Home » [NEW] รวม ❝การแนะนำตัวภาษาอังกฤษ ❞ แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ | ไม่สามารถใช้ได้ ภาษาอังกฤษ – NATAVIGUIDES

[NEW] รวม ❝การแนะนำตัวภาษาอังกฤษ ❞ แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ | ไม่สามารถใช้ได้ ภาษาอังกฤษ – NATAVIGUIDES

ไม่สามารถใช้ได้ ภาษาอังกฤษ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

Table of Contents

รวม ❝การแนะนำตัวภาษาอังกฤษ ❞ แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

 

รวม ❝การแนะนำตัวภาษาอังกฤษ ❞

แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

การแนะนำตัวภาษาอังกฤษ เป็นวิธีการสร้างความประทับใจที่ง่ายที่สุด และทำให้คนจดจำเราได้ตั้งแต่แรกพบ เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีแพทเทิร์นในการแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษของตัวเองได้ก็จะยิ่งดีมาก ๆ 

 

และถ้ายิ่งได้ฝึกพูดแนะนำตัวภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ ก็จะยิ่งพูดคล่อง และมั่นใจค่ะ เมื่อเจอกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนต่างชาติใหม่ ๆ ก็จะพูดได้เลย โดยที่ไม่ต้องคิดนาน

 

ถ้าหากฝึกซ้อมแนะนำตัวแล้ว อย่าลืมซ้อมตอบคำถาม และปรับบุคลิกภาพด้วย คลิก

 

20 ประโยคจำไว้ถาม-ตอบเวลาพรีเซนต์

How to พรีเซนต์งานภาษาอังกฤษ ให้โดนใจคนฟัง!

 

การแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ นั่นก็คือ การแนะนำตัวแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น สัมภาษณ์งาน, Presentation หรือการไปเที่ยวแล้วพบเจอคนใหม่ ๆ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

 

ซึ่งนอกจาก Globish จะมาแนะนำวิธีการและประโยคแล้ว ยังมีตัวอย่างการแนะนำตัวภาษาอังกฤษให้ทุกท่านนำไปใช้ได้เลยอีกด้วยค่ะ

 

แต่ก่อนจะเข้าเนื้อหา อยากให้ทุกท่านลองลิสต์คำตอบของคำถามเหล่านี้ดูก่อนค่ะ 

 

1) What is your name? 

ตัวอย่างคำตอบ

Pim, Jane, Sam etc.

 

2) Where are you from? 

ตัวอย่างคำตอบ

Bangkok, Thailand etc.

 

3) How are you related to the person who has introduced you? 

ตัวอย่างคำตอบ

Husband, wife, friend etc.

 

4) Why are you in that situation? 

ตัวอย่างคำตอบ

Party, Family introductions, Wedding etc.

 

5) What makes you interesting? 

ตัวอย่างคำตอบ

You’re good at singing, painting, playing the piano etc.

 

เมื่อคุณสามารถตอบคำถามครบแล้ว ก็จะเริ่มรู้แนวแล้วว่า คุณควรจะพรีเซนต์ตัวเองไปในทิศทางไหน และควรพูดเรื่องอะไรดี

 

แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะพูดแนะนำตัวเรื่องอะไรดีหรือยังไม่มีเรื่องในใจ Globish ได้เตรียมหัวข้อมาให้ทุกท่านเลือกเช่นกันค่ะ ได้แก่

 

Personality นิสัย

Likes สิ่งที่ชอบ

Dislikes สิ่งที่ไม่ชอบ

Hobbies งานอดิเรก

Skills ทักษะ

Talents พรสวรรค์

Qualifications คุณสมบัติ

Interests ความสนใจ

Awards รางวัลหรือความสำเร็จ

Ideas ความคิด

Opinions ความคิดเห็น

 

ซึ่งทุกท่านไม่จำเป็นต้องพูดในทุกหัวข้อเมื่อแนะนำตัวภาษาอังกฤษก็ได้ แต่เลือกเฉพาะสิ่งที่เข้ากับสถานการณ์นั้น ๆ เช่น ถ้าหากต้องแนะนำตัวสัมภาษณ์งาน อาจจะพูดถึง Personality, Hobbies, Qualifications, Skills, หรือ Awards ค่ะ

 

