Home » [NEW] 10 คำถามปราบเซียน สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (PART II) | หาประสบการณ์ ภาษาอังกฤษ – NATAVIGUIDES

[NEW] 10 คำถามปราบเซียน สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (PART II) | หาประสบการณ์ ภาษาอังกฤษ – NATAVIGUIDES

หาประสบการณ์ ภาษาอังกฤษ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

Table of Contents

10 คำถามปราบเซียน สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (PART II)

 

– Why do you want this job? –

– ทำไมถึงอยากได้งานนี้ –

 

คำแนะนำ : คุณควรรู้จักบริษัทที่คุณสมัคร และรู้ถึงข่าวสารล่าสุดที่บอกถึงทิศทางที่บริษัทกำลังจะไป และที่สำคัญคุณต้องรู้ว่าตำแหน่งคุณต้องเข้ามาแก้ปัญหาในด้านไหน

 

สำหรับการตอบคำถามให้ตอบว่า “ทำไมคุณถึงเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้” คุณจะเข้ามาช่วยสร้างอะไรให้กับบริษัท และคุณจะได้อะไรตอบแทนที่นอกเหนือจากตัวเงิน เช่น ความต้องการพิสูจน์ตัวเอง เป็นต้น

 

“I want this job because it emphasizes sales and marketing, two of my greatest skill sets. I know I could bring my ten years of sales and marketing experience to this company, and help you continue your years of growth.”

 

ดิฉันต้องการงานตำแหน่งนี้เพราะมันจะช่วยต่อยอดทักษะด้ายการขายและการตลาดซึ่งเป็นสองทักษะที่ดีที่สุดของดิฉัน ดิฉันเชื่อว่าดิฉันสามารถนำเอาประสบการณ์การขายและการตลาดกว่า 10 ปีที่ดิฉันมีมาใช้กับที่นี่ได้ และช่วยให้บริษัทของคุณมียอดขายเติบโตในทุกๆปีค่ะ

 

“I understand that this is a company on the rise. As I’ve read on your website and in various press releases, you are planning to launch several new products in the coming months. I want ​to be a part of this business as it grows, and I know my experience in product development would help your company as you roll out these products.”

 

ดิฉันเชื่อว่าบริษัทอยู่ในช่วงขาขึ้นนะคะ จากที่ดิฉันได้อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์และข่าวต่างๆ ทางบริษัทของคุณมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรายการในเดือนที่จะมาถึงนี้ ดิฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของบริษัทค่ะ และดิฉันรู้ว่าประสบการณ์ทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดิฉันมี จะช่วยบริษัทของคุณในเรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ว่านี้ได้ค่ะ

 

“This job is a good fit for what I’ve been doing and enjoying throughout my career. It offers a mix of short-term projects and long-term goals. My organizational skills allow me to successfully multitask and complete both kinds of projects.”

 

งานนี้เหมาะเจาะกับสิ่งที่ดิฉันทำและดิฉันสนุกกับมันในอาชีพของดิฉันค่ะ มันสร้างโอกาสให้ดิฉันได้ทำโปรเจ็คระยะสั้นและระยะยาวผสมผสานกัน ทักษะการจัดการที่ดิฉันมีนั้นจะช่วยให้ดิฉันสามารถทำทั้งสองอย่างได้สำเร็จลุล่วงค่ะ

 

ข้อควรระวัง : ถึงแม้การตอบว่าเงินเดือนดี สวัสดิการดี หรือบ้านใกล้จะเป็นคำตอบที่แท้จริงในใจคุณ แต่มันไม่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวคุณ อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์ต้องการวัดทัศนคติในการเรียนรู้ และความมุ่งมั่นในการทำงานของคุณด้วย ฉะนั้นอย่าลืมตอบให้ดู “มีไฟ” ด้วยนะครับ

 

– Why are you leaving or have left your job? –

– ทำไมคุณถึงลาออกหรือกำลังจะลาออกจากงานเก่า –

 

คำแนะนำ : หลายๆบริษัทมักจะถามคุณอยู่แล้วว่าทำไมคุณกำลังจะออกจากงาน หรือคุณออกจากที่เก่าเพราะอะไร ทั้งนี้เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณลาออกมาเองหรือถูกให้ออกจากงานเนื่องจากความผิดพลาดในการทำงานบางอย่างหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม คำตอบของคุณควรจะทำให้คุณดูดีอยู่ดี ไม่ว่าจะมาจากเหตุผลอะไรก็ตามนะครับ

 

“จงโฟกัสที่ปัจจุบันและอนาคต มากกว่าประสบการณ์ในอดีต”

 

สิ่งที่คุณสามารถใช้เป็นตัวช่วยในการหลีกเลี่ยงคำตอบตรงๆ ในเรื่องประสบการณ์การทำงานที่เก่าก็คือการพูดถึง “แพสชั่น” หรือความคาดหวังส่วนตัวของคุณที่มีต่อชีวิตการทำงาน โดยโฟกัสว่างานใหม่นี้จะมอบโอกาสทางการทำงานให้คุณอย่างไรได้บ้างนั่นเอง

 

มาดูตัวอย่างคำตอบกันนะครับ

 

คุณกำลังมองหาความท้าทาย — “I found myself bored with the work and looking for more challenges. I am an excellent employee, and I didn’t want my unhappiness to have any impact on the job I was doing for my employer.” ผมพบว่าผมเบื่องานเดิมและต้องการมองหาความท้าทายใหม่ๆ ผมเป็นลูกจ้างที่ดีนะครับ และผมไม่ต้องการให้ “ความรู้สึกไม่มีความสุข” ของผมนั้นมากระทบกับงานที่ทำที่บริษัทเดิมครับ

 

คุณกำลังมองหาความก้าวหน้า — “There isn’t room for growth with my current employer, and I’m ready to move on to a new challenge.” ผมไม่มีโอกาสได้ก้าวหน้าในที่ทำงานเดิมเลยครับ และผมเองพร้อมแล้วที่จะเจอความท้าทายใหม่ๆ

 

คุณโดนเลย์ออฟมา — “I was laid off from my last position when our department was eliminated due to corporate restructuring.” ผมถูกให้ออกเพราะแผนกที่ผมทำงานอยู่ถูกยุบ เนื่องจากบริษัทนั้นได้ทำการปรับโครงสร้างองค์กรครับ

