Home » [NEW] [How to] เก่งภาษาใน ‘6 เดือน!’ (learn any language in 6 months) | เก่ง ภาษา อังกฤษ ได้ ใน 1 เดือน – NATAVIGUIDES

[NEW] [How to] เก่งภาษาใน ‘6 เดือน!’ (learn any language in 6 months) | เก่ง ภาษา อังกฤษ ได้ ใน 1 เดือน – NATAVIGUIDES

เก่ง ภาษา อังกฤษ ได้ ใน 1 เดือน: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

[How to] เก่งภาษาใน ‘6 เดือน!’ (learn any language in 6 months)

How ya doing?!

การเรียนภาษาที่สอง (หรือภาษาที่สาม) สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเวลาจะเรียนภาษาแต่ละทีมันมีคำถามเยอะ เรียนเรื่องอะไรก่อน? คำนี้แปลว่าอะไร? ใช้คำนี้ถูกไหม? และที่สำคัญ เราต้องใช้เวลาเรียนนานเท่าไหร่? 

Chris Lonsdale มีคำถามนี้ติดอยู่ในตัวตลอดเวลาเช่นกัน “เราจะเรียนรู้ให้เร็วขึ้นได้อย่างไร?” เขากล่าว และพยามใช้เวลากว่าค่อนชีวิตค้นหาวิธีที่จะทำให้มนุษย์เราเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (to accelerate learning) โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา และเขาได้มาพูดใน Tedx Talks ถึงหลักการและวิธีการที่เขาค้นพบที่จะช่วยให้เราเรียนภาษาให้คล่องได้ภายในหกเดือน 
ในกระทู้นี้ผมจะมาสรุปทฤษฏีของเขาและเพิ่มเติมตัวอย่างเข้าไปเล็กน้อยให้เพื่อน ๆ ได้เห็นภาพและเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ ครับ


Chris Lonsdale เป็นนักจิตวิทยา นักภาษาศาสตร์ และนักวิชาการศึกษาชาวนิวซีแลนด์ เขาจบจาก University of Canterbury มีผลงานคือเป็นผู้คิดค้นระบบการเรียนภาษาอังกฤษแบบกังฟู (the Kungfu English system) และเป็นผู้เขียนหนังสือ The Third Ear
เขาสามารถพูดภาษาจีนและฝรั่งเศสได้อีกด้วย
  
ทุกคนสามารถเรียนภาษาให้เก่งได้ภายใน 6 เดือน” – Chris Lonsdale

Source: How to learn any language in six months – Chris Lonsdale – TEDxLingnanUniversity

Link: 

ก่อนจะไปอ่าน5 หลักการ และ 7 วิธีของ Chris อีกเรามาดู 2 เรื่องที่ Chris เขาย้ำก่อนนะครับ

2 สิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องมี
1. พรสวรรค์
2. เงินไปอยู่ประเทศที่เรากำลังเรียนภาษา (A drowning man can’t learn to swim – คนที่กำลังจมน้ำเขาจะเรียนว่ายน้ำได้อย่างไร เหมือนกัน จะเรียนภาษาได้ไม่ใช่ว่าจะเก็บของไปเรียนที่ประเทศนั้นเลย สำหรับหลายคนวิธีนี้ยิ่งทำให้เรียนภาษาช้ากว่าเดิมหลายเท่า)

4 คำสำคัญที่ควรจำไว้: meaning (ความหมาย), relevance (ความสำคัญ/ตรงประเด็น), attention (ความสนใจ), memory (ความจำ) 
สี่อย่างนี้สำคัญมาก เพราะในภาษาเราจะพบเจอพวกมันเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ เดี๋ยวในขณะที่เพื่อน ๆ อ่านไปเรื่อย ๆ จะเริ่มเห็นภาพเองครับ

เรามาเริ่มจาก 5 หลักการก่อนเลย 

หลักการที่ 1: โฟกัสเนื้อหาในภาษานั้นที่สำคัญต่อตัวเรา
    ลองนึกถึงเครื่องมือช่างดูครับ มีหลายชื้นจนเราเลือกใช้ไม่ถูกเลย แต่ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีอยู่สองสามชิ้นที่เราพอจะคุ้นเคยและใช้ได้พอตัวอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเครื่องมือที่เราเคยจับมาใช้อยู่บ้าง สิ่งทีจะบอกก็คือ เวลาเรียนภาษาก็เหมือนกับเครื่องมือนี่แหละครับ เวลาเราเรียนก็ให้เลือกโฟกัสแค่เนื้อหาของเรื่องที่สำคัญต่อเรา ถ้าเราทำงานในวงการดนตรี แน่นอนว่าเราก็ควรเรียนคำศัพท์ทางดนตรีให้มากกว่าเรื่องอื่น หรือเราทำงานด้านการก่อสร้าง ก็ให้ศึกษาคำศัพท์ให้ด้านนั้น

    Chris เล่าว่ามีผู้หญิงที่เขารู้จักคนหนึ่งพยายามเรียนพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นภาษาจีนอยู่ 9 เดือน แต่ให้ตายยังไงก็พิมพ์ไม่เป็นสักที พอมาคืนหนึ่งที่เธอต้องส่งคู่มือการฝึกงานให้เสร็จภายในสองวัน และที่สำคัญคือต้องพิมพ์เป็นภาษาจีน! ไม่อยากเชื่อว่าภายใน 48 ชั่วโมงเธอสามารถเรียนพิมพ์ภาษาจีนได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เวลาตั้ง 9 เดือนเธอไม่ได้อะไรเลย นั่นก็เพราะว่าในคืนนั้น การพิมพ์ภาษามันสำคัญต่อชีวิตการทำงานเธอมาก
     
หลักการที่ 2: ใช้ภาษาที่เรียนมาสื่อสารในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันแรก
    Chris ได้มีโอกาสไปประเทศจีน โดยที่เขาพูดภาษาจีนไม่เป็นเลยสักคำ แต่ระหว่างทางในวันนั้นเขาใช้เวลา 8 ชั่วโมงนั่งคุยกับผู้โดยสารที่เป็นคนจีน และตลอดทั้งคืนพวกเขาก็คุยกันเป็นภาษาจีน ผู้โดยสารคนนั้นทั้งวาดรูป ใช้มือวาดไปมา พร้อมแสดงสีหน้าต่าง ๆ ประกอบการพูดเสมอ พอ Chris ได้ไปเดินเที่ยวเล่นที่จีนเขาก็พบว่า ตัวเขากลับสามารถเข้าใจภาษาจีนได้มากขึ้น สองอาทิตย์มีเขาได้ยินบทสนทนาของคนจีนผ่านไปมา เขาสามารถเข้าใจบางส่วนของบทสนทนาเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาจีนแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ช่วยให้ Chris เข้าใจภาษาจีนมากขึ้นก็คือ เขาได้ซึมซับภาษาจีนจากผู้โดยสารบนรถไฟคืนนั้น  ซึ่งมันก็นำเราไปสู่หลักการที่ 3