เชื่อว่าทุกท่านน่าจะพอเห็นภาพกันแล้ว เรามาเริ่มกันที่การแนะนำตัวภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการกันเลยค่ะ

1. การแนะนำตัวภาษาอังกฤษแบบ Informal (ไม่เป็นทางการ)

 

การแนะนำตัวแบบนี้ เหมาะมาก ๆ กับสถานการณ์อย่าง ไปเจอครอบครัวของเพื่อนหรือเพื่อนของเพื่อนในงานต่าง ๆ หรือเจอเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ ก็สามารถใช้ได้เช่นกันค่ะ 

 

  ■ สถานการณ์: แนะนำตัวในงานเลี้ยงของเพื่อน

 

เริ่มจากการทักทาย…

 

Hi everybody.

สวัสดีค่ะ/ครับทุกคน

 

Hello.

สวัสดีค่ะ/ครับ

 

Hi there.

สวัสดีค่ะ/ครับ

 

Hey there

สวัสดีค่ะ/ครับ

แนะนำตัวเอง…

 

I’m Sam, Jane’s friend. It’s a pleasure to meet you.

ฉันชื่อแซมนะ เป็นเพื่อนของเจน ยินดีที่ได้พบคุณมาก ๆ เลย

 

You can call me Sam. It’s nice to meet you.

คุณเรียกฉันว่าแซมก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

พูดถึงงานปาร์ตี้หรือคนที่คุณทั้งสองคนรู้จักร่วมกัน

 

This is a fantastic party, very well-organised.

ปาร์ตี้นี้สุดยอดมากเลยนะครับ จัดได้ดีมาก ๆ

 

The food in this restaurant is so good, I’m on my third round!

อาหารในร้านนี้อร่อยมาก ๆ เลย นี่ผมตักอาหารรอบที่ 3 แล้ว

 

I work with Jane (the hostess) at Globish. We first met when we studied at Thammasart university together, so we’ve known each other for 10 years.

ฉันทำงานกับเจนที่โกลบิช แต่เราเจอกันครั้งแรกตั้งแต่สมัยเรียนธรรมศาสตร์ ตอนนี้ก็รู้จักกันมา 10 ปีแล้ว

 

ปิดท้ายการแนะนำตัว…

 

So, tell me a bit about yourself. How do you know Jane?

เล่าเรื่องของคุณซักหน่อยได้ไหม คุณรู้จักเจนได้ยังไง

 

By the way, please tell me about yourself. How did you and Jane meet?

ว่าแต่… คุณช่วยเล่าเรื่องของคุณได้ไหม แบบคุณกับเจนเจอกันได้ยังไง

 

 


■ สถานการณ์: แนะนำตัวในทีทำงาน (เพิ่งเริ่มทำงานวันแรก)

 

เริ่มจากการทักทาย….

 

Hi, everybody.

สวัสดีทุกคน

 

Hello.

สวัสดีค่ะ/ครับ

 

Hi there.

สวัสดีค่ะ/ครับ

 

Hey there

สวัสดีค่ะ/ครับ

 

Good morning/ afternoon/ evening.

สวัสดีตอนเช้า/ บ่าย/ เย็น

แนะนำตัวเองและตำแหน่งงาน…

 

Nice to meet you. My name is Laticia. I’m the new graphic designer. 

ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อลาทีเซีย เป็นกราฟิกดีไซน์คนใหม่ค่ะ

 

My name is Jack, your new marketing manager. 

ผมชื่อแจ็ค เป็นผู้จัดการแผนกมาร์เก็ตติ้ง

 

I’m Javier, an engineer in the IT department.

ฉันชื่อจาเวียร์ เป็นวิศวะแผนกไอทีค่ะ

 

Hi, I am Jeff from the Marketing Team.

สวัสดี ฉันชื่อเจฟจากทีมมาร์เก็ตติ้ง

   

I’m Mike, the new engineer. Nice to meet you.

ผมชื่อไมค์ เป็นวิศวะกรคนใหม่ ยินดีที่ได้รู้จักครับ

พูดถึงประวัติการทำงาน…

 

Previously, I worked as marketing manager in Noc Company. So, I have 10 years of experience.

ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนกมาร์เก็ตติ้งที่บริษัทน็อค ผมเลยมีประสบการณ์ทางด้านนี้มากว่า 10 ปี 

สร้างความประทับใจ…

 

I believe I can lead this team to even more success, but I can’t produce great results alone. That’s why I need your utmost cooperation. Together, we can achieve great things.

ผมเชื่อว่าผมสามารถพาทีมไปสู่ความสำเร็จ แต่คงทำคนเดียวไม่ได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงต้องการความร่วมมือจากพวกคุณ หากร่วมมือกัน เราจะสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอน

 

I worked at ABC Company for one year before joining this company. Outside of work, I enjoy doing yoga and reading novels at the beach. If you have any interesting books, feel free to recommend them to me.

ฉันทำงานที่บริษัท ABC มา 1 ปี ก่อนที่จะย้ายมาทำงานที่นี่ นอกเหนือจากการทำงาน ฉันชอบเล่นโยคะและนั่งอ่านหนังสือริมชายหาด ถ้าคุณมีหนังสือที่น่าสนใจ แนะนำฉันมาได้เลย

 

I graduated with my degree in Economics two months ago.

Although I don’t have real-life work-experience, I’m ready to learn new things from all of you.

ผมจบเศรษฐศาสตร์มาเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว แม้ว่าผมยังไม่มีประสบการณ์จริง แต่ผมพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากคุณทุกคน

ปิดท้ายการแนะนำตัว…

 

I’m excited to work with all of you.

ผมตื่นเต้นมากที่จะได้ร่วมงานกับพวกคุณทุกคน

 

We’ll be working together in the future and I’m excited to be a part of the team

เราจะได้ร่วมงานกันในอนาคตแน่นอน และฉันตื่นเต้นมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม

 

I’m looking forward to working with you in the future. See you around.

ฉันตั้งตารอที่จะได้ทำงานกับคุณในอนาคต แล้วพบกันนะคะ

 

 

 

2. การแนะนำตัวภาษาอังกฤษแบบ Formal (เป็นทางการ)

 

ข้อแตกต่างระหว่างการแนะนำแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ คือ ภาษาที่ใช้ค่ะ แบบเป็นทางการจะใช้ภาษาที่ค่อนข้างสุภาพมากกว่า เหมาะกับสถานการณ์แบบ สัมภาษณ์งาน หรือใช้เกริ่นก่อนนำเสนองานให้คนที่ไม่รู้จัก และเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นในบริษัทฟัง ก็สามารถใช้ได้ค่ะ

 

■ สถานการณ์: แนะนำตัวเมื่อไปสัมภาษณ์งาน

 

เริ่มจากการทักทาย….

 

Good morning/ afternoon/ evening.

สวัสดีตอนเช้า/ บ่าย/ เย็น

 

Hello.

สวัสดีค่ะ/ครับ

 

แนะนำตัวเองพร้อมประวัติการเรียนหรือการทำงาน…

 

My name is Kevin Smith. Glad to meet you. I’m 21 years old and I’m a fresh graduate from XYZ University with Business management.

ผมชื่อเควิน สมิธ ยินดีที่ได้พบคุณนะครับ ผมอายุ 21 ปี เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย XYZ ด้านการจัดการธุรกิจครับ

 

First of all, it’s my pleasure to speak with you today. My name is Paul Smith. I’m 23 years old and I have just completed my graduation from XYZ University with Human Resource Management as the subject.

ก่อนอื่นเลย ยินดีอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับคุณวันนี้ครับ ผมชื่อพอล สมิธ อายุ 23 ปี เพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย XYZ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลครับ

 

Good morning, I’m Janejira Rakdee. Pleased to meet you. I’m from Bangkok. I completed my Bachelor of Engineering degree in 2009 from Abac university.

สวัสดีตอนเช้าค่ะ ดิฉันชื่อเจนจิรา รักดี ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ ฉันมาจากกรุงเทพฯ จบการศึกษาจากคณะวิศวะกรรมศาสตร์ตอนปี 2009 จากมหาวิทยาลัยเอแบคค่ะ

 

Good afternoon, I’m Sam Brandon. I have been working as a Sales Professional for 5 years now. I joined as a Sales executive and worked my way up to the position of Sales Manager within 3 years.