 

คุณมีเหตุผลส่วนตัว — “I’m relocating to this area due to family circumstances and left my previous position in order to make the move.” ผมย้ายมายังที่นี่เนื่องจากสถานการณ์ทางด้านครอบครัวของผมครับ ผมจึงต้องลาออกจากงานเดิมมา

 

คุณคิดว่างานเก่าไม่ใช่งานในฝัน — “I’ve decided that my current work role is not the direction I want to go in my career and my current employer has no opportunities in the direction I’d like to head.” ผมคิดว่างานเก่านั้นไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ผมต้องการจะเติบโต และนายจ้างก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับทิศทางที่ผมต้องการจะไปครับ

See also  [Update] รายนามตัวละครในโลกเวทมนตร์ ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ! | แฮ ร์ รี่ พอ ต เตอร์ ภาค - NATAVIGUIDES

 

คุณเพิ่งเรียนจบ — “I recently received my degree, and I want to utilize my educational background in my next position.” ผมเพิ่งได้รับปริญญามา และผมต้องการใช้ความสามารถจากพื้นฐานการศึกษาที่ผมมีกับงานใหม่นี้ครับ

 

คุณเบื่อการเดินทาง — “I was commuting to the city and spending a significant amount of time each day on travel. I would prefer to be closer to home.” ผมเคยต้องเดินทางเข้าเมืองและใช้เวลาอย่างมากมายในการเดินทาง ผมจึงอยากที่จะได้ทำงานใกล้บ้านมากขึ้นน่ะครับ

 

คุณโดนให้ออก — “The company was cutting back and, unfortunately, my job was one of those eliminated.” บริษัทเก่าลดต้นทุน และโชคร้ายที่งานของผมก็เป็นหนึ่งตำแหน่งที่โดนโละครับ

 

ข้อควรระวัง : อย่าด่าเจ้านายเก่า! เพราะโลกธุรกิจนั้นเชื่อมโยงกันไปหมด เผลอๆบริษัทเก่าที่คุณลาออกมา กลับกลายเป็นลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์เจ้าสำคัญของบริษัทใหม่ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้ ซึ่งผู้สัมภาษณ์คงไม่อยากจ้างคนที่ด่า “ลูกค้าคนสำคัญ” ของเขาอย่างเสียๆหายๆใช่ไหมล่ะครับ

 

– How do you handle stress and pressure? –

– คุณรับมือกับความเครียดและความกดดันอย่างไรบ้าง –

 

คำแนะนำ : คำถามข้อนี้ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากรู้มากที่สุดคือ “ความเครียดปริมาณมากแค่ไหน ที่จะส่งผลต่อการทำงานของคุณ” และคุณจะจัดการมันได้อย่างไรโดยไม่กระทบกับการทำงานในแต่ละวัน คุณสามารถตอบโดยเล่าถึงสถานการณ์ในอดีตว่าคุณเคยจัดการกับปัญหาที่สร้างความเครียดให้คุณอย่างไรบ้าง คุณอาจบอกว่าเคสที่คุณเล่านั้นได้ทำให้คุณเครียด แต่ความเครียดปริมาณดังกล่าวทำให้คุณรู้สึกตั้งใจทำงานมากขึ้น และทำให้คุณรู้สึกท้าทาย เป็นต้น

 

ถ้าความเครียดที่เคยเกิดขึ้นกับคุณเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นโดยปกติตามเนื้องาน (ซึ่งมักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้) คุณไม่ควรกล่าวถึงมันนะครับ เช่น ถ้าคุณสมัครงานตำแหน่งพนักงานขาย แต่คุณบอกผู้สัมภาษณ์ว่าคุณเครียดเวลาต้องคุยกับคนเยอะๆ (อ้าว…) หรือคุณสมัครเป็นโปรเจ็คแมเนเจอร์ แต่ดันไปบอกว่าเครียดเวลาทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน (เอ๊ะ!) แบบนี้คงหมดโอกาสได้งานกันพอดีจริงไหมครับ

 

ตัวอย่างการตอบที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ก็คือ…

 

“I actually work better under pressure, and I’ve found that I enjoy working in a challenging environment.” จริงๆแล้วดิฉันสามารถทำงานได้ดีขึ้นภายใต้ความกดดันนะคะ ดิฉันพบว่าดิฉันนั้นชอบทำงานในสภาวะที่ท้าทายความสามารถค่ะ”

 

“I find that when I’m under the pressure of a deadline, I can do some of my most creative work.” ดิฉันพบว่าเมื่อดิฉันอยู่ในสภาวะที่ถูกกดดันด้วยวันเด้ดไลน์ ดิฉันจะสามารถทำงานได้อย่างมีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด

 

หรือจะบอกว่า “I react to situations, rather than to stress. That way, the situation is handled and doesn’t become stressful.” ดิฉันเลือกที่จะจัดการกับสถานการณ์นั้นมากกว่าจะมานั่งเครียดกับมันนะคะ ด้วยวิธีนี้ทำให้ดิฉันควบคุมสถานการณ์นั้นไว้ได้และไม่เกิดเป็นความเครียดค่ะ

 

โดยคุณอาจยกตัวอย่างให้ผู้สัมภาษณ์ฟัง โดยใช้คำว่า “For example”

 

“For example, when I deal with an unsatisfied customer, rather than feeling stressed, I focus on the task at hand. I believe my ability to communicate effectively with customers during these moments helps reduce my own stress in these situations and also reduces any stress the customer may feel.”