หลักการที่ 3: เมื่อเราเริ่มเข้าใจภาษา เราจะเริ่มเรียนรู้มันโดยไม่รู้ตัว
    ในข้อนี้ผมอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จักกับ ‘Comprehensible input’ ซึ่งเป็นทฤษฎีการเรียนภาษาที่ถูกคิดค้นโดย Stephen Krashen อธิบายแบบคร่าว ๆ ก็คือ Comprehensible input คือภาษาที่เราสามารถเข้าใจได้แม้ว่าเราจะไม่ได้เข้าใจคำศัพท์และโครงสร้างของมัน คล้าย ๆ กับการฝึกเดาคำศัพท์นั่นแหละครับ สำหรับผู้เรียน ระดับความยากของ input ที่เราจะนำมาใช้เรียนนั้น (input อาจจะเป็นวีดีโอ ไฟล์เสียง บทความ หรืออะไรก็ตาม) จะต้องมีระดับสูงกว่าตัวแค่เลเวลเดียวเท่านั้น (ถ้าภาษาเราอยู่ระดับ beginner ก็ลองฝึกตีความจากเนื้อหาในระดับ pre-intermediate / ถ้าเราระดับกลาง ๆ (intermediate) ก็ลองฝึกกับระดับ pre-advance หรือ advance เลยก็ได้) 
    พอเราเริ่มฝึกตีความจากสิ่งที่ยากกว่าเรา 1 ระดับ มันทำให้เราโฟกัสไปที่การตีความหมายมากกว่า และนั่นแหละครับจะทำให้เราเข้าใจภาษานั้นได้เร็วยิ่งขึ้น      

หลักการที่ 4: ฝึกใช้ภาษาจริง ๆ (Physiological training)
    มีนักเรียนคนหนึ่งเก่งภาษาอังกฤษมาก ๆ ทุกเทอมได้เกรด 4 ตลอด พอเธอมีโอกาสได้ย้ายไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เธอกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เพื่อน ๆ ชาวอเมริกันพูดเลย เธอฟังภาษาอังกฤษไม่ออก! พอคนคุยกับเธอก็ไม่สามารถตอบได้ จนผู้คนรอบตัวเธอเริ่มถามว่าหนูหนวกหรือเปล่า และแน่นอนครับ เธอหูหนวก หนวกภาษาอังกฤษ! (English deaf) เพราะในหูเรามี filters (ตัวกรองเสียง) และพวกมันคอยทำหน้าที่กรองเสียงที่เราไม่รู้จักออกไป ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น และเมื่อเราไม่ได้ยินเราก็ไม่เข้าใจ และเมื่อเราไม่เข้าใจเราก็จะไม่สามารถเรียนรู้ได้
    ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องฝึกพูด เราต้องฝึกใช้กล้ามเนื้อใบหน้า บนหน้าเรามีอวัยวะอยู่ 43 ชิ้น เราต้องรู้ว่าเสียงนี้ต้องใช้อวัยวะไหนบ้าง เพื่อที่จะสื่อสารออกมาให้ถูกต้อง ยกตัวจากอย่างเสียงตัว V ในภาษาอังกฤษ หลายคนคิดว่ามันออกเสียงเหมือน ว.แหวน บ้านเรา แต่ที่ไหนได้ มันต้องใช้ฟันบนกับริมฝีปากล่างเพื่อออกเสียงนี้ (คล้าย ๆ กับ ฟ.ฟัน แต่มีเสียงออกมาด้วยไม่ได้มีแค่ลม) 

แล้วถ้าเรายังดื้อไม่ยอมฝึกออกเสียงให้ถูกต้อง เราก็จะพบว่าทุกครั้งที่เราพูดคำที่มีตัว v (van, victory, violence) ฝรั่งเขาก็จะงงหน่อย ๆ และอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารได้

หลักการที่ 5: ‘อารมณ์ในการเรียน’เป็นสิ่งสำคัญ (Psycho-physiological state matters!)
    ถ้าเรากำลังอารมณ์ไม่ดีเราไม่มีวันเรียนรู้เรื่องแน่ ๆ การเรียนจะมีประสิทธิภาพที่สุดก็ตอนที่เรากำลังมีความสุข ผ่อนคลาย สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเรียนรู้ที่จะรับมือและอดทนกับความกำกวมของคำศัพท์ (ambiguity) หากเราตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเข้าใจทุกคำศัพท์ร้อยเปอร์เซนต์ เราก็คงต้องเป็นบ้าไปก่อนจะเรียนภาษาจบแน่ ๆ และเราก็จะต้องหัวเสียอยู่ตลอดเวลาที่เรียนเพราะแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะเข้าใจคำทุกคำได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่หากเราโอเคกับการที่จะได้บ้างไม่ได้บ้างและโฟกัสอยู่ที่สิ่งที่เราได้คำศัพท์ที่เราเข้าใจมากกว่าจะไปหัวเสียกับสิ่งที่เราไม่ได้และคำศัพท์ที่เราไม่เข้าใจ เราก็จะเรียนภาษาได้รวดเร็วและยังสนุกมากขึ้นอีกด้วย เพราะในทุกภาษานั้นมี ambiguity หรือความกำกวมของมันอยู่แน่นอน

7 วิธีการ

วิธี 1: ฝึกฟังให้เป็นกิจวัตร (Brainsoaking)
    ทักษะแรกสุดที่เราจะได้ในการเรียนภาษาคือ listening และถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้เลย เราเรียกวิธีการนี้ว่า ‘Brainsoaking’ (สาดความรู้เข้าสมอง) คือการที่เราฟังเนื้อหาในภาษาที่เรากำลังเรียนให้เยอะที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นการฟัง podcast, ดูยูทูป, ฟังวิทยุ ฯลฯ) ไม่สำคัญว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ฟังไม่ออกไม่เป็นไร ให้เราโฟกัสที่จังหวะ น้ำเสียง รูปแบบของภาษานั้น ๆ แทน 
    แต่ก็อยากจะบอกว่าอย่าแค่ฟังไปเรื่อย ๆ ให้ลองหยิบกระดาษมาจดคำศัพท์ที่เราได้ยิน หรือลองเดาจากเสียงที่เราได้ยินว่าเขาพูดคำอะไรไป ถ้าพอฟังออกบ้างก็ลองฝึกสรุปใส่กระดาษเป็นภาษาอังกฤษดู

วิธี 2: เข้าใจความหมายก่อนเข้าใจภาษา (body language, comprehensible input)
    เวลาเราไปต่างประเทศเราจะพบว่าตัวเองทำอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยทำในประเทศตัวเอง นั่นคือการใช้ภาษามืออย่างเต็มที่ นั่นแหละครับคือวิธีที่เราจะเข้าใจความหมายได้ก่อนเข้าใจภาษา ในเราเริ่มสังเกตและให้ความสำคัญกับท่าทางต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะมนุษย์ใช้ body language ในการสื่อสารมากพอ ๆ กับคำพูด และ body language ก็ถือว่าเป็น comprehensible input อีกอย่างเช่นกันนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้แม้จะไม่รู้จักคำศัพท์ในภาษาพูดนั้น ๆ 
    อีกวิธีคือการจดจำรูปแบบ (pattern) ของภาษา ซึ่งจะช่วยให้เราทำความเข้าใจกับภาษาที่ใกล้เคียงกันได้ง่ายมากขึ้น หากเราเข้าใจภาษาจีน Mandarin และ Cantonese เราจะพบว่าเราสามารถเข้าใจภาษาเวียดนามได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพราะ 60% ในภาษาเวียดนามคือ Mandarin และ Cantonese 