สวัสดีตอนบ่ายครับ ผมชื่อแซม แบรนดอน ผมทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขายมา 5 ปีแล้ว นอกจากนี้ ผมเริ่มจากตำแหน่งพนักงานขายไปจนถึงผู้จัดการฝ่ายขายภายใน 3 ปี

พูดถึงสกิลที่ถนัด ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่โดดเด่น…

 

One of my accomplishments during my university life was being a speaker at a Science seminar. I have completed my internship in ABC Motor company. During my internship, I gained a lot of useful skills that weren’t included in the academic curriculum such as negotiation and time management skills.

หนึ่งในความสำเร็จช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยของดิฉันคือ การได้เป็นผู้บรรยายในงานสัมมนาวิทยาศาสตร์ อีกทั้งดิฉันยังได้ฝึกงานในบริษัทยานยนตร์ ABC ระหว่างการฝึกงาน ฉันได้เรียนรู้สกิลที่มีประโยชน์ และไม่มีสอนในรั้วมหาลัย เช่น สกิลการต่อรองและการจัดการเวลา

 

I’ve been hard-working and have taken my subjects quite seriously. Now, as I am graduated, I want to implement my knowledge in my work. That is the reason I applied for this job. 

ผมค่อนข้างทุ่มเทและจริงจังกับการเรียนมาตลอด และตอนนี้ ในฐานะที่เป็นเด็กจบใหม่ ผมอยากเอาความรู้ที่ได้เรียนมาปรับใช้กับการทำงาน นี่คือเหตุผลที่ผมสมัครงานในตำแหน่งนี้ครับ

ปิดท้ายการแนะนำตัว…

 

Now, I am all set to start my career, and hoping to get selected into your esteemed company which will help me explore my other abilities, and improve myself.

และตอนนี้ ดิฉันพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่การทำงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับเลือกให้ทำงานในบริษัทสามารถช่วยดิฉันค้นหาความสามารถอื่น ๆ ของตัวเองและพัฒนาตัวเองไปได้อีกค่ะ

 

Although I don’t have real-life work-experience, I have learned a lot about business through subjects during my graduation. So, I would assure you to be a valuable asset to your esteemed company by implementing all of my knowledge mixed up with hard work.

แม้ว่าผมจะไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจริง แต่ผมได้เรียนรู้ด้านธุรกิจผ่านวิชาเรียนที่หลากหลายในรั้วมหาวิทยาลัย ผมจึงอยากให้คุณมั่นใจเลยว่า ผมจะเป็นพนักงานที่มีคุณค่าต่อบริษัท โดยการนำความรู้ทั้งหมดที่ผมมีมาปรับใช้ไปพร้อม ๆ กับความมุมานะในการทำงาน

 

 

■ สถานการณ์: แนะนำตัวก่อนพรีเซนต์งาน

 

เริ่มจากการทักทาย….

 

Hi, everyone. Thanks for coming.

สวัสดีค่ะ/ครับ ทุกคน ขอบคุณที่มาในวันนี้

 

Hello, everyone. I’d like, first of all, to thank the organizers of this meeting for inviting me here today.

สวัสดีครับ ก่อนอื่นเลย ผมขอขอบคุณผู้จัดงานที่เชิญผมมาในวันนี้

 

Good morning everyone and welcome to the meeting. First of all, let me thank you all for coming here today. 

สวัสดีตอนเช้าค่ะทุกคน ขอต้อนรับสู่การประชุมค่ะ ก่อนอื่นเลย ขอขอบคุณทุกท่านที่มาในวันนี้ค่ะ

แนะนำตัวเองและตำแหน่ง…

 

I’m John, who heads the marketing team.

ผมชื่อจอห์น เป็นหัวหน้าทีมมาร์เก็ตติ้งครับ

 

Let me introduce myself. I’m Jan from the marketing team.

ขอแนะนำตัวสักหน่อยนะคะ ดิฉันชื่อแจน มาจากทีมมาร์เก็ตติ้งค่ะ

 

For those of you who don’t know me, my name’s Jane from the operation management team.

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักดิฉันนะคะ ดิฉันชื่อเจน มาจากทีมการจัดการการผลิตค่ะ

บอกหัวข้อหลักของการพรีเซนต์…

 

What I’d like to present to you today is our annual sales report.

