามกระบวนการที่แต่ละสถานทูตได้กำหนดมา

และนี่ก็เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ที่พี่เห็ดนำมาฝากทุกคน เกี่ยวกับวีซ่าที่สามารถให้ได้ทั้งการท่องเที่ยว และทำงานในต่างประเทศ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดี ๆ สำหรับใครที่อยากไปทำงานในต่างประเทศในระยะสั้น เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ถ้าใครสนใจก็รอติดตามการอัปเดตในปีต่อ ๆ ไป พร้อมเมื่อไหร่ก็สมัครกันได้เลย

ชอบ บทความ

มัชรูมทราเวล

ทำไงดี…?

1.กด

แชร์

ต่อ

ให้เพื่อนอ่านบ้าง

2. คลิก

Like

และ

ติดตามเราได้ที่ Facebook www.facebook.com/mushroomtravel/

Likeติดตามเราได้ที่ Facebook

—————

Mushroom Travel บริการยื่นวีซ่า ท่องเที่ยว และ วีซ่าธุรกิจ ขอวีซ่า เชงเก้น

ติดต่อ แผนกวีซ่า

โทร 02 105 6234 กด 3

Line id :

@mushroomtravel

รู้จัก วีซ่า Work and Holiday ออสเตรเลีย ละเอียดครบทุกขั้นตอน พร้อมยื่น!

was last modified: by


Work and travel มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เท่าไหร่


นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

Work and travel มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เท่าไหร่

Q\u0026A ตอบคำถามกับโครงการ WORK AND HOLIDAY ที่ออสเตรเลีย


มาแล้ววว กับคลิปที่ทุกคนรอยคอ เอ้ย! รอคอย! กับการตอบคำถามโครงการ work and holiday ของ ออสเตรเลีย โครงการยอดฮิตของหนุ่มสาวที่ต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆต่างแดน! วันนี้เราจะมาตอบทุกคำถามที่หลายคนสงสัยและ inboxมาถามเยอะมากกกกกก 5555 เป็นยังไง? วีซ่าต้องทำยังไง? วิธีการเตรียมตัว? ไม่เก่งอังกฤษไปได้ไหม? ไปแล้วจะได้ภาษารึเปล่า? และอีกมากมาย
(นี่ขนาดชั้นวางแผนไปแค่เรียนภาษานะ แต่ก็ไม่วายเอาข้อมูลดีๆมาฝาก) เผื่อใครที่เรียนจบแล้วยังไม่รู้ทำไร อยากลอง gap year ก็ลองดูคลิปนี้เผื่อได้แนวทางอะไรในอนาคตได้บ้าง! หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ
พลอยเรียนจบแล้วมาแนะนำ

Q\u0026A ตอบคำถามกับโครงการ WORK AND HOLIDAY ที่ออสเตรเลีย

Work and Travel อเมริกา 🇺🇸 ทุกคำถาม (Q\u0026A) ที่ทุกคนต้องรู้! Part 1 | judysday x wawakul