 

เมื่อดิฉันต้องดูแลลูกค้าที่รู้สึกไม่พึงพอใจกับสินค้า แทนที่ดิฉันจะเครียด ดิฉันกลับมาโฟกัสที่งานที่ดิฉันต้องแก้ไขมากกว่า ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่าความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับลูกค้าของดิฉันนั้น จะช่วยลดความเครียดในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และยังทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกเครียดไปด้วย

 

แชร์

[NEW] | หาประสบการณ์ ภาษาอังกฤษ – NATAVIGUIDES

ตัดมาจาก https://www.facebook.com/nkomgrit/posts/955776971160069
หลายคนมักชอบถามผมว่า…
– จบด้านภาษาอังกฤษมาเหรอ? (ป่าว)
– จบอินเตอร์มาเหรอ? (ป่าว)
– ทำไงถึงเก่งภาษาอังกฤษ? (ฝึก)
– มีเคล็ดลับ / ทางลัด / เทคนิคในการฝึกภาษาอังกฤษไหม? (ไม่ค่อยมี)
– ไปเรียนภาษาอังกฤษมาจากสถาบันไหน? (ตามระบบการศึกษาไทยขั้นพื้นฐาน)
– ไปอยู่เมืองนอกมานานเหรอ? (ป่าว แค่เที่ยวไม่กี่วัน)
– ฯลฯ

แท้จริงแล้ว ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้เพราะคำเดียวก็คือ “ชอบ” พอชอบแล้วก็ไม่รู้สึกเครียดกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจากโรงเรียน การศึกษา ค้นคว้า และฝึกเพิ่มด้วยตนเอง ประกอบกับการทำกิจกรรมทุกอย่างรอบตัวเป็นภาษาอังกฤษหมด (หนังสือ เพลง หนัง เกม ข่าว แชท ฯลฯ) ทำออกมาจากความชอบ ความต้องการ ความสนุก ความหลงใหลส่วนตัว บอกได้เลยว่าได้ทุกอย่างจากเมืองไทยหมด ไม่ใช่จากเมืองนอกแต่อย่างใด =D

ช่วงเรียนอนุบาล
ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มีการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นอนุบาล แนวเดียวกันกับที่บ้าน เพียงแต่ว่าศัพท์เยอะกว่า ท่องเยอะกว่า เปรียบเสมือนการต่อยอดความรู้จากบ้านให้ได้มากขึ้น

ช่วงเรียนประถมต้น
ผมย้ายจากกรุงเทพมาศรีราชา ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนวัดใกล้บ้าน ในขณะนั้นยังไม่มีการเรียนภาษาอังกฤษ ผมเรียนรู้เองที่บ้านจากเพลงเป็นหลัก มีญาติผู้ใหญ่เห็นว่าชอบภาษาอังกฤษ ก็นำหนังสือบทสนทนามาให้ ภายในหนังสือประกอบไปด้วยประโยคภาษาอังกฤษ คำอ่านภาษาไทย คำแปลภาษาไทย ก็เลยเริ่มอ่านเอง พูดเอง มันคันปาก อยากออกเสียง และสำเนียง ฮิฮิ ผมเริ่มจับแนวการสะกดและอ่านออกเสียงได้ เช่น –at / ถ้า cat อ่านว่า แคท / bat ก็น่าจะอ่านว่า แบท จนสามารถอ่านและเขียนภาษาคาราโอเกะได้ และลองเขียนเล่นดู เริ่มรู้และเข้าใจความหมายหลายอย่าง ผมเริ่มพูดประโยคในหนังสือบทสนทนาภาษาอังกฤษกับคนในครอบครัว พูดจนคนรอบข้างรู้ไปด้วยว่าประโยคนั้นหมายถึงอะไร เช่น แม่จะได้ยินผมถามว่า “แว้ อิ่ส” บ่อย ๆ เวลาหาของไม่เจอ พูดเล่น ๆ แบบนี้มาตลอด จนติดปาก จนจำได้ 555+

ช่วงเรียนประถมปลาย
เริ่มได้เรียนภาษาอังกฤษ แต่ทั้งหมดเป็นความรู้เดิมที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แบบเรียนน่าจะชื่อ English is Fun ในขณะเดียวกัน พี่ชายเรียนมัธยมต้น ผมเห็นมีหนังสือเรียนภาษาอังกฤษสีสันสวยงาม แบบเรียนน่าจะชื่อ Discovery และ Blueprint ผมเปิดดูแล้วชอบมาก เน้นดูภาพ และผมก็ได้รู้จักกับดิกส์ ที่นี้ อยากรู้ศัพท์คำไหน อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร ผมก็เปิดเลยครับ ผมยืมหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของพี่ชายมาอ่านตลอด ชอบจดศัพท์ เขียนตามลงสมุด พร้อมคัดลายมือ และเริ่มเรียกสิ่งของรอบตัวทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

* ถึงจุดนี้ รู้ศัพท์ บทสนทนาซึ่งทำให้ปากได้พูด และเพลง ซึ่งทำให้หูได้ฟัง ปากได้ฝึกสำเนียงด้วย รู้แนวสะกดคำ เขียนภาษาคาราโอเกะได้ ช่วยเพื่อนเขียนชื่อ – นามสกุลได้ * 

ช่วงเรียนมัธยมต้น
ผมย้ายมาอยู่กับพ่อและเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งที่สัตหีบ การเรียนที่นี่เข้มข้นขึ้น ผมเริ่มรู้จักแกรมม่า อ่าน และแปล ไม่ค่อยมีบทสนทนาในตอนเรียน แบบเรียนก็คล้ายกับของพี่ชายผมครับ แต่เรียนไม่เคยจบเล่ม ผมเลยศึกษาต่อเอง ผมศึกษาเพิ่มเติมจากการเลือกซื้อหนังสือตามร้านหนังสือ ส่วนใหญ่ไปร้านซีเอ็ด ผมเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ Student Weekly และ Nation Junior รวมถึงลองกลับมาแต่งประโยคเองที่บ้านด้วย แต่งประมาณว่าแต่ละวันทำอะไรไปบ้าง ผมเริ่มสังเกตและจำภาษาอังกฤษรอบตัว เช่น ในห้าง ซุปเปอร์มาร์เก็ต (ตัวอย่างคำ detergent = ผงซักฟอก) หรือตามของกิน กล่องขนม (ตัวอย่างคำ no preservatives = ไม่ใช้วัตถุกันเสีย) ผมติดเพลงฝรั่งมาก บ้าดู MTV ตลอดเลย และชอบเอาดิกส์มาแปลเนื้อเพลง ผมเริ่มคิดในใจและเริ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น

* ถึงจุดนี้ รู้แกรมม่า ผมจับแนวได้ เช่น I ต้องคู่กับ am, do, have ห้าม are ฯลฯ นะ มันจะคล้องกันตลอด เพราะผมรู้มาจากบทสนทนาและเพลงแล้ว เหมือนเอาภาษาพูดมาสรุปเป็นกฎ ได้ฝึกแต่งประโยคตามหลักแกรมม่า มันทำให้ได้อ่านและเขียน เริ่มจากสั้นและยาวไปจนถึงเรียงความ เขียนไปด้วย เช็กแกรมม่าไปด้วย ทำบ่อย ๆ จำได้เอง *

ช่วงเรียนมัธยมปลาย
การเรียนในโรงเรียนเน้นแกรมม่า อ่าน แปล ศัพท์ รากศัพท์ และการเดาความหมายศัพท์ ผมเริ่มเอาตัวเองไปคลุกคลีกับนักเรียนแลกเปลี่ยน ได้สื่อสารจริงกับฝรั่ง ผมเริ่มอ่านตำราภาษาอังกฤษมากกว่าตำราภาษาไทย ส่วนใหญ่เป็นพวกคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผมเริ่มหัดอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ The Nation ผมเริ่มใช้ดิกส์อังกฤษเป็นอังกฤษของ Longman เล่มหนามาก พ่อซื้อให้ ประมาณ 700 กว่าบาทครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ใช้แล้วเหมือนต่อยอดความรู้ภาษาอังกฤษของเราที่มีอยู่ ให้มีเพิ่มขึ้นไปอีก ยุคนั้นเน็ต 56k แรงสุด ผมเริ่มท่องเน็ต อ่านบทความต่าง ๆ ตามที่ตัวเองชอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่ที่ชอบที่สุดเลย คือ คอมพิวเตอร์ ศัพท์แสงเยอะมาก ผมเริ่มแชทกับฝรั่งในเรื่องที่ชอบเหมือน ๆ กัน ตรงนี้นอกจากภาษาแล้ว ยังได้รู้เรื่องอื่นอีกด้วย เช่น วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ฯลฯ ของเขาเทียบของเรา ไม่รู้คำไหน เปิดดิกส์แปล ไม่ยาก ฮิฮิ ผมเริ่มสนใจภาษาอื่นที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการเขียนเหมือนกัน เช่น สเปน อิตาลี โปรตุเกส อาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่แชทด้วยมีหลายชาติ ผมว่าเขาก็คงใช้ภาษาอื่นในคำทั่วไปเหมือนกับบ้านเรานะ เช่น บ้านเราใช้ภาษาอังกฤษ เฮลโหล แต้งกิ้ว อเมริกาใช้ภาษาสเปน โอ้หล่า กราสเซียส เป็นต้น

See also  สิทธิเงินประกันสังคม บำเหน็จ บำนาญชราภาพ ขอคืนก่อนอายุ 55 ปี ได้ไหม ถ้าตกงาน หรือลาออก ? | ขอ เงิน ประกัน สังคม คืน | Nataviguides

พักการเรียนหนึ่งปี
ผมเริ่มเพลียการศึกษาไทย ผมเลยลาพักร้อน 1 ปี ไม่เอ็นทรานซ์ 555+ ในระหว่างนั้น ผมก็มีเวลาว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมที่ผมชอบเหมือนเดิมพร้อมกับฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว ผมเริ่มรับจ้างงานด้านคอม เช่น ซ่อม ประกอบ ลงโปรแกรม พิมพ์ เขียนสูตร เขียนโปรแกรม เขียนเว็บ ฯลฯ สอนพิเศษเด็ก เช่น คณิต วิทย์ อังกฤษ แน่นอนตามการเรียนสไตล์ไทย สอนแกรมม่า สอนอ่านตีความ ข้อสอบกากบาท ตอนสอนก็ถือได้ว่าเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัวครับ ยามว่างก็ดูซีรีย์ สารคดี ก็ได้ฝึกฟังและคิดตามครับ ชอบเล่นเกม Resident Evil นะ ได้ทั้งฟังและอ่านภาษาอังกฤษในขณะที่เล่นเกม ฟังไม่ได้เป๊ะตลอดเวลา ข้ามบ้าง มโนบ้าง เพราะตอนฟังไม่ใช่ได้ยินแค่เสียง แต่เห็นภาพเคลื่อนไหวด้วย เดาได้ เอาใจความรวมครับ ส่วนอ่านจะเป๊ะตลอด เพราะเปิดดิกส์ได้ สามารถเก็บได้ทุกศัพท์ พร้อมจดลงสมุด เจอคำเดิม ลืมความหมาย ก็เปิดครับ แล้วมันจำได้เองจริง ๆ ขยันเปิดดิกส์มากจนด้ายขาดเลยนะ ขอบอก 555+

* ถึงจุดนี้ ประสบการณ์พอตัว ครบตามทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน แกรมม่าไม่เคร่งมาก เพราะรู้ว่าส่วนมากใช้ในภาษาเขียน รู้ได้อย่างไร? รู้จากการอ่านครับ ผมชอบอ่าน เฉพาะเรื่องที่อยากอ่านนะ * 

ช่วงเรียน ปวส.
ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ผมเลยกลับเข้ามาเรียนใหม่ แต่จะพยายามเลือกเรียนสิ่งที่คล้ายกับเด็กฝรั่งเขาเรียน ผมว่า ปวส. เหมาะสุดแล้ว ทฤษฎี ปฏิบัติ อย่างละครึ่ง ผมเลยเลือกเรียนสาขาที่ชอบก็คือไอที ผมว่าคนเรียนจบที่นี่ทำงานได้เลยนะ การเรียนใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะสื่อการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่บรรยายเป็นภาษาไทย ประกอบกับการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่เป็นแนวที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน เรียนเน้นการพูดสื่อสารสำหรับการทำงานมากกว่า นอกจากคาบบังคับเข้าเรียนแล้ว ยังมีชั่วโมงบังคับเรียนเอง คือ นักเรียนต้องเข้าไปเรียนเองในห้องภาษาอังกฤษโดยมีสื่อไว้ให้และมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจ มีแสดงละครเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ 555+

และโอกาสก็มาถึง มีอาจารย์ท่านหนึ่งต้องการนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาชีพ หัวข้อในการแข่งขัน คือ ผู้ประกาศข่าวภาษาอังกฤษ อาจารย์เห็นว่าผมพอมีแวว อาจารย์เลยจับผมมาฝึกเพิ่มเติม ตั้งแต่นั้นมา จากที่ผมมีสำเนียงอเมริกัน วัยรุ่น แบดบอย แรพโย่ ยิปปีย่า ยิปปีโย่ ก็เปลี่ยนเป็นสำเนียงอเมริกันแบบผู้ประกาศข่าวทันที ผู้เข้าแข่งขันแต่ละวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศต้องเข้าแข่งขันระดับภาคก่อน ถ้าผ่านเข้ารอบก็จะได้ไปแข่งขันต่อระดับประเทศ ผมไปแข่งมาทั้งหมด 4 ครั้ง ปี 2548 รองชนะเลิศระดับภาค รองชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2549 รองชนะเลิศระดับภาค ชนะเลิศระดับประเทศ

หลังจากนั้นก็ได้เป็นตัวแทนทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การเป็นพิธีกร การกล่าวเปิดงาน การต้อนรับนักศึกษาต่างประเทศ ฯลฯ

สำหรับเรื่องเรียนไอที ส่วนมากจะใช้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก เพราะความรู้หลายอย่างอัพเดตล่าสุดก็จากต่างประเทศ เมื่อเขียนโปรแกรมติดปัญหา ใช้คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษค้นหาในกูเกิ้ลจะเจอผลลัพธ์ตลอด มันทำให้ผมรู้วิธีการแก้ปัญหา รู้โนว์ฮาว รู้ฮาวทู ได้เร็วกว่าเพื่อน ๆ

ช่วงเรียน ป.ตรี และทำงานประจำ
ยูทูปเริ่มบูม ช่วงนั้นติดรายการตลก MadTV และ American / Britain’s Got Talent บางทีก็หาคลิปความรู้ดู พวกสอนคณิต เริ่มพบความจริง เช่น ลอการิทึม ln ไทยอ่านลอน ฝรั่งอ่านเอลฺเอ็น ตรีโกณมิติ cos ไทยอ่านคอส ฝรั่งอ่านโคไซน์ อ่านเต็ม 555+ ผมทำงานจันทร์ – ศุกร์ เรียนเสาร์ – อาทิตย์ ภาษาอังกฤษตอนทำงานเน้นอ่าน ตอนเรียน ป.ตรี เหมือนทบทวนเรื่องเดิม เน้นแกรมม่าและอ่านตีความ แต่ที่พิเศษมากขึ้นคือรูปเล่มโปรเจ็กจบผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และบทคัดย่อส่งตีพิมพ์งานวิชาการ คิดว่าได้เขียนเป็นการเป็นงานเยอะสุดก็ตอนนั้น แต่คิดว่ายังไม่เป๊ะนะ 555+ ตอนทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เน้นอ่านครับ ตอนจบ ป.ตรี เกรดอยู่ในระดับขอทุนเรียนต่อเต็มจำนวนได้ เลยสมัครขอทุนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง สาขา Embedded System สอบแล้วปรากฎว่าผ่านเข้ารอบ ดีใจมากเลย อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมบอกว่าคนมาสมัครส่วนใหญ่ไม่ได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบตรงสาย ผมได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบไม่ตรงสาย ไม่เป็นไร เรียนฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมเอาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เรียน เนื่องจากสถานการณ์การเงินยังไม่พร้อม คือ ต้องลาออกจากงานไปเรียนเต็มเวลา ในขณะที่ครอบครัวยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ผมไม่ลังเล ผมเลือกครอบครัวครับ จบ ป.ตรี ได้ ถือว่าเป็นใบเบิกทางสู่การทำงานได้ระดับหนึ่งแล้ว หากอยากเรียนต่อค่อยว่ากันใหม่ ^_^ 

ปัจจุบัน
ผมทำงานประจำเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทักษะภาษาอังกฤษที่ใช้ในโรงงานเรียงได้ตามนี้ อ่าน > ฟัง > เขียน > พูด อ่านและฟังเป็นหลัก เพราะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เขียนและแปลเอกสารบ้าง พูดบ้างเมื่อมีชาวต่างชาติติดต่อเข้ามา จัดอบรมให้พนักงานพึ่งทำไปได้ 2 หลักสูตรเอง คือ English for Presentation และ English Phonics Fun ส่วนงานอดิเรกของผมก็คือสอนพิเศษครับ หนึ่งในนั้นคือภาษาอังกฤษ สอนไปก็ได้ทวนไปครับ สอนไทยให้ฝรั่งด้วยนะ แชทกันทางเฟสบุ๊กครับ ^_^

ประสบการณ์ชีวิตของผมกับภาษาอังกฤษย่อกระชับสุดแล้วก็มีประมาณนี้แหละครับ ทุกวันนี้ก็ยังคงฝึกอยู่เรื่อย ๆ มันมีแต่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ไม่มีลดลง ตอนนี้ผมเอาภาษาสเปนมาปัดฝุ่น ก็ฝึกในแนวเดียวกันกับที่ผมฝึกภาษาอังกฤษเช่นกันครับ ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เน็ตแรงเวอร์ สื่อการเรียนก็มีเยอะ ทั้งให้อ่าน ทั้งให้ดู ทั้งให้ฟัง ผมแอบอิจฉาเด็กสมัยนี้จริง ๆ

หลังจากอ่านกันจบแล้ว ได้เทคนิคอะไรบ้าง บอกกันบ้างนะ เด๋วว่าง ๆ ผมจะมาสรุปให้ แต่หลัก ๆ ของผมเลยคือ “ชอบ” ก่อนครับ แล้วเรื่องอื่นดี ๆ จะตามมา ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณพ่อ แม่ ครอบครัว ญาติ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อน ๆ ที่คอยสนับสนุนกันมาตลอด และผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สู้ ๆ นะครับ ^_^

ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มีการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นอนุบาล แนวเดียวกันกับที่บ้าน เพียงแต่ว่าศัพท์เยอะกว่า ท่องเยอะกว่า เปรียบเสมือนการต่อยอดความรู้จากบ้านให้ได้มากขึ้นผมย้ายจากกรุงเทพมาศรีราชา ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนวัดใกล้บ้าน ในขณะนั้นยังไม่มีการเรียนภาษาอังกฤษ ผมเรียนรู้เองที่บ้านจากเพลงเป็นหลัก มีญาติผู้ใหญ่เห็นว่าชอบภาษาอังกฤษ ก็นำหนังสือบทสนทนามาให้ ภายในหนังสือประกอบไปด้วยประโยคภาษาอังกฤษ คำอ่านภาษาไทย คำแปลภาษาไทย ก็เลยเริ่มอ่านเอง พูดเอง มันคันปาก อยากออกเสียง และสำเนียง ฮิฮิ ผมเริ่มจับแนวการสะกดและอ่านออกเสียงได้ เช่น –at / ถ้า cat อ่านว่า แคท / bat ก็น่าจะอ่านว่า แบท จนสามารถอ่านและเขียนภาษาคาราโอเกะได้ และลองเขียนเล่นดู เริ่มรู้และเข้าใจความหมายหลายอย่าง ผมเริ่มพูดประโยคในหนังสือบทสนทนาภาษาอังกฤษกับคนในครอบครัว พูดจนคนรอบข้างรู้ไปด้วยว่าประโยคนั้นหมายถึงอะไร เช่น แม่จะได้ยินผมถามว่า “แว้ อิ่ส” บ่อย ๆ เวลาหาของไม่เจอ พูดเล่น ๆ แบบนี้มาตลอด จนติดปาก จนจำได้ 555+เริ่มได้เรียนภาษาอังกฤษ แต่ทั้งหมดเป็นความรู้เดิมที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แบบเรียนน่าจะชื่อ English is Fun ในขณะเดียวกัน พี่ชายเรียนมัธยมต้น ผมเห็นมีหนังสือเรียนภาษาอังกฤษสีสันสวยงาม แบบเรียนน่าจะชื่อ Discovery และ Blueprint ผมเปิดดูแล้วชอบมาก เน้นดูภาพ และผมก็ได้รู้จักกับดิกส์ ที่นี้ อยากรู้ศัพท์คำไหน อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร ผมก็เปิดเลยครับ ผมยืมหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของพี่ชายมาอ่านตลอด ชอบจดศัพท์ เขียนตามลงสมุด พร้อมคัดลายมือ และเริ่มเรียกสิ่งของรอบตัวทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดผมย้ายมาอยู่กับพ่อและเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งที่สัตหีบ การเรียนที่นี่เข้มข้นขึ้น ผมเริ่มรู้จักแกรมม่า อ่าน และแปล ไม่ค่อยมีบทสนทนาในตอนเรียน แบบเรียนก็คล้ายกับของพี่ชายผมครับ แต่เรียนไม่เคยจบเล่ม ผมเลยศึกษาต่อเอง ผมศึกษาเพิ่มเติมจากการเลือกซื้อหนังสือตามร้านหนังสือ ส่วนใหญ่ไปร้านซีเอ็ด ผมเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ Student Weekly และ Nation Junior รวมถึงลองกลับมาแต่งประโยคเองที่บ้านด้วย แต่งประมาณว่าแต่ละวันทำอะไรไปบ้าง ผมเริ่มสังเกตและจำภาษาอังกฤษรอบตัว เช่น ในห้าง ซุปเปอร์มาร์เก็ต (ตัวอย่างคำ detergent = ผงซักฟอก) หรือตามของกิน กล่องขนม (ตัวอย่างคำ no preservatives = ไม่ใช้วัตถุกันเสีย) ผมติดเพลงฝรั่งมาก บ้าดู MTV ตลอดเลย และชอบเอาดิกส์มาแปลเนื้อเพลง ผมเริ่มคิดในใจและเริ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นการเรียนในโรงเรียนเน้นแกรมม่า อ่าน แปล ศัพท์ รากศัพท์ และการเดาความหมายศัพท์ ผมเริ่มเอาตัวเองไปคลุกคลีกับนักเรียนแลกเปลี่ยน ได้สื่อสารจริงกับฝรั่ง ผมเริ่มอ่านตำราภาษาอังกฤษมากกว่าตำราภาษาไทย ส่วนใหญ่เป็นพวกคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผมเริ่มหัดอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ The Nation ผมเริ่มใช้ดิกส์อังกฤษเป็นอังกฤษของ Longman เล่มหนามาก พ่อซื้อให้ ประมาณ 700 กว่าบาทครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ใช้แล้วเหมือนต่อยอดความรู้ภาษาอังกฤษของเราที่มีอยู่ ให้มีเพิ่มขึ้นไปอีก ยุคนั้นเน็ต 56k แรงสุด ผมเริ่มท่องเน็ต อ่านบทความต่าง ๆ ตามที่ตัวเองชอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่ที่ชอบที่สุดเลย คือ คอมพิวเตอร์ ศัพท์แสงเยอะมาก ผมเริ่มแชทกับฝรั่งในเรื่องที่ชอบเหมือน ๆ กัน ตรงนี้นอกจากภาษาแล้ว ยังได้รู้เรื่องอื่นอีกด้วย เช่น วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ฯลฯ ของเขาเทียบของเรา ไม่รู้คำไหน เปิดดิกส์แปล ไม่ยาก ฮิฮิ ผมเริ่มสนใจภาษาอื่นที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการเขียนเหมือนกัน เช่น สเปน อิตาลี โปรตุเกส อาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่แชทด้วยมีหลายชาติ ผมว่าเขาก็คงใช้ภาษาอื่นในคำทั่วไปเหมือนกับบ้านเรานะ เช่น บ้านเราใช้ภาษาอังกฤษ เฮลโหล แต้งกิ้ว อเมริกาใช้ภาษาสเปน โอ้หล่า กราสเซียส เป็นต้นผมเริ่มเพลียการศึกษาไทย ผมเลยลาพักร้อน 1 ปี ไม่เอ็นทรานซ์ 555+ ในระหว่างนั้น ผมก็มีเวลาว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมที่ผมชอบเหมือนเดิมพร้อมกับฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว ผมเริ่มรับจ้างงานด้านคอม เช่น ซ่อม ประกอบ ลงโปรแกรม พิมพ์ เขียนสูตร เขียนโปรแกรม เขียนเว็บ ฯลฯ สอนพิเศษเด็ก เช่น คณิต วิทย์ อังกฤษ แน่นอนตามการเรียนสไตล์ไทย สอนแกรมม่า สอนอ่านตีความ ข้อสอบกากบาท ตอนสอนก็ถือได้ว่าเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัวครับ ยามว่างก็ดูซีรีย์ สารคดี ก็ได้ฝึกฟังและคิดตามครับ ชอบเล่นเกม Resident Evil นะ ได้ทั้งฟังและอ่านภาษาอังกฤษในขณะที่เล่นเกม ฟังไม่ได้เป๊ะตลอดเวลา ข้ามบ้าง มโนบ้าง เพราะตอนฟังไม่ใช่ได้ยินแค่เสียง แต่เห็นภาพเคลื่อนไหวด้วย เดาได้ เอาใจความรวมครับ ส่วนอ่านจะเป๊ะตลอด เพราะเปิดดิกส์ได้ สามารถเก็บได้ทุกศัพท์ พร้อมจดลงสมุด เจอคำเดิม ลืมความหมาย ก็เปิดครับ แล้วมันจำได้เองจริง ๆ ขยันเปิดดิกส์มากจนด้ายขาดเลยนะ ขอบอก 555+ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ผมเลยกลับเข้ามาเรียนใหม่ แต่จะพยายามเลือกเรียนสิ่งที่คล้ายกับเด็กฝรั่งเขาเรียน ผมว่า ปวส. เหมาะสุดแล้ว ทฤษฎี ปฏิบัติ อย่างละครึ่ง ผมเลยเลือกเรียนสาขาที่ชอบก็คือไอที ผมว่าคนเรียนจบที่นี่ทำงานได้เลยนะ การเรียนใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะสื่อการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่บรรยายเป็นภาษาไทย ประกอบกับการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่เป็นแนวที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน เรียนเน้นการพูดสื่อสารสำหรับการทำงานมากกว่า นอกจากคาบบังคับเข้าเรียนแล้ว ยังมีชั่วโมงบังคับเรียนเอง คือ นักเรียนต้องเข้าไปเรียนเองในห้องภาษาอังกฤษโดยมีสื่อไว้ให้และมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจ มีแสดงละครเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ 555+และโอกาสก็มาถึง มีอาจารย์ท่านหนึ่งต้องการนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาชีพ หัวข้อในการแข่งขัน คือ ผู้ประกาศข่าวภาษาอังกฤษ อาจารย์เห็นว่าผมพอมีแวว อาจารย์เลยจับผมมาฝึกเพิ่มเติม ตั้งแต่นั้นมา จากที่ผมมีสำเนียงอเมริกัน วัยรุ่น แบดบอย แรพโย่ ยิปปีย่า ยิปปีโย่ ก็เปลี่ยนเป็นสำเนียงอเมริกันแบบผู้ประกาศข่าวทันที ผู้เข้าแข่งขันแต่ละวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศต้องเข้าแข่งขันระดับภาคก่อน ถ้าผ่านเข้ารอบก็จะได้ไปแข่งขันต่อระดับประเทศ ผมไปแข่งมาทั้งหมด 4 ครั้ง ปี 2548 รองชนะเลิศระดับภาค รองชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2549 รองชนะเลิศระดับภาค ชนะเลิศระดับประเทศหลังจากนั้นก็ได้เป็นตัวแทนทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การเป็นพิธีกร การกล่าวเปิดงาน การต้อนรับนักศึกษาต่างประเทศ ฯลฯสำหรับเรื่องเรียนไอที ส่วนมากจะใช้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก เพราะความรู้หลายอย่างอัพเดตล่าสุดก็จากต่างประเทศ เมื่อเขียนโปรแกรมติดปัญหา ใช้คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษค้นหาในกูเกิ้ลจะเจอผลลัพธ์ตลอด มันทำให้ผมรู้วิธีการแก้ปัญหา รู้โนว์ฮาว รู้ฮาวทู ได้เร็วกว่าเพื่อน ๆยูทูปเริ่มบูม ช่วงนั้นติดรายการตลก MadTV และ American / Britain’s Got Talent บางทีก็หาคลิปความรู้ดู พวกสอนคณิต เริ่มพบความจริง เช่น ลอการิทึม ln ไทยอ่านลอน ฝรั่งอ่านเอลฺเอ็น ตรีโกณมิติ cos ไทยอ่านคอส ฝรั่งอ่านโคไซน์ อ่านเต็ม 555+ ผมทำงานจันทร์ – ศุกร์ เรียนเสาร์ – อาทิตย์ ภาษาอังกฤษตอนทำงานเน้นอ่าน ตอนเรียน ป.ตรี เหมือนทบทวนเรื่องเดิม เน้นแกรมม่าและอ่านตีความ แต่ที่พิเศษมากขึ้นคือรูปเล่มโปรเจ็กจบผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และบทคัดย่อส่งตีพิมพ์งานวิชาการ คิดว่าได้เขียนเป็นการเป็นงานเยอะสุดก็ตอนนั้น แต่คิดว่ายังไม่เป๊ะนะ 555+ ตอนทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เน้นอ่านครับ ตอนจบ ป.ตรี เกรดอยู่ในระดับขอทุนเรียนต่อเต็มจำนวนได้ เลยสมัครขอทุนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง สาขา Embedded System สอบแล้วปรากฎว่าผ่านเข้ารอบ ดีใจมากเลย อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมบอกว่าคนมาสมัครส่วนใหญ่ไม่ได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบตรงสาย ผมได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบไม่ตรงสาย ไม่เป็นไร เรียนฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมเอาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เรียน เนื่องจากสถานการณ์การเงินยังไม่พร้อม คือ ต้องลาออกจากงานไปเรียนเต็มเวลา ในขณะที่ครอบครัวยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ผมไม่ลังเล ผมเลือกครอบครัวครับ จบ ป.ตรี ได้ ถือว่าเป็นใบเบิกทางสู่การทำงานได้ระดับหนึ่งแล้ว หากอยากเรียนต่อค่อยว่ากันใหม่ ^_^ผมทำงานประจำเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทักษะภาษาอังกฤษที่ใช้ในโรงงานเรียงได้ตามนี้ อ่าน > ฟัง > เขียน > พูด อ่านและฟังเป็นหลัก เพราะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เขียนและแปลเอกสารบ้าง พูดบ้างเมื่อมีชาวต่างชาติติดต่อเข้ามา จัดอบรมให้พนักงานพึ่งทำไปได้ 2 หลักสูตรเอง คือ English for Presentation และ English Phonics Fun ส่วนงานอดิเรกของผมก็คือสอนพิเศษครับ หนึ่งในนั้นคือภาษาอังกฤษ สอนไปก็ได้ทวนไปครับ สอนไทยให้ฝรั่งด้วยนะ แชทกันทางเฟสบุ๊กครับ ^_^ประสบการณ์ชีวิตของผมกับภาษาอังกฤษย่อกระชับสุดแล้วก็มีประมาณนี้แหละครับ ทุกวันนี้ก็ยังคงฝึกอยู่เรื่อย ๆ มันมีแต่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ไม่มีลดลง ตอนนี้ผมเอาภาษาสเปนมาปัดฝุ่น ก็ฝึกในแนวเดียวกันกับที่ผมฝึกภาษาอังกฤษเช่นกันครับ ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เน็ตแรงเวอร์ สื่อการเรียนก็มีเยอะ ทั้งให้อ่าน ทั้งให้ดู ทั้งให้ฟัง ผมแอบอิจฉาเด็กสมัยนี้จริง ๆหลังจากอ่านกันจบแล้ว ได้เทคนิคอะไรบ้าง บอกกันบ้างนะ เด๋วว่าง ๆ ผมจะมาสรุปให้ แต่หลัก ๆ ของผมเลยคือ “ชอบ” ก่อนครับ แล้วเรื่องอื่นดี ๆ จะตามมา ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณพ่อ แม่ ครอบครัว ญาติ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อน ๆ ที่คอยสนับสนุนกันมาตลอด และผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สู้ ๆ นะครับ ^_^

See also  #Have a Nui’s day / ขอเงินประกันสังคมคืน ทำได้ไหม ต้องทำไงบ้างอ่ะ อยากได้ๆ | ขอ เงิน ประกัน สังคม คืน | Nataviguides


N๗๖: พื้นฐาน 30 ประโยคสำเร็จรูป – ผู้เริ่มฝึกพูด Eng | เรียนภาษาอังกฤษ กับ อ.พิบูลย์ แจ้งสว่าง


อ่านบทความเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ (ฟรี) \u0026 ดูรายละเอียดคอร์สเรียน Eng ได้ที่
www.NakedEnglish.net หัวข้อ: บทความที่น่าสนใจ
ติดตามเราได้ที่ Facebook.com/EnglishWithPiboon
เราเน้นเรียน+สอนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ให้สนทนาและเข้าใจหลักการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง
[จัดทำและสอนโดย อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง] Piboon Jangsawang

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

N๗๖: พื้นฐาน 30 ประโยคสำเร็จรูป - ผู้เริ่มฝึกพูด Eng | เรียนภาษาอังกฤษ กับ อ.พิบูลย์ แจ้งสว่าง

100+ คำถาม-คำตอบที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ #KNDSpeakingClass #KNDTopList | คำนี้ดี EP.399


อยากถามตอบให้คล่องๆ ก็ต้องซ้อม! เพราะที่จริงศัพท์สำนวนไม่ได้ยากเลย เคยผ่านตากันมาแล้วทั้งนั้น แต่มันแค่นึกไม่ออกเฉยๆ เอง ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่า คำถามคำตอบอะไรบ้างที่เราได้ใช้แน่ๆ แล้วมาพูดตามกันได้เลย
———————————————
THE STANDARD PODCAST : EYEOPENING FOR YOUR EARS
พอดแคสต์จากสำนักข่าว THE STANDARD
Website : https://www.thestandard.co/podcast
SoundCloud: https://soundcloud.com/thestandardpodcast
Spotify : https://open.spotify.com/show/7o7TF3zfPyoydhWxtGSzLC?si=Nb_LuV8NS3C9mJ6ePdXLA
Twitter : https://twitter.com/TheStandardPod
Facebook : https://www.facebook.com/thestandardth/
KNDSpeakingClass KNDTopList คำนี้ดี TheStandardPodcast TheStandardco TheStandardth

100+ คำถาม-คำตอบที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ #KNDSpeakingClass #KNDTopList | คำนี้ดี EP.399

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้นกับเรื่องสั้น….They Are in Love… พร้อมอธิบายความหมาย


ติดตาม ครูเชอรี่ English Bright\r
https://www.facebook.com/cherry.englishbright\r
http://www.englishbright.net/

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้นกับเรื่องสั้น....They Are in Love... พร้อมอธิบายความหมาย

Q\u0026A มาเรียนอังกฤษชีวิตเป็นยังไง?, หมดเงินไปเท่าไหร่ ฯลฯ | MayyR


ตอบทุกคำถามของการมาเรียนที่อังกฤษฮะ มายังไง หมดเงินไปเท่าไหร่
อายุเท่าไหร่ถึงมาได้ ยากไหม ไม่เก่งภาษาทำไง ปรับตัวยากไหม เหงาไหม สารพัดทุกคำถามอยู่ในนี้แล้ว เชิญชมฮะ ใครสงสัยอะไร ถามทิ้งไว้ได้น้า
เมมากับ GoUni นะฮะ ใครสนใจมาเรียน คอร์สภาษา ม.ปลาย ป.ตรี
ป.โท ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://gouni.co.uk/th
Fanpage : https://www.facebook.com/ImMayyrBlog
IG : https://www.instagram.com/mayyr_/

Q\u0026A มาเรียนอังกฤษชีวิตเป็นยังไง?, หมดเงินไปเท่าไหร่ ฯลฯ | MayyR

น่าอาย คนสวนพูดภาษาอังกฤษได้ l Lw Film


หนังสั้น เรื่องราวสะท้อนสังคม เตือนภัยต่างๆ
หนังสั้น ละครสั้น

น่าอาย คนสวนพูดภาษาอังกฤษได้ l Lw Film

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่MAKE MONEY ONLINE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ หาประสบการณ์ ภาษาอังกฤษ

Leave a Reply

Your email address will not be published.