สิ่งทีผมต้องการจะนำเสนอในวันนี้คือรายงานยอดขายประจำปี

 

As you can see on the screen, our topic today is our annual sales report.

อย่างที่คุณเห็นบนหน้าจอ หัวข้อในวันนี้คือการรายงานยอดขายประจำปี

 

In my presentation I would like to report on our annual sales report.

ในการนำเสนอ ดิฉันจะชี้แจงเรื่องรายงานยอดขายประจำปี

 

I’m here today to present our annual sales report.

วันนี้ฉันจะมานำเสนอเรื่องการรายงานยอดขายประจำปี

บอกจุดมุ่งหมายของการพรีเซนต์…

 

The purpose of this presentation is for us to come up with short-term and long-term strategies to increase our profit. 

จุดประสงค์ของการนำเสนอคือต้องการให้พวกเราหาวิธีเพิ่มกำไรด้วยกลยุทธ์ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว

 

My main objective for today is for us to come up with short-term and long-term strategies to increase our profit. 

จุดประสงค์หลังของการนำเสนอคือต้องการให้พวกเราหาวิธีเพิ่มกำไรด้วยกลยุทธ์ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว

บอกหัวข้อย่อยที่จะพรีเซนต์…

 

I’ve divided my presentation into three main parts.

ผมได้แบ่งการนำเสนอนี้ออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ๆ

 

In my presentation I’ll focus on three major issues.

ในการนำเสนอ ผมจะมุ่งไปที่ 3 หัวข้อหลัก ๆ

 

I thought it would be useful to divide our talk into three main sections.

ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วน

บอกลำดับเรื่องที่จะพรีเซนต์…

 

First of all, I’d like to give you an overview of

our monthly sales report.

Next, I’ll focus on

our annual sales report.

Lastly, I’ll deal with

our company goals for next year.

อันดับแรก ดิฉันขอเริ่มด้วยภาพรวมของยอดขายในแต่ละเดือน หลังจากนั้น ดิฉันจะพูดถึงยอดขายในปีนี้ และสุดท้าย จะจบด้วยเป้าหมายของบริษัทในปีหน้าค่ะ

 

So, I’ll begin by bringing you up-to-date on

our monthly sales report.

And then, I’ll go on to

our annual sales report.

I’ll end with

our company goals for next year.

ผมจะเริ่มต้นด้วยภาพรวมของยอดขายในแต่ละเดือน หลังจากนั้น ผมจะพูดถึงยอดขายในปีนี้ และจบด้วยเป้าหมายของบริษัทในปีหน้าครับ

บอกระยะเวลาของการพรีเซนต์…

 

This should only last 20 minutes.

การนำเสนองานจะใช้เวลา 20 นาที

 

My presentation will take about an hour.

การนำเสนองานจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

 

It will take about 1 hour and a half to cover these issues.

การนำเสนองานจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อพูดถึงหัวข้อทั้งหมด

 

 

บอกเรื่องเอกสารประกอบการบรรยาย…

 

I’ll be handing out copies of the slides at the end of my talk.

ผมจะแจกเอกสารหลังจากจบการพรีเซนต์นะครับ

 

I can email the PowerPoint presentation to anybody who wants it.

ดิฉันจะส่งอีเมลแนบเพาเวอร์พ้อยท์ที่พรีเวนต์วันนี้ให้ผู้ที่ต้องการนะคะ

ปิดท้ายด้วยการให้ผู้ฟังถามคำถามหลังการพรีเซนต์…

 

There will be time for questions after my presentation.

เดี๋ยวจะมีช่วงให้ถามคำถามในตอนท้ายของการนำเสนอนะคะ

 

 

  

ทั้งหมดนี้คือการแนะนำตัวภาษาอังกฤษทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการค่ะ ทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากบัสถานการณ์ของตัวเองได้นะคะ

ที่สำคัญ อย่าลืมหมั่นฝึกฝน และซ้อมบ่อย ๆ เพราะจะช่วยเรื่องการพูดอย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นตัวของตัวเองค่ะ

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก:

เว็ปไซต์ Indeed

เว็ปไซต์ HQ hire

เว็ปไซต์ Interview Questions

 

เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มความโปร พูดโฟลว์ได้อย่างมั่นใจ ได้ที่ Globish คอร์สเรียนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดสำหรับวัยทำงาน พิสูจน์แล้วจากผู้เรียนกว่า 10,000 คน ว่าพูดได้จริง ไม่ใช่แค่ท่องจำ

วัดระดับภาษาอังกฤษ ฟรี! คลิก

[NEW] 27 ประโยค บอกว่า “ไม่เข้าใจ ภาษาอังกฤษ” ที่พลาดมากถ้าไม่รู้ | ไม่สามารถใช้ได้ ภาษาอังกฤษ – NATAVIGUIDES

ถ้าคุณคิดว่า การบอกว่า ฉันไม่เข้าใจ เป็นภาษาอังกฤษ พูดได้แบบเดียวคือ I don’t understand คุณก็พลาดประโยคอื่น ๆ ที่มีความหมายเหมือนกันไปหลายประโยคเลยค่ะ

การพูดว่า ไม่เข้าใจ ในภาษาอังกฤษนั้น มีอยู่หลายประโยค หลายวลี และหลายสำนวนเลยค่ะ แต่มันแค่อาจจะไม่ได้แปลได้ตรงตัวขนาดนั้น เราก็เลยไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า

แต่วันนี้เบญได้รวบรวมมาให้ถึง 27 ประโยคเลยค่ะ ที่มีความหมายว่าฉันไม่เข้าใจ ภาษาอังกฤษ มาให้คุณเก็บไว้ไปฝึกพูด ใช้กับฝรั่งตอนที่คุยกัน เบญเชื่อเลยว่า เค้าจะต้องอึ้งแน่ ๆ ว่าคุณรู้ประโยคพวกนี้

และจริง ๆ แล้วประโยคพวกนี้ ก็เป็นประโยคที่เราได้ยินบ่อยค่ะ แต่เราอาจจะแค่ไม่เคยคิดว่า ในบริบทนี้ มันแปลว่าไม่เข้าใจนะ แต่หลังจากอ่านโพสต์ของวันนี้แล้ว รับรองว่าเราจะเข้าใจแน่นอนจ้า

ประโยคที่เบญเอามาฝากวันนี้ เป็นแค่ประโยคแค่เสี้ยวเล็ก ๆ ของประโยคภาษาอังกฤษทั้งหมดที่เราควรรู้ ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษนะคะ

แต่ถ้าคุณสนใจประโยคภาษาอังกฤษหัวข้ออื่น ๆ ที่ใช้ได้จริงใจชีวิตประจำวันแบบนี้ เบญขอแนะนำคอร์สฝึกประโยคภาษาอังกฤษทั่วไป ให้คุณได้ไปฝึกเพิ่มกันด้วยค่ะ

คอร์สนี้มีชื่อว่า Glossika.com เป็นคอร์สที่เน้นประโยคภาษาอังกฤษจริง ๆเน้นให้เราฝึกพูดตาม และฝึกหูของเราให้ชินกับสำเนียงเข้าของภาษาค่ะ

ลองเรียนกับ Glossika ฟรีเลยแค่คลิกเดียว >>

หรืออ่านรีวิวเรียนกับคอร์ส Glossika เพิ่มเติมได้เลยนะคะ รับรองว่า Glossika จะช่วยให้การพูด-ฟังประโยคภาษาอังกฤษของคุณไปอีกเลเวลนึงแน่นอนค่ะ

แต่ถ้าคุณพร้อมที่จะเรียนประโยคภาษาอังกฤษ ฉันไม่เข้าใจ ที่เบญเอามาฝากกันแล้ววันนี้ ก็ไปเริ่มฝึกอ่าน และทำความเข้าใจพร้อม ๆ กันเลยจ้า…

1. I don’t understand it.

2. I can’t understand.

สองประโยคแรกนี้ เป็นประโยคที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้ว ที่มีคำว่า understand ที่แปลว่าเข้าใจอยู่ด้วย แต่เราสามารถเพิ่มดีกรีความดราม่าเข้าไปได้นะคะ

โดยการใส่คำว่า at all ข้างหลังสุด เพื่อบอกว่า ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด เช่น

I don’t understand you at all. ฉันไม่เข้าใจคุณเลยสักนิด

I can’t understand this at all. ฉันไม่เข้าใจสิ่งนี้เลยสักนิด

อย่าลืมลองเอาคำว่า at all ไปในข้างหลังประโยค ไม่เข้าใจ ตามนี้ดูนะคะ ทำให้ประโยคดูมีสีสันขึ้นค่ะ อิอิ