รีวิว Work and Travel USA ฉบับถามตอบ Q\u0026A ที่ต้องรู้ก่อนเข้าร่วมโครงการ ✈️ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายโครงการ ค่าเครื่องบิน เอเจนซี่ เทคนิคการเลือกงาน การสัมภาษณ์วีซ่า การใช้ชีวิตที่นั่น ที่อยู่อาศัย เพื่อน สังคม การทำงาน รายได้ทั้งหมด คุ้มมั้ย พร้อมกับแชร์ประสบการณ์ตรงจากพวกเรา 2 คน รีวิวWorkandTravel WorkandTravelอเมริกา โครงการWATอเมริกา
Part 1
0.40 ทำงานอะไร ไปเวิร์คปีไหน
1.10 โครงการ Work and Travel คืออะไร
1.31 ใครสามารถเข้าร่วมโครงการได้บ้าง
1.48 ค่าใช้จ่ายโครงการ ค่าตั๋วเครื่องบิน
2.56 Pocket money ควรเตรียมไปเท่าไหร่
3.30 Agency ในไทย
4.19 สัมภาษณ์วีซ่า VISA ยากมั้ย
5.41 ไปทำงานอะไร มีงานอะไรบ้าง
6.35 แนะนำงาน เทคนิคการเลือกงาน
7.59 จำเป็นต้องเกิดภาษามั้ย
9.18 ปรับตัวยากมั้ย จากนักศึกษาไปเป็นพนักงาน
11.01 ที่อยู่ บ้านที่นั่นอยู่ยังไง
11.59 การเดินทางไปแต่ละที่
13.14 เพื่อน สังคม
15.02 ชั่วโมงงาน ทำงานกี่วัน
16.21 ได้เงินทั้งหมดเท่าไหร่ คุ้มมั้ย
17.49 งานสองคืออะไร ทำได้มั้ย
18.50 เที่ยวที่ไหนได้บ้าง อยู่ได้นานเท่าไหร่
Part 2 ติดตามที่ช่อง Wawakul
รวบรวมเรื่องราวและประสบการณ์สุดพีค รวมถึง Culture Shock มาเม้าท์ให้ฟังกัน โอ้ยมันส์มากกกกแม่ พูดจนเจ็บคอ ลิงก์นี้เลย https://www.youtube.com/watch?v=lwJzq4t2gqM\u0026t=587s
รีวิวงานใน Facebook ของจูนะคะ https://www.facebook.com/juniorbana.pornnapat/posts/2555177771209067
ใครมีคำถามสามารถสอบถามพวกเรา 2 คนได้เลยค่า
ข้อมูลทั้งหมดเป็นความคิดเห็นและประสบการณ์ของพวกเราเท่านั้น! ทุกคนอาจได้รับประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และหากข้อมูลผิดพลาดยังไงต้องขออภัยด้วยค่าา
ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพที่ถ่ายเองนะคะ และขอขอบคุณเครดิตภาพงานต่าง ๆ จาก https://www.oeg.co.th ด้วยค่าา เลิ้ป 💖
ฝาก Subscribe ติดตามคลิปต่อ ๆ ไปที่ช่อง Judysday และ Wawakul ด้วยน้า ขอบคุณค่าา 🌟
Follow us :
Ju
IG https://www.instagram.com/judysday/
FB https://web.facebook.com/judysdayyy/
YouTube https://www.youtube.com/channel/UCRHx…
Wawa
IG https://www.instagram.com/wawakul/
FB http://www.facebook.com/wawakulblog
YouTube https://www.youtube.com/user/OperaFemmes

Work and Travel อเมริกา 🇺🇸 ทุกคำถาม (Q\u0026A) ที่ทุกคนต้องรู้! Part 1 | judysday x wawakul

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการไป work\u0026travel ที่ Disney World (TH)


ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการไป work\u0026travel ที่ Disney World (TH)
1. ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ
2. ค่าประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุ
3. ค่าทำวีซ่า
4. ค่าบ้านส่วนกลาง
5. เงินติดตัว เอาได้ใช้ก่อนที่จะได้เงินจากที่ทำงานเพราะไปใหม่ก็ต้องซื้อนู้นนี่ อันนี้แล้วแต่คนเลยอะ
Disney Work \u0026 Travel Playlist: https://www.youtube.com/playlist?list=PL15FESP2SPYJHjlW013xl0vnqdbLO6abQ
More : Instagram https://www.instagram.com/ffang.tf/

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการไป work\u0026travel ที่ Disney World (TH)

WORK AND TRAVEL USA 2020#ค่าใช้จ่าย#ระดับภาษา#เทคนิคสัมภาษณ์วีซ่าผ่าน!!!#ACENGY


ใน Ep.6 ฝนจะมาเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการมา Work and travel ขั้นตอนต่างๆค่าใช้จ่าย ภาษาไม่ดีไปได้ไหมและสิ่งที่ทุกคนกังวลคือการสัมภาษณ์วีซ่าค่ะ คลิปนี้คงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ และน้อง ๆ ที่กำลังลังเลในการมาWork And Travel เพื่อใช้ในการตัดสินใจนะคะ ขอบคุณที่ติดตาม หากมีข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถแสดงความคิดใต้คลิปได้เลยนะคะ หากไม่สะดวกสามารถสอบถามทางช่องทางติดต่อข้างล่างนี้
facebook : Hathaiyarat Bunsri
Instagram : hathaiyarat_bunsri

WORK AND TRAVEL USA 2020#ค่าใช้จ่าย#ระดับภาษา#เทคนิคสัมภาษณ์วีซ่าผ่าน!!!#ACENGY

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆLEARN FOREIGN LANGUAGE

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ work and travel ค่าใช้จ่าย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *