Home » [NEW] Nouns ( คำนาม ) Types ( ชนิดของคำนาม ) | nouns มีอะไรบ้าง – NATAVIGUIDES

[NEW] Nouns ( คำนาม ) Types ( ชนิดของคำนาม ) | nouns มีอะไรบ้าง – NATAVIGUIDES

nouns มีอะไรบ้าง: คุณกำลังดูกระทู้

Nouns ( คำนาม ) Types ( ชนิดของคำนาม )

✎ โพสต์เมื่อวันที่ : 4 ม.ค. 2551 เปิดอ่าน : 320,247 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์เลย >

 


เพิ่มเพื่อน
Nouns ( คำนาม ) Types ( ชนิดของคำนาม )

Advertisement

Table of Contents

Nouns ( คำนาม )
Types ( ชนิดของคำนาม )

คำนาม ( Nouns ) หมายถึงคำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งต่างๆ สถานที่ คุณสมบัติ สภาพ อาการ การกระทำ ความคิด ความรู้สึก ทั้งที่มีรูปร่างให้มองเห็น และไม่มีรูปร่าง  การแบ่งคำนามสามารถจำแนกได้หลายแบบแล้วแต่ตำรา  เท่าที่รวบรวมนำเสนอในที่นี้มี  4 แบบ คือ

แบบที่  1     แบ่งคำนามเป็น 2 ประเภท
แบบที่  2     แบ่งคำนามเป็น 3 ประเภท
แบบที่  3     แบ่งคำนามเป็น  4 ประเภท
แบบที่  4     แบ่งคำนามเป็น  7 ประเภท

ซึ่ง ใน  7  ประเภทนี้  3 ประเภทสุดท้ายได้แก่ material nouns, concrete nouns  และ mass  nouns อาจจัดอยู่ในกลุ่ม  common nouns  ได้ดังนี้

2 ประเภท

3 ประเภท

4 ประเภท

7 ประเภท

Common Nouns
Proper Nouns

Common Nouns
Proper Nouns
Abstract Nouns

Common Nouns
Proper Nouns
Abstract Nouns
Collective Nouns

1. Common Nouns
2. Proper Nouns
3. Abstract Nouns
4. Collective Nouns
5. Material Nouns
6. Concrete Nouns
7. Mass Nouns

1.Common Noun (นามทั่วไป)

เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด ( person, animal, place, thing, idea ) โดยไม่เฉพาะเจาะจง กล่าวโดยสรุปคือ คำนามทั้งหลายที่ไม่ใช่ proper nouns คือ common nouns เช่น

    สิ่งของ          boy, sign, table, hill, water, sugar, atom, elephant
    สถานที่         city, hill, road, stadium, school,company
    เหตุการณ์      revolution, journey, meeting
    ความรู้สึก      fear, hate, love
    เวลา            year, minute, millennium

  • Common Nouns เป็นได้ทั้ง นามนับได้ (Countable) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable )
    Countable Nouns ( นามนับได้ ) สามารถอยู่ทั้งในรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์
            มีตัวตน      เช่น dog, man, coin , note, dollar, table, suitcase
            ไม่มีตัวตน   เช่น day, month, year, action, feeling
    Uncountable Nouns (นามนับไม่ได้ ) หรือ Mass Nouns อยู่ในรูปเอกพจน์ เท่านั้น
            มีตัวตน   เช่น   furniture, luggage, rice, sugar , water ,gold
           ไม่มีตัวตน  เช่น  music, love, happiness, knowledge, advice , information

 

Common countable

Common uncountable

indefinite(ไม่เจาะจง)

definite(เจาะจง)

indefinite(ไม่เจาะจง)

definite(เจาะจง)

Singular

a cow

the cow

milk

the milk

plural

cows

the cows

  • Common Nouns จะไม่ขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ ( Capital letter ) ยกเว้นเป็นคำขึ้นต้นของประโยค  ตัวอย่าง

    Ther are many children on the beach. Children love to swim.

2.Proper Nouns ( นามเฉพาะ )  จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประโยค

  • เป็นคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของ Common Noun เช่น
    ชื่อคน (Person Name) เช่น   Somsak , Tom, Daeng
    ชื่อสถานที่ ( Place Name) เช่น   Australia,Bangkok,Sukhumvit Road, Toyota
    ชื่อบอกระยะเวลา (Time name ) เช่น Saturday, January, Christmas

  • Proper Nouns จะต้องเขียนขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ ( Capital letter )

  • Proper Nouns ปกติจะไม่มี determiner นำหน้า นอกจากอยู่ในรูปของพหูจน์ เช่น the Jones ( ครอบครัวโจนส์ )
    the United States, the Himalayas
    แต่อย่างไรก็ดีมีข้อยกเว้นของคำนามที่ไม่ได้อยู่ในรูปพหูพจน์ เช่น The White House, the Sahara ( ทะเลทราย ),
    the Pacific ( Ocean ), the Vatican, the Kremlin ( ดูรายละเอียดจากเรื่องการใช้ articles – the )

  • เปรียบเทียบระหว่าง common nouns และ proper nouns

Common Nouns
Proper Nouns

dog
Lassie ( ชื่อของสุนัข )

boy
Jack ( ชื่อของเด็กชาย)

car
Toyota ( ชื่อยี่ห้อรถ )

month
January ( ชื่อของเดือน)

road
Sukhumvit ( ชื่อถนน )

university
Chulalongkorn ( ชื่อมหาวิทยาลัย)

ship
U.S.S. Enterprise ( ชื่อเรือ )

country
Thailand (ชื่อประเทศ )

  คำนามประเภทอื่นมีคำอธิบายดังนี้

3.Abstract Nouns   

เป็นคำนามของสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) เป็นนามที่บอกลักษณะ สภาวะ อาการ เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมักจะมีคำว่า ความ การนำหน้าอยู่ด้วยรวมทั้งชื่อศิลปวิทยาการต่างๆ

Abstract Nouns จะมีที่มาจากคำกริยา ( verb) ,คำคุณศัพท์ ( adjective) และ คำนาม ( noun) ด้วยกันเองบ้าง เช่น

Abstract Nouns
ที่มาจากคำกริยา

Abstract  Nouns
ที่มาจากคำคุณศัพท์

Abstract Nouns
ที่มาจากคำนาม

decision – to decide
beauty – beautiful
infancy – infant

thought  – to think
poverty – poor
childhood – child

Imagination – to imagine
vacancy – vacant
friendship – friend

speech – to speak
happiness – happy
 

growth – to grow
wisdom – wise
 

4.Collective Nouns

เป็นคำนามของสิ่งที่เป็นหมวดหมู่ กลุ่มของคน สัตว์ สิ่งของ เช่น family , class, company, committee, cabinet, audience, board, group, jury, public, society, team, majority orchestra, party เป็นต้นรวมทั้ง a flock of birds, a herd of cattle ,a fleet of ships เป็นต้น อาจจะใช้คำกริยารูปของเอกพจน์หรือพหูพจน์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้   ว่าต้องการให้เป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นแต่ละส่วน แต่คำนามยังเป็นรูปเดิม เปลี่ยนแต่รูปกริยา เช่น

เอกพจน์ : The average British family has 3.6 members.
            ครอบครัวชาวอังกฤษ (ครอบครัวหนึ่ง ) มีสมาชิกโดยเฉลี่ย 3.6 คน
พหูพจน์: The family are always fighting among themselves. ครอบครัวนี้มักจะทะเลาะกันเอง
          ( ประโยคนี้มีความหมายว่าสมาชิกในครอบครัวต่างทะเลาะกันเองทั้งครอบครัว   จึงใช้กริยาเป็นพหูพจน์ )

เอกพจน์: The committee has reached its decision. คณะกรรมการได้ผลการตัดสินใจ
          ( ของคณะกรรมการรวมกันทั้งคณะ)
พหูพจน์: The committee have been arguing all morning over what they should do.
         คณะกรรมการเถียงกันตลอดทั้งเช้าว่าควรจะทำ อะไร
        ( กรรมการแต่ละคนนับเป็น 1 หน่วย ทั้งคณะจึงเป็นพหูพจน์ )

Collective noun  บางคำมีความหมายเป็นพหูพจน์เท่านั้น เช่น   people, police, cattle

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ คำวลีผสมด้วย of เพื่อเน้นให้ความเป็นหมู่หรือคณะให้ชัดเจนขึ้น รูปแบบคือ Collective noun + of + common noun ตัวอย่างเช่น

a flock of birds
a group of students
a flock of sheep
a pack of cards
a herd of cattle
a bunch of flowers
a fleet of ships
a kilo of pork

See also  [Update] รวมวิธีพูดภาษาอังกฤษแบบมืออาชีพในสถานการณ์ต่าง ๆ สำหรับคนทำงาน ตอนที่ 1 | นี่ คือ ตอน จบ ของ คน ไม่ พูด กัน - NATAVIGUIDES

5.Concrete Nouns

เป็นคำนามของสิ่งที่มีรูปร่างสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ( touch- สัมผัสได้, sight-มองเห็นได้, taste-ชิมได้ , hearing- ได้ยิน, smell- ได้กลิ่น ) เช่น book , chair, water, oil , ice cream เป็นทั้งนามนับได้ และนับไม่ได้ มีลักษณะตรงกันข้ามกับ abstract nouns.

6.Material Nouns

  • เป็น common nouns ชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่าง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แต่นับไม่ได้ เช่น

    ธาตุ: iron, gold, air, copper
    สารธรรมชาติ, สังเคราะห์: stone, cotton, brick, paper, cloth
    ของเหลวต่างๆ: water, coffee, wine, tea, milk  
    อาหาร: rice, bread, sugar, pork, fish, butter, fruit, salad

  • แสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ (quantity)  เช่น

a bowl of rice
two boxes of cereal
five bottles of beer
a cup of tea
three bars of soap
two glasses of water
a loaf of bread
a slice of pizza
a piece of paper
a quart of milk

แต่ในการใช้ material nouns ส่วนมากจะพูดสั้นๆ เช่น ในประโยคเกี่ยวกับ tea ( ชา )

พูดในร้านอาหาร : I want some tea. ฉันขอชาหน่อยใ( ในที่นี้หมายถึง I want a cup of tea. )
พูดในซูเปอร์มาร์เก็ต: I want some tea. ในที่นี้ผู้พูดหมายถึง I want a packet of tea.
พูดในร้านอาหารซึ่งมีชาหลายชนิด หลายยี่ห้อให้เลือก    เช่น ชาจีน ชาเขียว ชาญี่ปุ่น ชาอู่หลง เป็นต้น :
I like their teas. หมายถึง I like their selection of teas. ( ฉันชอบชาหลากหลายชนิดที่มีให้เลือกของร้าน )

7,Mass nouns

เป็นคำนามสิ่งของที่นับไม่ได้ ทั้งมี และไม่มีตัวตน ( uncountable nouns และ abstract nouns ) เช่น sugar, iron , butter, beer, money, blood, furniture, vehicle, courage,gratitude, mercy , accuracy มีลักษณะดังนี้ คือ

  • จะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์
  • ไม่ใช้ a , an , the นำหน้า ถ้าใช้เป็นการทั่วไป determiners ที่ใช้นำหน้าคือ some และ any เช่น
    Blood is thicker than water.  เลือดข้นกว่าน้ำ ( uncountable )
    Depression often affects women immediately following the birth of their babies
          ผู้หญิงมักมีอาการซึมเศร้าตามมาหลังคลอดบุตรทันที ( abstract nouns )
    He dropped some money on the floor. เขาทำเงินหล่นลงบนพื้น

    หมายเหตุ
    * บางตำรา mass nouns คือmaterial nouns + concrete nouns และแยก abstract nouns ออกเป็น nouns อีกประเภทหนึ่ง *คำนามบางคำตามความคิดของคนไทยน่าจะเป็นสิ่งของที่นับได้เช่น furniture, luggage ,equipment, money  แต่ในภาษาอังกฤษ จะมองเป็นของที่นับไม่ได้ จะนับได้ต่อเมื่อแยกเป็นส่วนย่อย เช่น furniture แยกเป็น table, chair เป็นต้น

หากสรุปโดยคิดว่าคำนามมี 7  ประเภท การแยกกลุ่มจะเป็นไปตามตารางข้างล่างนี้    โดยตัวอย่างในบางคำนามจะซ้ำกับในคำนามอื่น เช่น water จะเป็นทั้ง concrete nouns และ material nouns  และ honesty เป็นทั้ง mass nouns และ abstract nouns

Nouns

ประเภทคำนาม

ประเภทย่อย

ประเภทย่อย

ตัวอย่าง

Proper nouns

 
 
 John, London

Common nouns

Countable nouns

Concrete

 chair,book,student

Collective nouns

 two flocks of birds ,people

Uncountable Nouns

Concrete nouns

 ice cream,oil,water

Mass Nouns

 furniture,money,honesty

Material nouns

 water,bread,oxygen,gold

Abstract nouns

 honesty, friendship,honesty

ตาราง การใช้ articles นำหน้าคำนาม ซึ่งในที่นี้เป็นหลักทั่วไปไม่รวมข้อยกเว้นต่างๆ   (ดูรายละเอียดข้อยกเว้นได้ในเรื่อง Articles )

 

Common Nouns

Proper Nouns

Countable Nouns

Uncountable Nouns

Singular

Plural

Singular

Plural

Singular

Plural

ไม่มี article
(John)

the
(the Jones)

ชี้เฉพาะ
(definite )

the
(the boy )

the
(the boys)

the
(the water )

ไม่เฉพาะ
(indefinite )

a/an
(a tiger)

ไม่มี article
( tiger)

ไม่มี article
(water)

 

ที่มา http://ict.moph.go.th/English/content/nouns01.htm

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> Nouns ( คำนาม ) Types ( ชนิดของคำนาม ) Nouns(คำนาม)Types(ชนิดของคำนาม)

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡


Adverbs การทำให้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (Formation )
เปิดอ่าน 214,663 ครั้ง
ประวัติ วัน คริสต์มาส
เปิดอ่าน 28,680 ครั้ง
ภาษาอังกฤษ เริ่มได้ที่บ้าน กับ 30 ประโยคคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
เปิดอ่าน 296,490 ครั้ง
อารมณ์(ดี-เสีย)
เปิดอ่าน 48,250 ครั้ง
สำนวนภาษาอังกฤษที่น่ารู้
เปิดอ่าน 289,416 ครั้ง
Verbs: Moods
เปิดอ่าน 33,031 ครั้ง

[Update] [Grammar Tips] Noun Clauses คืออะไร? | nouns มีอะไรบ้าง – NATAVIGUIDES

Noun Clauses คืออะไร?

Noun Clause

Noun Clauses ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นคำนามในประโยค ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้ noun clauses โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้ noun clauses อยู่เลย เช่น

Somsak thinks he had better stop smoking now.

ประโยคเต็มและเป็นทางการ คือ

Somsak thinks (that) he had better stop smoking.

สมศักดิ์คิดว่าเขาควจะหยุดสูบบุหรี่แล้วตอนนี้

 

I don’t understand Nadej wants to convey.

ประโยคเต็มและเป็นทางการ คือ

I don’t understand (what) Nadej wants to convey.

ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่ณเดชต้องการจะสื่อเลย

 

การใช้ Noun Clause อย่างถูกต้องถือเป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะในส่วนของ Writing และ Speaking ของการสอบ IELTS เนื่องจาก Criteria หนึ่งของการให้คะแนนใน 2 ทักษะนี้ก็คือ grammatical range and accuracy โดยเฉพาะ Writing หากน้องๆอยากได้ Band Score 6.0 ขึ้นไปจะต้องสามารถใช้รูปแบบของ Complex sentence ได้บ้าง (with some errors) แต่หากต้องการไปถึง Band 7.0 ล่ะก็ ต้องลดข้อผิดพลาดในการใช้จนแทบไม่มีเลยค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากเราไม่ใช้ Noun Clause ในการสอบ Writing เลย จะทำให้ไม่ได้ Band 7.0 นะคะ เพราะจริงๆแล้ว Complex Sentence มีหลายประเภท ซึ่ง Noun Clause ถือเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ดังนั้น เรามาศึกษาวิธีใช้งานอย่างถูกต้องกันดีกว่าค่ะ

 

เมื่อ Noun clause ทำหน้าที่เสมือนเป็นคำนาม ดังนั้น Noun clause จึงสามารถปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่คำนามปรากฏได้ทุกตำแหน่ง คือ เป็นประธาน (Subject) และกรรม (object) จะเป็นประธานหรือกรรมอย่างไรนั้น เดี๋ยวเรามาดูกันนะคะ

Types of Noun Clauses

  1. Subject NC

    มีตำแหน่งอยู่หน้าประโยคหรือหน้ากริยาทำหน้าที่เป็นประธานในประโยค

  2. Direct Object NC

    มีตำแหน่งอยู่หลังกริยา ทำหน้าที่เป็นกรรม

  3. Object of Preposition NC

    มีตำแหน่งอยู่หลังบุรพบท ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท

  4. Subject as Complement NC

    มีตำแหน่งอยู่หลัง to be ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายประธาน

 

1. Subject Noun Clauses

โดยปกติแล้ว คำนามหรืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคมักจะปรากฏอยู่หน้ากริยาหรือหน้าประโยค ตัวอย่างเช่น

What causes so many difficulties in the IELTS test is the writing section.

จากประโยคข้างต้น What causes so many difficulties in the IELTS test เป็น noun clause อยู่หน้าประโยค ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค

 

2. Direct Object Noun Clauses

I suggest you that you should go to a movie with me tonight.

ผมแนะนำว่าคุณควรจะไปดูหนังกับผมคืนนี้

จากประโยคข้างต้น that we should go to a movie tonight อยู่หลังกริยา suggest เป็นกรรมตรง (Direct object) ของ suggest ตามหลังกรรมรอง (Indirect object)

ข้อพึงระวัง ในการสอบ IELTS Speaking น้องๆสามารถลดรูปโดยการละ “that” ออกได้ นะคะ

I believe students should not have to wear a uniform.

แต่สำหรับการสอบเขียนซึ่งควรใช้ภาษาอย่างเป็นทางการนั้น IELTS Examiner แนะนำว่าเราควรใส่ “that” ไว้ในประโยคด้วยค่ะ

I believe that students should not have to wear a uniform.

 

3. Object of the Preposition Noun Clauses

Yaya is always proud of where she was born.

ญาญ่าภูมิใจในบ้านเกิดของตนเองเสมอ

จากประโยคข้างต้น where she was born เป็นคำนาม มีตำแหน่งอยู่หลังบุรพบท (Preposition) of ทำหน้าที่เป็นกรรมของ of ค่ะ

 

4. Subject as Complement Noun Clauses

The stability of life is what James ji wants the most in his life.

ความมั่นคงในชีวิตคือสิ่งที่เจมส์ จิต้องการที่สุด

จากประโยคข้างต้น what James ji wants the most in his life มีตำแหน่งอยู่หลังกริยาช่วย (V.to be) is ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายหรือเป็นส่วนสมบูรณ์ของประธาน the stability of life เพื่อบ่งชี้หรือขยายความ the stability of life

ประเภทของ Noun Clause

Noun clauses เมื่ออยู่ในตำแหน่งของประธานจะเรียกว่า “Subject noun clauses” แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งของกรรม จะเรียกว่า “Object noun clauses” ทั้งนี้เมื่อแบ่งประเภทของ Noun Clause ที่เป็นกรรมจะแบ่งออกมาได้อีกหลายประเภท ลองมาทำความเข้าใจกันดูนะคะ

ประเภทของ Object Noun Clauses

Object Noun Clauses จะต้องอยู่คู่กับ Main Clause ของประโยคเสมอ โดยประโยคจะเริ่มด้วย Main Clause แล้วตามด้วย Object Noun clause โดยไม่ต้องมีเครื่องหมาย Comma คั่น Object noun clauses มี 3 ประเภท ได้แก่

  1. Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “that”
  2. Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย “Wh-Words” (หรือ Question Words)
  3. Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “if” หรือ “whether”

 

  1. การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “That”

เราใช้ Noun clauses ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า that ในกรณีต่อไปนี้

 

  1. ใช้ตามหลัง verbs บางตัวที่แสดงความรู้สึก ความคิด หรือ ความคิดเห็น เช่น agree, feel, know, remember, believe, forget, realize, think, doubt, hope, recognize, understand เช่น

Sompong knows all along that his mum loves him so much.

สมปองรู้มาโดยตลอดว่าแม่รักเขามากๆ

 

  1. ถ้าเป็นภาษาพูด มักจะละคำว่า that ซึ่งเป็นคำขึ้นต้น clause เช่น

I think that it’s red, not green. (ภาษาทางการ)

I think it’s red, not green. (ภาษาพูด)

 

  1. ส่วนใหญ่กริยา (verb) ที่ปรากฏอยู่ใน main clause มักจะเป็น Present Simple Tense ธรรมดาส่วนกริยา (Verb) ใน noun clause จะเป็น tense อะไรก็ได้ เช่น

I believe it’s raining. (now)

I believe it’ll rain. (very soon)

I believe it rained. (a moment ago)

 

  1. ในการสนทนา ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการพูดคำว่า that บ่อยเกินไป หรือไม่ต้องการพูด noun clause ซ้ำ สามารถตอบโดยใช้คำว่า so หรือ not หลัง main clauses ได้ เช่น

Sarut: Is Sangrawee here today?

Patraporn: I think so.

(คำพูดเต็มๆก็คือ I think that Sangrawee is here today.)

Denlar: Has the rain stopped?

Saksit: I don’t believe so.

(คำพูดเต็มๆก็คือ I don’t believe that the rain has stopped.)

Koob: Are we ready to leave?

Tuptim: I’m afraid not.

(คำพูดเต็มๆก็คือ I’m afraid that we are not ready to leave.)

 

  1. การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words

 

การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words (ได้แก่คำว่า what where when why how) มีหลักเกณฑ์ดังนี้

  1. Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Indirect wh-questions และแม้ว่า noun clause เหล่านี้จะขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม แต่ลำดับคำ (word order) ในอนุประโยคนี้ จะเป็นลำดับคำของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ลำดับคำของประโยคคำถาม

เช่น  I know why she comes home very late.

(ไม่ใช่ why does she come home very late)

I don’t know when she will arrive.

(ไม่ใช่ when will she arrive)

  1. การใช้เครื่องหมายวรรคตอนของประโยคจะเป็นไปตามลักษณะของ main clause กล่าวคือ ถ้า main clause เป็นคำถามจะใช้เครื่องหมาย question mark ปิดประโยค ถ้า main clause เป็นบอกเล่า จะใช้เครื่องหมาย full stop ปิดประโยค

เช่น  Could you tell me where the elevators are?

(Main clause เป็นคำถาม)

I’m wondering where the elevators are.

(Main clause เป็นบอกเล่า)

  1. ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อแสดงให้คู่สนทนาทราบว่า เราไม่รู้ หรือเราไม่แน่ใจ

เช่น   I don’t know how much it costs.

I would like to know when our next meeting will be.

I’m not sure which house is his.