See also  [Update] สำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) ประโยค คำศัพท์ต่างๆ พร้อมคำแปล | สํา ส่อ น ภาษา อังกฤษ - NATAVIGUIDES

วิธี 3: เริ่มผสมปนเป (Start mixing!)
    เราอาจจะไม่รู้ว่าแค่เพียงเรารู้จักคำนาม 10 คำ กริยา 10 คำ และคำคุณศัพท์ (adjective) อีก 10 คำ เราก็สามารถแต่งประโยคได้กว่าพันประโยคแล้ว ดังนั้นเราก็เริ่มฝึกแต่งประโยคได้แล้ว สร้างสรรค์ ๆ หน่อย ไม่ต้องแต่งออกมาให้มันสมบูรณ์แบบหรือมีความหมายที่สวยงาม ขอแค่เราได้ฝึกทำ จะแต่งประโยคแบบไหนก็ได้
    
วิธี 4: โฟกัสที่หัวใจภาษา
    อย่างที่เคยบอกไปว่าในภาษาอังกฤษหากเรารู้จักเพียง 1000 คำ เราก็สามารถเข้าใจ 85% ของคำพูดในชีวิตประจำวันแล้ว และถ้าเรารู้จัก 3000 คำ (Oxford 3000 Key Words) นั้นก็แปลว่าเราเข้าใจไป 98 % แล้ว ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เราได้ลองเอามันมาฝึกแต่งประโยคอยู่ทุกวันหรือเปล่า?
    เวลาเรียนภาษาในเราเริ่มจาก The tool box ซึ้งคล้าย ๆ กับแผนการเรียน ตัวอย่างคร่าว ๆ แบบนี้นะครับ

Week 1: ในสัปดาห์ที่ 1 เราจะเรียนประโยคพื้นฐาน ซึ่งส่วนมากจะเป็นคำถาม เช่น What is this? How do you say …? I don’t understand… Repeat that please. What does that mean? เรียนประโยคพวกนี้ในภาษาที่เรากำลังเรียน และใช้พวกมันเป็นเหมือนเครื่องมือ (tool) ของเรา เพราะประโยคพวกนี้มันสำคัญมาก ๆ เราได้ใช้มันบ่อยแน่นอน

Week 2 – 3: ในสัปดาห์ที่สองและสาม เราจะต้องเริ่มเรียนรู้พวกชนิดของคำต่าง ๆ ที่สำคัญเช่น Pronouns (I, you, we, they, etc.), common verbs (run, eat, think, study, give, etc.), adjectives (hard, cold, important, far, etc.)

Week 4: พอมาถึงสัปดาห์ที่ 4 เราต้องเริ่มรู้จักพวก glue words (คำเชื่อม) ทั้งหลาย เช่น so, because, and, but และนำมันมาใช้ในการพูด มาเชื่อมคำนามหรือรวมประโยคเข้าด้วยกัน คำเชื่อมพวกนี้จะทำให้เราสามารถแต่งประโยคที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ช่วยให้เราสื่อความหมายได้เยอะขึ้นอีกด้วย 

วิธี 5: หา language parent 
และในตอนที่เรากำลังเรียนภาษาตามแผน Tool box ของเรา ให้เราหา language parent คล้าย ๆ กับเพื่อนฝึกภาษานั่นแหละครับ 
    ลองสังเกตเวลาที่เด็กและพ่อแม่สื่อสารกัน ตอนแรกเด็กสื่อสารโดยนำเอาคำศัพท์มารวมกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงกฎของภาษาใด ๆ ทั้งสิ้น บางทีก็ใช้คำธรรมดาทั่วไป และบางทีเด็กมักจะออกเสียงแปลก ๆ ที่คนอื่นไม่เข้าใจ แต่พ่อแม่ก็สามารถเข้าใจได้ เมื่อเป็นดังนี้เด็กจึงมี ‘safe environment‘ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้) และมีความมั่นใจในการใช้ภาษาโดยไม่สนว่าจะผิดหรือไม่ และพ่อแม่ก็จะสื่อสารกับลูกด้วย body language และใช้ภาษาแบบง่าย ๆ (simple language) และสองสิ่งนี้ก็เป็น comprehensible input ให้กับตัวเด็ก ทำให้เด็กเรียนภาษาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และแน่นอนว่าวิธีได้ผล เพราะไม่งั้นเราก็คงไม่สามารถสื่อสารกันได้แบบทุกวันนี้ ดังนั้นเราจึงควรที่หา language parent เป็นอย่างยิ่งครับ คนที่สนใจในตัวเรา ตั้งใจฟังสิ่งที่เราพยายามสื่อสาร(ในภาษาที่เรากำลังเรียน) และพยายามเข้าใจเรา ฟังไปก็คล้าย ๆ อาจารย์ฝรั่งที่มหาลัยเลยครับ 55555 
    กฎ 4 ข้อของการเป็น language parents ที่ดีคือ
    1. สิ่งที่สำคัญที่สุดของ language parent คือ เขาจะเป็นคนที่พยายามจะเข้าใจเรา แม้ว่าบางทีเราพูดไม่ถูก ออกเสียงไม่ชัด หรือสิ่งเราสื่อสารออกไปมันถูกต้องตามกฎเกณฑ์หรือไม่  
    2. ไม่แก้ไขเราเวลาพูดผิด โดยจะทำข้อ 3 แทน
    3. จะให้ feedback กับเราเสมอเวลาที่เราพูดอะไรไป บางทีที่เราพูดผิด ก็อาจจะพูดสรุปกลับมาเป็นประโยคที่ถูกต้องให้ เช่นเราอาจพูดไปว่า “I happy” แล้ว language parent ของเราก็จะตอบกลับมาว่า “Oh that’s good. I am happy that you’re happy too” ประมาณนี้ครับ 
    4. ใช้คำศัพท์ง่าย ๆ ที่เราเข้าใจ หรือเป็นคำศัพท์ที่อยู่ในระดับเดียวกับเรา

วิธี 6: เลียนแบบหน้าตา รูปปาก
    ให้เราสังเกตรูปปากของเจ้าของภาษาเวลาเขาพูด และพยายามออกเสียงนั้น ๆ โดยทำรูปปากให้เหมือนกับเขา อาจต้องใช้เวลาฝึกครับ บางทีเราก็อาจจะลองปิดเสียงวีดีโอ และนั่งดูปากเขาเฉย ๆ ก็ได้นะ อาจฟังดูแปลก ๆ แต่มันช่วยในเรื่องของการจดจำรูปปากเวลาออกเสียงจริง ๆ 
    เพราะเสียงต่าง ๆ โดยเฉพาะเสียงสระเนี่ย ถ้าเราออกเสียงโดยวางปากไม่ถูก เสียงที่ออกมามันก็อาจจะเพี้ยน ๆ ไปได้ครับ ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อความที่เราพูดออกไปเกิดการเข้าใจผิดได้

วิธี 7: Direct connect เปลี่ยนความหมายให้เป็นรูปภาพ
    หลายคนมักจะจำคำศัพท์โดยการเขียนซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ และก็ท่องวน ๆ ไป ซึ่งวิธีนี้อาจจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เชื่อว่าหลายคนน่าจะพอเข้าใจคอนเซปต์ของการเปลี่ยนความหมายให้เป็นรูปภาพอยู่ ต่อไปเวลาที่เราอยากจำศัพท์ได้แม่น ๆ ก็ลองหารูปภาพให้มันด้วย ตัวอย่างในภาษาไทยเช่น พอพูดถึงคำว่า ‘ให้’ ในหัวของทุกคนก็จะมีภาพที่แตกต่างกันไปในหัว บางคนอาจเห็นภาพคนยืนยื่นของให้กัน บางคนอาจเห็นแค่มือคนรับ หรือบางคนอาจเห็นแค่มือคนให้ พอจะได้ไอเดียมั้ยครับ ลองฝึกดูนะครับ แล้วจะพบว่ามันช่วยให้การจำศัพท์ง่ายขึ้นจริง ๆ

ใครตั้งใจไว้ว่าจะจริงจังกับการเรียนภาษา ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ แล้วอีก 6 เดือน มาคุยสเปนกับผมเลยยย 555555 
ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกอย่างในวันนี้ รู้มากกว่าเมื่อวานนี้ก็พอ
รู้ภาษาอังกฤษมากขึ้นทุกวันที่: พ่อผมเป็นคนอังกฤษ)
Stay tuned.
JGC

การเรียนภาษาที่สอง (หรือภาษาที่สาม) สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเวลาจะเรียนภาษาแต่ละทีมันมีคำถามเยอะ เรียนเรื่องอะไรก่อน? คำนี้แปลว่าอะไร? ใช้คำนี้ถูกไหม? และที่สำคัญ เราต้องใช้เวลาเรียนนานเท่าไหร่?มีคำถามนี้ติดอยู่ในตัวตลอดเวลาเช่นกัน “” เขากล่าว และพยามใช้เวลากว่าค่อนชีวิตค้นหาวิธีที่จะทำให้มนุษย์เราเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (to accelerate learning) โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา และเขาได้มาพูดใน Tedx Talks ถึงหลักการและวิธีการที่เขาค้นพบที่จะช่วยให้เราเรียนภาษาให้คล่องได้ภายในหกเดือนในกระทู้นี้ผมจะมาสรุปทฤษฏีของเขาและเพิ่มเติมตัวอย่างเข้าไปเล็กน้อยให้เพื่อน ๆ ได้เห็นภาพและเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ ครับChris Lonsdale เป็นนักจิตวิทยา นักภาษาศาสตร์ และนักวิชาการศึกษาชาวนิวซีแลนด์ เขาจบจาก University of Canterbury มีผลงานคือเป็นผู้คิดค้นระบบการเรียนภาษาอังกฤษแบบกังฟู (the Kungfu English system) และเป็นผู้เขียนหนังสือ The Third Earเขาสามารถพูดภาษาจีนและฝรั่งเศสได้อีกด้วย” – Chris LonsdaleSource:Link: https://youtu.be/d0yGdNEWdn0 ก่อนจะไปอ่าน5 หลักการ และ 7 วิธีของ Chris อีกเรามาดู 2 เรื่องที่ Chris เขาย้ำก่อนนะครับ1. พรสวรรค์2. เงินไปอยู่ประเทศที่เรากำลังเรียนภาษา (A drowning man can’t learn to swim – คนที่กำลังจมน้ำเขาจะเรียนว่ายน้ำได้อย่างไร เหมือนกัน จะเรียนภาษาได้ไม่ใช่ว่าจะเก็บของไปเรียนที่ประเทศนั้นเลย สำหรับหลายคนวิธีนี้ยิ่งทำให้เรียนภาษาช้ากว่าเดิมหลายเท่า)สี่อย่างนี้สำคัญมาก เพราะในภาษาเราจะพบเจอพวกมันเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ เดี๋ยวในขณะที่เพื่อน ๆ อ่านไปเรื่อย ๆ จะเริ่มเห็นภาพเองครับเรามาเริ่มจาก 5 หลักการก่อนเลยลองนึกถึงเครื่องมือช่างดูครับ มีหลายชื้นจนเราเลือกใช้ไม่ถูกเลย แต่ไม่แน่ว่ามันอาจจะมีอยู่สองสามชิ้นที่เราพอจะคุ้นเคยและใช้ได้พอตัวอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเครื่องมือที่เราเคยจับมาใช้อยู่บ้าง สิ่งทีจะบอกก็คือ เวลาเรียนภาษาก็เหมือนกับเครื่องมือนี่แหละครับ เวลาเราเรียนก็ให้เลือกโฟกัสแค่เนื้อหาของเรื่องที่สำคัญต่อเรา ถ้าเราทำงานในวงการดนตรี แน่นอนว่าเราก็ควรเรียนคำศัพท์ทางดนตรีให้มากกว่าเรื่องอื่น หรือเราทำงานด้านการก่อสร้าง ก็ให้ศึกษาคำศัพท์ให้ด้านนั้นChris เล่าว่ามีผู้หญิงที่เขารู้จักคนหนึ่งพยายามเรียนพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นภาษาจีนอยู่ 9 เดือน แต่ให้ตายยังไงก็พิมพ์ไม่เป็นสักที พอมาคืนหนึ่งที่เธอต้องส่งคู่มือการฝึกงานให้เสร็จภายในสองวัน และที่สำคัญคือต้องพิมพ์เป็นภาษาจีน! ไม่อยากเชื่อว่าภายใน 48 ชั่วโมงเธอสามารถเรียนพิมพ์ภาษาจีนได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เวลาตั้ง 9 เดือนเธอไม่ได้อะไรเลย นั่นก็เพราะว่าในคืนนั้น การพิมพ์ภาษามันสำคัญต่อชีวิตการทำงานเธอมากChris ได้มีโอกาสไปประเทศจีน โดยที่เขาพูดภาษาจีนไม่เป็นเลยสักคำ แต่ระหว่างทางในวันนั้นเขาใช้เวลา 8 ชั่วโมงนั่งคุยกับผู้โดยสารที่เป็นคนจีน และตลอดทั้งคืนพวกเขาก็คุยกันเป็นภาษาจีน ผู้โดยสารคนนั้นทั้งวาดรูป ใช้มือวาดไปมา พร้อมแสดงสีหน้าต่าง ๆ ประกอบการพูดเสมอ พอ Chris ได้ไปเดินเที่ยวเล่นที่จีนเขาก็พบว่า ตัวเขากลับสามารถเข้าใจภาษาจีนได้มากขึ้น สองอาทิตย์มีเขาได้ยินบทสนทนาของคนจีนผ่านไปมา เขาสามารถเข้าใจบางส่วนของบทสนทนาเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มเรียนภาษาจีนแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ช่วยให้ Chris เข้าใจภาษาจีนมากขึ้นก็คือ เขาได้ซึมซับภาษาจีนจากผู้โดยสารบนรถไฟคืนนั้น ซึ่งมันก็นำเราไปสู่หลักการที่ 3ในข้อนี้ผมอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จักกับ ‘Comprehensible input’ ซึ่งเป็นทฤษฎีการเรียนภาษาที่ถูกคิดค้นโดย Stephen Krashen อธิบายแบบคร่าว ๆ ก็คือ Comprehensible input คือภาษาที่เราสามารถเข้าใจได้แม้ว่าเราจะไม่ได้เข้าใจคำศัพท์และโครงสร้างของมัน คล้าย ๆ กับการฝึกเดาคำศัพท์นั่นแหละครับ สำหรับผู้เรียน ระดับความยากของ input ที่เราจะนำมาใช้เรียนนั้น (input อาจจะเป็นวีดีโอ ไฟล์เสียง บทความ หรืออะไรก็ตาม) จะต้องมีระดับสูงกว่าตัวแค่เลเวลเดียวเท่านั้น (ถ้าภาษาเราอยู่ระดับ beginner ก็ลองฝึกตีความจากเนื้อหาในระดับ pre-intermediate / ถ้าเราระดับกลาง ๆ (intermediate) ก็ลองฝึกกับระดับ pre-advance หรือ advance เลยก็ได้)พอเราเริ่มฝึกตีความจากสิ่งที่ยากกว่าเรา 1 ระดับ มันทำให้เราโฟกัสไปที่การตีความหมายมากกว่า และนั่นแหละครับจะทำให้เราเข้าใจภาษานั้นได้เร็วยิ่งขึ้นมีนักเรียนคนหนึ่งเก่งภาษาอังกฤษมาก ๆ ทุกเทอมได้เกรด 4 ตลอด พอเธอมีโอกาสได้ย้ายไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เธอกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เพื่อน ๆ ชาวอเมริกันพูดเลย เธอฟังภาษาอังกฤษไม่ออก! พอคนคุยกับเธอก็ไม่สามารถตอบได้ จนผู้คนรอบตัวเธอเริ่มถามว่าหนูหนวกหรือเปล่า และแน่นอนครับ เธอหูหนวก หนวกภาษาอังกฤษ! (English deaf) เพราะในหูเรามี filters (ตัวกรองเสียง) และพวกมันคอยทำหน้าที่กรองเสียงที่เราไม่รู้จักออกไป ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น และเมื่อเราไม่ได้ยินเราก็ไม่เข้าใจ และเมื่อเราไม่เข้าใจเราก็จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องฝึกพูด เราต้องฝึกใช้กล้ามเนื้อใบหน้า บนหน้าเรามีอวัยวะอยู่ 43 ชิ้น เราต้องรู้ว่าเสียงนี้ต้องใช้อวัยวะไหนบ้าง เพื่อที่จะสื่อสารออกมาให้ถูกต้อง ยกตัวจากอย่างเสียงตัว V ในภาษาอังกฤษ หลายคนคิดว่ามันออกเสียงเหมือน ว.แหวน บ้านเรา แต่ที่ไหนได้ มันต้องใช้ฟันบนกับริมฝีปากล่างเพื่อออกเสียงนี้ (คล้าย ๆ กับ ฟ.ฟัน แต่มีเสียงออกมาด้วยไม่ได้มีแค่ลม)แล้วถ้าเรายังดื้อไม่ยอมฝึกออกเสียงให้ถูกต้อง เราก็จะพบว่าทุกครั้งที่เราพูดคำที่มีตัว v (van, victory, violence) ฝรั่งเขาก็จะงงหน่อย ๆ และอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารได้ถ้าเรากำลังอารมณ์ไม่ดีเราไม่มีวันเรียนรู้เรื่องแน่ ๆ การเรียนจะมีประสิทธิภาพที่สุดก็ตอนที่เรากำลังมีความสุข ผ่อนคลาย สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเรียนรู้ที่จะรับมือและอดทนกับ(ambiguity) หากเราตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเข้าใจทุกคำศัพท์ร้อยเปอร์เซนต์ เราก็คงต้องเป็นบ้าไปก่อนจะเรียนภาษาจบแน่ ๆ และเราก็จะต้องหัวเสียอยู่ตลอดเวลาที่เรียนเพราะแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะเข้าใจคำทุกคำได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่หากเราโอเคกับการที่จะได้บ้างไม่ได้บ้างและโฟกัสอยู่ที่สิ่งที่เราได้คำศัพท์ที่เราเข้าใจมากกว่าจะไปหัวเสียกับสิ่งที่เราไม่ได้และคำศัพท์ที่เราไม่เข้าใจ เราก็จะเรียนภาษาได้รวดเร็วและยังสนุกมากขึ้นอีกด้วย เพราะในทุกภาษานั้นมี ambiguity หรือความกำกวมของมันอยู่แน่นอนทักษะแรกสุดที่เราจะได้ในการเรียนภาษาคือ listening และถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้เลย เราเรียกวิธีการนี้ว่า ‘’ (สาดความรู้เข้าสมอง) คือการที่เราฟังเนื้อหาในภาษาที่เรากำลังเรียนให้เยอะที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นการฟัง podcast, ดูยูทูป, ฟังวิทยุ ฯลฯ) ไม่สำคัญว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ฟังไม่ออกไม่เป็นไร ให้เราโฟกัสที่จังหวะ น้ำเสียง รูปแบบของภาษานั้น ๆ แทนแต่ก็อยากจะบอกว่าอย่าแค่ฟังไปเรื่อย ๆ ให้ลองหยิบกระดาษมาจดคำศัพท์ที่เราได้ยิน หรือลองเดาจากเสียงที่เราได้ยินว่าเขาพูดคำอะไรไป ถ้าพอฟังออกบ้างก็ลองฝึกสรุปใส่กระดาษเป็นภาษาอังกฤษดูเวลาเราไปต่างประเทศเราจะพบว่าตัวเองทำอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยทำในประเทศตัวเอง นั่นคือการใช้ภาษามืออย่างเต็มที่ นั่นแหละครับคือวิธีที่เราจะเข้าใจความหมายได้ก่อนเข้าใจภาษา ในเราเริ่มสังเกตและให้ความสำคัญกับท่าทางต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะมนุษย์ใช้ body language ในการสื่อสารมากพอ ๆ กับคำพูด และ body language ก็ถือว่าเป็น comprehensible input อีกอย่างเช่นกันนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้แม้จะไม่รู้จักคำศัพท์ในภาษาพูดนั้น ๆอีกวิธีคือการจดจำรูปแบบ (pattern) ของภาษา ซึ่งจะช่วยให้เราทำความเข้าใจกับภาษาที่ใกล้เคียงกันได้ง่ายมากขึ้น หากเราเข้าใจภาษาจีน Mandarin และ Cantonese เราจะพบว่าเราสามารถเข้าใจภาษาเวียดนามได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพราะ 60% ในภาษาเวียดนามคือ Mandarin และ Cantoneseเราอาจจะไม่รู้ว่าแค่เพียงเรารู้จักคำนาม 10 คำ กริยา 10 คำ และคำคุณศัพท์ (adjective) อีก 10 คำ เราก็สามารถแต่งประโยคได้กว่าพันประโยคแล้ว ดังนั้นเราก็เริ่มฝึกแต่งประโยคได้แล้ว สร้างสรรค์ ๆ หน่อย ไม่ต้องแต่งออกมาให้มันสมบูรณ์แบบหรือมีความหมายที่สวยงาม ขอแค่เราได้ฝึกทำ จะแต่งประโยคแบบไหนก็ได้อย่างที่เคยบอกไปว่าในภาษาอังกฤษหากเรารู้จักเพียง 1000 คำ เราก็สามารถเข้าใจ 85% ของคำพูดในชีวิตประจำวันแล้ว และถ้าเรารู้จัก 3000 คำ () นั้นก็แปลว่าเราเข้าใจไป 98 % แล้ว ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่เราได้ลองเอามันมาฝึกแต่งประโยคอยู่ทุกวันหรือเปล่า?เวลาเรียนภาษาในเราเริ่มจากซึ้งคล้าย ๆ กับแผนการเรียน ตัวอย่างคร่าว ๆ แบบนี้นะครับ: ในสัปดาห์ที่ 1 เราจะเรียนประโยคพื้นฐาน ซึ่งส่วนมากจะเป็นคำถาม เช่นเรียนประโยคพวกนี้ในภาษาที่เรากำลังเรียน และใช้พวกมันเป็นเหมือนเครื่องมือ (tool) ของเรา เพราะประโยคพวกนี้มันสำคัญมาก ๆ เราได้ใช้มันบ่อยแน่นอน: ในสัปดาห์ที่สองและสาม เราจะต้องเริ่มเรียนรู้พวกชนิดของคำต่าง ๆ ที่สำคัญเช่น(I, you, we, they, etc.),(run, eat, think, study, give, etc.),(hard, cold, important, far, etc.): พอมาถึงสัปดาห์ที่ 4 เราต้องเริ่มรู้จักพวก(คำเชื่อม) ทั้งหลาย เช่นและนำมันมาใช้ในการพูด มาเชื่อมคำนามหรือรวมประโยคเข้าด้วยกัน คำเชื่อมพวกนี้จะทำให้เราสามารถแต่งประโยคที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ช่วยให้เราสื่อความหมายได้เยอะขึ้นอีกด้วยและในตอนที่เรากำลังเรียนภาษาตามแผน Tool box ของเรา ให้เราหาคล้าย ๆ กับเพื่อนฝึกภาษานั่นแหละครับลองสังเกตเวลาที่เด็กและพ่อแม่สื่อสารกัน ตอนแรกเด็กสื่อสารโดยนำเอาคำศัพท์มารวมกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงกฎของภาษาใด ๆ ทั้งสิ้น บางทีก็ใช้คำธรรมดาทั่วไป และบางทีเด็กมักจะออกเสียงแปลก ๆ ที่คนอื่นไม่เข้าใจ แต่พ่อแม่ก็สามารถเข้าใจได้ เมื่อเป็นดังนี้เด็กจึงมี ” (สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้) และมีความมั่นใจในการใช้ภาษาโดยไม่สนว่าจะผิดหรือไม่ และพ่อแม่ก็จะสื่อสารกับลูกด้วยและใช้(simple language) และสองสิ่งนี้ก็เป็นให้กับตัวเด็ก ทำให้เด็กเรียนภาษาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และแน่นอนว่าวิธีได้ผล เพราะไม่งั้นเราก็คงไม่สามารถสื่อสารกันได้แบบทุกวันนี้ ดังนั้นเราจึงควรที่หาเป็นอย่างยิ่งครับ คนที่สนใจในตัวเรา ตั้งใจฟังสิ่งที่เราพยายามสื่อสาร(ในภาษาที่เรากำลังเรียน) และพยายามเข้าใจเรา ฟังไปก็คล้าย ๆ อาจารย์ฝรั่งที่มหาลัยเลยครับ 555551. สิ่งที่สำคัญที่สุดของคือ เขาจะเป็นคนที่พยายามจะเข้าใจเรา แม้ว่าบางทีเราพูดไม่ถูก ออกเสียงไม่ชัด หรือสิ่งเราสื่อสารออกไปมันถูกต้องตามกฎเกณฑ์หรือไม่2. ไม่แก้ไขเราเวลาพูดผิด โดยจะทำข้อ 3 แทน3. จะให้ feedback กับเราเสมอเวลาที่เราพูดอะไรไป บางทีที่เราพูดผิด ก็อาจจะพูดสรุปกลับมาเป็นประโยคที่ถูกต้องให้ เช่นเราอาจพูดไปว่า “I happy” แล้วของเราก็จะตอบกลับมาว่า “Oh that’s good. I am happy that you’re happy too” ประมาณนี้ครับ4. ใช้คำศัพท์ง่าย ๆ ที่เราเข้าใจ หรือเป็นคำศัพท์ที่อยู่ในระดับเดียวกับเราให้เราสังเกตรูปปากของเจ้าของภาษาเวลาเขาพูด และพยายามออกเสียงนั้น ๆ โดยทำรูปปากให้เหมือนกับเขา อาจต้องใช้เวลาฝึกครับ บางทีเราก็อาจจะลองปิดเสียงวีดีโอ และนั่งดูปากเขาเฉย ๆ ก็ได้นะ อาจฟังดูแปลก ๆ แต่มันช่วยในเรื่องของการจดจำรูปปากเวลาออกเสียงจริง ๆเพราะเสียงต่าง ๆ โดยเฉพาะเสียงสระเนี่ย ถ้าเราออกเสียงโดยวางปากไม่ถูก เสียงที่ออกมามันก็อาจจะเพี้ยน ๆ ไปได้ครับ ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อความที่เราพูดออกไปเกิดการเข้าใจผิดได้หลายคนมักจะจำคำศัพท์โดยการเขียนซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ และก็ท่องวน ๆ ไป ซึ่งวิธีนี้อาจจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เชื่อว่าหลายคนน่าจะพอเข้าใจคอนเซปต์ของการเปลี่ยนความหมายให้เป็นรูปภาพอยู่ ต่อไปเวลาที่เราอยากจำศัพท์ได้แม่น ๆ ก็ลองหารูปภาพให้มันด้วย ตัวอย่างในภาษาไทยเช่น พอพูดถึงคำว่า ‘ให้’ ในหัวของทุกคนก็จะมีภาพที่แตกต่างกันไปในหัว บางคนอาจเห็นภาพคนยืนยื่นของให้กัน บางคนอาจเห็นแค่มือคนรับ หรือบางคนอาจเห็นแค่มือคนให้ พอจะได้ไอเดียมั้ยครับ ลองฝึกดูนะครับ แล้วจะพบว่ามันช่วยให้การจำศัพท์ง่ายขึ้นจริง ๆใครตั้งใจไว้ว่าจะจริงจังกับการเรียนภาษา ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ แล้วอีก 6 เดือน มาคุยสเปนกับผมเลยยย 555555ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกอย่างในวันนี้ รู้มากกว่าเมื่อวานนี้ก็พอรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้นทุกวันที่: www.facebook.com/MyFathersAnEnglishMan (Page:

See also  [NEW] สรุป 12 tense เข้าใจง่าย จำง่าย พร้อมตัวอย่างประโยค | 12 ภาษา - NATAVIGUIDES

[NEW] PANTIP.COM : K12178322 หากมีเวลา 1 เดือนสำหรับการฝึกภาษาอังกฤษ ควรทำอะไร อย่างไรให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด [ห้องเรียนภาษาอังกฤษ] | เก่ง ภาษา อังกฤษ ได้ ใน 1 เดือน – NATAVIGUIDES

ความคิดเห็นที่ 3

เราค้นคว้าเรื่องสอนภาษาอังกฤษมาหลายปี จนรู้ทางหนีทีไล่หมดแล้ว อะไรทำได้เราบอกว่า “ทำได้” อะไรทำไม่ได้เราบอกว่า “ทำไม่ได้”

ไม่อยากให้คุณผิดหวัง จะคำนวณทางหนีที่ไล่ให้คุณ

1 เดือน เอาแค่ conjugation of irregular verbs (ผันกริยา 3 ช่องที่ไม่เติม ed แต่เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตา) แค่พูดประโยคพลิกกลับไปกลับมาให้คล่อง เรียนให้ตายก็ไม่มีทางผันกริยาถูกหมด เพราะความเป็นไปได้มันเยอะมากๆ!