  1. ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อถามหาข้อมูลอย่างสุภาพ

เช่น   Could you tell me who are injured in the accident?

Can you tell me what time the show starts?

 

  1. การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย If หรือ Whether

การใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether มีหลักเกณฑ์ดังนี้

 

  1. Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether คือ indirect yes/no questions นั่นเอง

เช่น   Direct Question: Did they pass the exam?

Indirect Question: I don’t know if they passed the exam.

(ข้อความที่ขีดเส้นใต้คือ noun clause ที่ขึ้นต้นด้วย if นั่นเอง)

  1. ลำดับคำในประโยค (word order) และเครื่องหมายจบประโยค ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words
  2. จะขึ้นต้น Noun Clauses ด้วยคำว่า if หรือ whether ก็ได้ แต่มักใช้ whether ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ

เช่น   Sir, I would like to know whether you prefer coffee or tea.

Tell me if you want to go with us or not.

  1. ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อ main clause แสดงการใช้ความคิด หรือความคิดคำนึง

เช่น   I can’t remember if I had already paid him.

I wonder whether he will arrive in time.

  1. ใช้ Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อต้องการถามคำถามอย่างสุภาพ

เช่น   Do you know if the principal is in his office.

Can you tell me whether the tickets include drinks?

 

การละ that ในประโยค Noun Clause
That ที่นำหน้า noun clause ที่ทำหน้าที่บางหน้าที่ใน complex sentence สามารถจะละได้ในกรณีต่อไปนี้

                  กรณีที่ noun clause เป็น object

We believe (that) he told the truth.
The police assured us (that) the children would be found safe and sound.
I wish (that) I would win the first prize.

                 กรณีที่ noun clause เป็น subject complement

The reason is (that) he speaks English fluently.
My opinion is (that) you’d better stay home.

                ตามหลังคำคุณศัพท์   

I am sure (that) he can get a good job.
They are afraid (that) they cannot catch the 6 o’clock  train.

ข้อยกเว้น: แต่ก็มีบางกรณีที่เราไม่สามารถละ That ได้นะคะ อาทิ เช่น

เมื่อ that-clause ขึ้นต้นประโยค

That coffee grows in Brazil is true.
ที่ว่ากาแฟปลูกในประเทศบราซิลนั้นเป็นความจริง

That she had decided to be engaged frightened me very much.
ที่ว่าหล่อนได้ตัดสินใจที่จะรับหมั้นนั้นทำให้ผมตกใจมากๆ

เมื่อ that-clause เป็นคำซ้อนนามที่อยู่ข้างหน้ามัน (Appositive)

The news that he was murderer is not true.
ข่าวว่าที่เขาเป็นฆาตกรนั้นไม่เป็นความจริงเลย

His belief that the earth moves round the sun is correct.
ความเชื่อของเขาที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์นั้นถูกต้อง

เมื่อ that-clause อยู่หลัง It is (หรือ It was)

It is true that earth moves round the sun.
เป็นความจริงที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

It is impossible that he has done this by himself.
เป็นไปไม่ได้ที่ว่าเขาได้ทำสิ่งนี้ด้วยตนเอง

เป็นอย่างไรบ้างคะ เชื่อว่าตอนนี้หลายคนหายสงสัยในเรื่องของ Noun Clause กันแล้วนะคะ

OXBRIDGE INSTITUTE

 


ภาษาอังกฤษ : Nouns (Ver.1)︱Click for Clever


ดูคอร์สอื่นในวิชาภาษาอังกฤษ ได้ที่ https://goo.gl/vNbV3S

สำหรับน้องๆ ที่อยากเจาะลึกเนื้อหาเข้มข้น ติดตามกันต่อที่นี่เลย
Official website: http://www.clickforclever.com

สนใจสั่งซื้อคอร์สสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/clickforclever/
Line : @clickforclever หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40drl4457d