แล้วผันพวก
I, you, he, she, it, we, they
me, you, him, her, it, us, them
my, your, his, her, its, our, their
mine, yours, his, hers, its, ours, theirs
myself, yourself, himself, herself, itself, ourselves, themselves
โดยที่ตอนผัน ต้องเปลี่ยน tenses ไปเรื่อยๆ และเปลี่ยนตัวสะกด verbs ให้เข้ากับ subjects

See also  [NEW] คำขึ้นต้นเพื่อทักทาย และคำลงท้ายปิดข้อความ ในจดหมายภาษาอังกฤษ | ไม่คุ้นเคย ภาษาอังกฤษ - NATAVIGUIDES

เราขี้เกียจคำนวณจำนวน permutations (การวางเรียงสลับลำดับ) ให้ครบ ให้คุณดู แต่เชื่อว่า 1 เดือนสมองคุณบานระเบิด แหงๆ!

verbs เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด แค่คุณผัน verbs ผิดคุณก็ดิ้นตายอยู่ตรงนั้นแล้ว คือ “ไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย!”

ยิ่งเรียนด้วยตัวเองยิ่งยาก เพราะถ้านั่งพูดกลับไปกลับมาให้ครูฟัง ครูยังแก้ให้คุณได้ เรียนสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2 ชม. 1 เดือนได้น้อยมากๆ ถ้าคิดจะเรียนวันละ 15 ชม. ทุกวัน กะหวังผล 1 เดือน ครูที่ไหนจะมานั่งสอนคุณ ค่าสอนก็บานเบอะอีกด้วย!

ตอนนี้เราก็กำลังสอนนักเรียนระดับเบื้องต้นมากๆแบบคุณ จขกท เราเอา audios ให้ฟัง แล้วเราหยุดเป็นช่วงๆแล้วให้นักเรียนหัดพูดตาม แล้วให้เอาตัวอย่างประโยคง่ายๆจากในหนังสือมาให้ฝึกพูดพลิกกลับไปกลับมา จากนั้นเราขยายตัวอย่างประโยคให้เปลี่ยน tenses ไปเรื่อยๆ แค่ 3-4 tenses นี่ สอนๆไปเราเกรงใจนักเรียนกลัวนักเรียนจะเสียเงินมากๆ เราเลยเร่งนักเรียนให้ผันประโยคตัวอย่าง 5-7 ประโยค แล้วเปลี่ยน tenses ไปตั้ง 4 tenses (ตอนนี้ยังไม่สอนครบ 12 tenses หรอกเพราะกลัวนักเรียนจะบ้าตายซะก่อน) เพื่อให้ผันกริยาให้ครบ 3 ช่องจนจำได้ไม่ต้องมานั่งคิดก่อนพูด

^
นี่เป็นการสอน grammar โดยฝึกพูดไปเลย ไม่ต้องทำแบบฝึกหัด grammar ในตำราให้ปวดหัว

แต่รู้ใหมว่าเกิดอะไรขึ้น?

มันไปเร็วแบบนั้นไม่ได้ง่ายๆนักหรอก มันต้องหยุดเป็นช่วงๆ เพื่อแก้ไขการออกเสียงของนักเรียน เสียงในภาษาอังกฤษบางเสียงเวลาพูดทั้งประโยคให้ไหลไปตามธรรมชาติ นักเรียนในระดับต้นๆอย่าง จขกท พูดซ้ำๆกัน 15 ทียังพูดไม่ชัด คำว่า “พูดไม่ชัดนี่หมายถึง ถึงกับฟังไม่รู้เรื่องเลยนะ!” ต้องฝึกฟังฝึกพูด ฝึกผันกริยาใหม่ นี่ขนาดมีครูสอน แล้วครูสอนนักเรียนให้เก็บส่วนที่ยากให้หมดก่อน นักเรียนยังเหนื่อยแทบแย่!

พอแก้การออกเสียงเสร็จกลับไปฝึกพูดพลิกกลับไปกลับมาคราวนี้เราเร่งนักเรียนให้คิดไวกว่าเดิมแล้วพูดไวกว่าเดิม ต้องกระตุ้นให้สมองสั่งงานไวๆ เราก็หวังผลไวเหมือนกัน แต่ 1 เดือนให้พูดอังกฤษคล่องเรายอมรับว่าเราไม่มีปัญญาจะสอน

พอเรากระตุ้นให้นักเรียนใช้สมองคิดประโยคพลิกกลับกลับมา พอนักเรียนหยุดคิดเรากระตุ้นว่า “พูดให้เร็วกว่านี้” บางช่วงนักเรียนคิดไม่ทันแล้วอุทานออกมาว่า “พี่ๆเดี๋ยวก่อน ช้าๆหน่อย RAM ผมหมดแล้ว…ต้องไปซื้อ RAM เพิ่ม….555+++…”

หมายเหตุ
แต่ถ้าคุณเรียนภาษาจีน 1 เดือนพอพูดได้ เพราะ verbs ภาษาจีนไม่ผัน แล้วก็ไม่มีผันไอ้พวกบ้าๆพวกนี้  
I, you, he, she, it, we, they
me, you, him, her, it, us, them
my, your, his, her, its, our, their
mine, yours, his, hers, its, ours, theirs
myself, yourself, himself, herself, itself, ourselves, themselves
^
แต่ก็ไม่แน่นะ ถึง grammar ภาษาจีนมันง่าย แต่ถ้าพูดไม่ดีเผลอๆฟังไม่รู้เรื่องอีก เพราะมันออกเสียงยากกว่าภาษาอังกฤษตั้งหลายเท่า!

จากคุณ
:
fortuneteller

เขียนเมื่อ
:
1 มิ.ย. 55 20:28:56


English Conversation Learn English Speaking English Subtitles Lesson 01


นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

English Conversation   Learn English Speaking English Subtitles Lesson 01

พูดภาษาอังกฤษให้เก่งใน 1 เดือน


ติดตามคอร์สภาษาอังกฤษออนไลน์อีกมากมายได้ที่ ▶▶ https://bit.ly/2ZZPWv9 ◀◀
สอบถามเพิ่มเติมโทร 📞0849401940

อยากได้ความรู้ Content ดีดี อย่าลืม Subscribe ช่องทางต่างๆ
ของเราตามนี้เลยค่ะ
► Youtube : https://bit.ly/2JLIHkP
►Facebook : https://www.facebook.com/Berante/
►Line : @beranteonline
►IG : BeranteEnglish

Berante Online ภาษาอังกฤษออนไลน์ สไตล์ติวเข้ม

พูดภาษาอังกฤษให้เก่งใน 1 เดือน

สอนพูดภาษาอังกฤษ(ฟรี)จากเริ่มต้นจนพูดคล่อง Level 1: EP.1 Language Basics


อยากฝึกพูดภาษาอังกฤษตัวต่อตัว หรือเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบบุฟเฟ่ต์
สมัครได้เลย ​https://www.unfoxenglish.com/
สอบถามแอดไลน์ ​https://lin.ee/5uEdKb7h