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

ภาษาอังกฤษ : Nouns (Ver.1)︱Click for Clever

ติว TOEIC : ท่อง Noun Suffix ได้ จำได้ในกลอนเดียว คะแนนพุ่งแน่นอน [New Edition]


🔥กลอนเดียวจบ🔥 จำง่ายมาก‼
จะสอบ TOEIC รู้กลอนนี้อัพคะแนนได้แน่นอน
Noun Suffix 🚫 มีอะไรบ้าง คลิปนี้มีคำตอบ ​
‍‍ ‍‍‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍
ถ้าท่องได้! รู้เลยทันที คำไหนเป็นคำนาม
หาคำตอบได้สบาย ไม่ต้องจำเยอะให้ปวดหัว!
‍‍ ‍‍‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍
⚡ แม้ไม่มีพื้นฐาน ก็เข้าใจง่าย ดูครั้งเดียวจำได้เลย! ⚡
ครูดิวมี LIVE ติว TOEIC ฟรี
ทุกวันพฤหัสฯ เวลา 19:00 น. และ
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 13:30 น.
ที่หน้าเพจ FB: KruDew TOEIC นะคะ ติดตามกันได้น้า
‍‍ ‍‍‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍

เบื่อ! อ่อนแกรมม่า! อ่านเองไม่รู้เรื่อง! หาตัวช่วยด่วน!
ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะรอด ต้องเริ่มติว TOEIC ได้แล้ว!!
อยากได้คะแนนสูงๆ✨ให้ครูดิวติวให้ชัวร์ ตั้งแต่ตอนนี้!!
การันตีผล 750+ ไปสอบแล้วไม่ถึง ยินดีให้เรียนซ้ำฟรี!
‍‍ ‍‍‍‍‍‍‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍ ‍‍
📍สนใจสมัครคอร์ส 💬
📍สอบถามรายละเอียดคอร์สกับแอดมิน ได้ทาง
📍Inbox : m.me/TOEICKruDew
📍ทดลองเรียนฟรี : www.opendurian.com/toeic_krudew
📍Add Line : https://lin.ee/nrn6h06
📍IG\u0026TikTok : @krudewtoeic
‍‍ ‍‍ ‍‍
toeic krudewtoeic ติวtoeic

ติว TOEIC : ท่อง Noun Suffix ได้ จำได้ในกลอนเดียว คะแนนพุ่งแน่นอน [New Edition]

สรุป Pasts of speech – Noun คำนาม คือ อะไร | TUENONG ( PART 1/7)


เนื้อหา Pasts of speech ในส่วนของ Noun คืออะไร
คือ คำที่ใช้แทน ชื่อคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, ความรู้สึก, แนวคิด, และลักษณะกลุ่มก้อน
รับน้องโมจิไปเลี้ยง ซื้อเลย !
https://line.me/S/sticker/14546743
ดูเนื้อหา noun คือ อะไร แบบละเอียดได้เลยที่
www.tuenong.com/partsofspeechnounคำนาม/
อ่านเนื้อหาอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่
www.tuenong.com
หรือ ติดตามข่าวสารอัพเดทล่าสุดได้ที่
Facebook Page : Tuenong

สรุป Pasts of speech - Noun คำนาม คือ อะไร | TUENONG ( PART 1/7)

คำนามนับได้และคำนามนับไม่ได้ Countable \u0026 Uncountable Nouns


คำนามนับได้ คำนามนับไม่ได้ countable noun uncountable noun เรียนภาษาอังกฤษ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

คำนามนับได้และคำนามนับไม่ได้ Countable \u0026 Uncountable Nouns

คำนามนับได้ vs คำนามนับไม่ได้ (countable nouns vs uncountable nouns)


เนื้อหาจาก : Gust Dii Channel
Music : Happy Kids
Music produced by OrangeHead
Watch : https://youtu.be/rTKYWeaS1s4
Website : http://www.orangehead.net

คำนามนับได้ vs คำนามนับไม่ได้ (countable nouns vs uncountable nouns)

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่MAKE MONEY ONLINE

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ nouns มีอะไรบ้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published.