กลุ่มเฟสบุค https://www.facebook.com/groups/unfoxenglishcommunity/

เรียนตอนต่อๆไป
https://www.youtube.com/playlist?list=PLDFirtKulNk9TP14p0TWjl7bs84Ow1aC
อยากพูดภาษาอังกฤษได้เราก็ต้องฝึกพูด เริ่มต้นฝึกเหมือนเด็กทารกที่ค่อยๆหัดพูดตามพ่อแม่ทีละคำสองคำ เป็นกลุ่มคำ เป็นประโยค จนพูดได้ตามที่ใจนึกอยากจะพูด วิธีการเรียนรู้แบบธรรมชาตินี้จะทำให้เราเรียนรู้ได้เร็ว เข้าใจง่าย ไม่ต้องท่องจำ และที่สำคัญไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย แค่ทำความเข้าใจผ่านภาพที่เห็นเชื่อมโยงกับเสียงที่ได้ยิน เราก็จะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปโดยอัตโนมัติเหมือนกับที่เราเรียนรู้ภาษาแม่ได้อย่างธรรมชาติ
ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องง่าย แต่เราอย่าไปทำให้มันยาก
ติดตามช่อง YouTube ส่วนตัว
ช่องยูทูปของแล็คต้า https://www.youtube.com/lactawarakorn
ช่องยูทูปของเบล https://www.youtube.com/bellvittawut
ติดตามช่องทางอื่นๆ และพูดคุยกันได้ที่
ชุมชนคนรักภาษาอังกฤษ https://www.unfoxenglish.com
FB: https://www.facebook.com/unfoxenglish
Twitter: https://www.twitter.com/unfoxenglish
Lacta’s IG: https://www.instagram.com/lactawarakorn
Bell’s IG: https://www.instagram.com/toshiroz
ติดต่องาน
Email: unfoxofficial@gmail.com
Line: http://nav.cx/oOH1Q6T
ภาษาอังกฤษ สอนภาษาอังกฤษ เรียนภาษาอังกฤษ

สอนพูดภาษาอังกฤษ(ฟรี)จากเริ่มต้นจนพูดคล่อง Level 1: EP.1 Language Basics

อีเกิ้งเดือนดาว – การ์เนต \u0026 การ์ฟิวส์ สะเลอปี้ 「Official MV」


เพลง : อีเกิ้งเดือนดาว
ศิลปิน : การ์เนต \u0026 การ์ฟิวส์ สะเลอปี้
คำร้อง/ทำนอง : (ท่อนA/B)สะเลอปี้
เรียบเรียง : ห่มสามสาเร็คคอร์ด
มาสเตอร์ : จินนี่ ภูไท
สังกัด : พอดีม่วน STUDIO
……………………………………………………..
ติดต่องานแสดง
โทร 0887473659
0917923843
ติดตาม : พอดีม่วน STUDIO
https://www.facebook.com/Podeemuan/
……………………………………………………..
อีเกิ้งเดือนดาว การ์เนต \u0026 การ์ฟิวส์ สะเลอปี้
แม่บอกให้เอาน้อง อย่าสิหนีไปไส
แม่สิลงไปไฮ เกี่ยวข้าวใหญ่อยู่ปลายนา
สิเก็บแมงมันเป็นของฝากขึ้นมา
ให้เอาน้องเด้อหล่า แม่สิไปนาไปไฮ
(อีแม่เก็บแมงมันให้การ์เนตกับการ์ฟิวส์แน่เด้อครับแม่)
เล่นไปดีๆ คือสิบ่มีปัญหา
แต่ว่าต่อมารถเป็กๆ แลนกาย
บักหล่าน้องข่อย ให้สิเป็นสิตาย
ข่อยสิอ่อยจั่งใด๋ อ้อเอาจั่งสิแล้วกัน
(เอาล่ะบักหล่า อย่าไห้ อ้ายสิร้องเพลงให้ฟังครับ)
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
กุ๊ดจี่ไถนา แมงคามหลกกล้า
เด็กน้อยผีบ้าล่ะพากันตดปู๊ด
ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..
แมงตดสูดกัดหน้าเด็กน้อย..ขี้ให้
เล่นไปดีๆ คือสิบ่มีปัญหา
แต่ว่าต่อมารถเป็กๆ แลนกาย
บักหล่าน้องข่อย ให้สิเป็นสิตาย
ข่อยสิอ่อยจั่งใด๋ อ้อเอาจั่งสิแล้วกัน
(เอาล่ะบักหล่า อย่าไห้ อ้ายสิร้องเพลงให้ฟังครับ)
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
กุ๊ดจี่ไถนา แมงคามหลกกล้า
เด็กน้อยผีบ้าล่ะพากันตดปู๊ด
ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..
แมงตดสูดกัดหน้าเด็กน้อย..ขี้ให้
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
กุ๊ดจี่ไถนา แมงคามหลกกล้า
เด็กน้อยผีบ้าแล้วพากันตดปู๊ด
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
กุ๊ดจี่ไถนา แมงคามหลกกล้า
เด็กน้อยผีบ้าล่ะพากันตดปู๊ด
ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..ปู๊ด..
แมงตดสูดกัดหน้าเด็กน้อย..ขี้ให้
ดาวน์โหลดเพลง \”อีเกิ้งเดือนดาว การ์เนต \u0026 การ์ฟิวส์ สะเลอปี้\” โทร 49228351 ได้ทั้งริงโทน เต็มเพลง และเสียงรอสาย
🎧 รับฟังได้แล้วทาง Music Streaming
JOOX : https://www.joox.com/th/album/Ve02+VwZLwUc+ObCXzv81w==
Apple Music : https://music.apple.com/th/album/1490202955
TrueID Music : https://www.truemusic.com/mcservice/sharelink/index.jsp?ContentType=5\u0026ContentID=6010511000774932\u0026K=nologin
เพลงใหม่มาแรง การ์เนต อีเกิ้งเดือนดาว

อีเกิ้งเดือนดาว -  การ์เนต \u0026 การ์ฟิวส์ สะเลอปี้ 「Official MV」

แชร์ประสบการณ์+วิธีฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งภายใน 1 อาทิตย์ จากเด็กปึกๆคนนี้


วิธีฝึกภาษาอังกฤษ อยากเก่งอังกฤษทำไง
แชร์ประสบการณ์+วิธีฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งภายใน 1 อาทิตย์ จากเด็กปึกๆคนนี้ วันนี้ผมมาเล่าถึงวิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง จากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ สามารถเก่งขึ้นได้เรื่องมีเยอะมากแต่จะยาวเกินเอาเป็นว่าพูดแค่นี้ไปก่อน ถ้าใครอยากเก่งไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ลองดูคลิปนี้เพื่อจะได้อะไรไปบ้าง ขอบคุณที่รับชมครับ กด สับตระไคร้ด้วยเด้อ

แชร์ประสบการณ์+วิธีฝึกภาษาอังกฤษให้เก่งภายใน 1 อาทิตย์ จากเด็กปึกๆคนนี้

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆMAKE MONEY ONLINE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ เก่ง ภาษา อังกฤษ ได้ ใน 1 เดือน

Leave a Reply

Your email address will not be published.