ข้างล่างนี้จะเป็นประโยคที่ไม่ได้แปลตรงตัวว่า ไม่เข้าใจ ในภาษาอังกฤษนะคะ แต่หลายประโยค เป็นวลีภาษาอังกฤษที่แปลทีละคำไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันเป็นประโยค แต่ก็มีความหมายว่า ไม่เข้าใจ ภาษาอังกฤษเหมือนกันค่ะ

ถ้าประโยคไหนที่มีความหมายเบื้องหลังน่าสนใจ เบญจะเขียนคำอธิบายความหมายไว้ให้ใต้ประโยคด้วยนะคะ คุณจะได้เข้าใจเวลาที่เอาไปใช้จริงว่า ความหมายลึก ๆ ของมันคืออะไร พร้อมแล้วไปดูด้วยกันเลยจ้า

3. I don’t get it.

get เป็นอีกคำที่มีแปลว่า เข้าใจค่ะ ซึ่งแปลตรงตัวว่า ได้รับ ซึ่งจริง ๆ แล้วในข้อนี้ สามารถแปลได้ทั้งสองอย่าง ที่พูดถึงสิ่งของ ถ้าฉันยังไม่ได้รับมันนะ หรือถ้าในบริบทที่พูดถึงความเข้าใจ จะแปลว่า ฉันไม่เข้าใจ ค่ะ

แต่เราก็เพิ่มความดราม่าเข้าไปในประโยคนี้ได้เหมือนกันค่ะ (เบญชอบดราม่า อิอิ) ก็คือการใส่คำว่า just เข้าไปหลังประธาน เช่น

I just don’t get it. ฉันนี่ไม่เข้าใจเลย

He just doesn’t get it. เขานี่ไม่เข้าใจเลยนะ

4. I still don’t get it.

ประโยคนี้จะเหมือนกับประโยคข้างบนเลยค่ะ แต่เราเพิ่มคำว่า still ซึ่งมีความหมายว่า อยู่เลย/ยัง…อยู่ ใช้ในการสนทนาที่เราอาจจะบอกเค้าไม่แล้วว่าไม่เข้าใจ และเค้าพยายามอธิบายให้ฟัง แต่เราก็ยังไม่เข้าใจค่ะ เช่น

I said it 3 times and he still doesn’t get it! ฉันพูดไปตั้ง 3 ครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจ

5. I cant’ figure it out.

ถ้าแปลตรงตัวของประโยคนี้ จะเป็นประมาณว่า ฉันยังคิดมันไม่ออกเลย / ฉันยังหาคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้เลย แบบว่าสิ่งที่เราพูดถึงเป็นเหมือนโจทย์หรือคำว่า แต่เราก็ยังไม่เข้าใจ และยังแก้ไม่ได้ค่ะ

6. I have no clue.

7. I have no idea.

ประโยคที่ 6 และ 7 นี้ จะเป็นประโยคที่มีความหมายคล้าย ๆ กับว่าฉันไม่รู้ แต่เราก็สามารถใช้ในบริบทที่พูดถึงว่าเราไม่เข้าใจได้ค่ะ โดยที่เราสามารถใส่สิ่งที่เราไม่เข้าใจไว้ข้างหลังประโยคนี้ได้ เช่น

I have no clue what he’s talking about. ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังพูดถึงอะไร

He has no idea why I’m doing this to him. เขาไม่เข้าใจเลยว่า ฉันทำแบบนี้กับเขาทำไม

You have no idea what I just said. คุณไม่เข้าใจเลย ว่าฉันเพิ่งพูดอะไรไป

ป.ล. ถ้าประธานเป็น I, you, we, they หรือ พหูพจน์ ให้ใช้ have นะคะ แต่ถ้าประธานเป็น he, she, it หรือ เอกพจน์ ให้ใช้ has จ้า

ส่วนใหญ่เรื่องที่ไม่เข้าใจ ที่ต่อหลังประโยค จะขึ้นด้วย คำเริ่มคำถาม what, where, when, why, how จ้า

8. It makes no sense to me.

9. It doesn’t make any sense.

10. It’s a mystery to me!

ข้อนี้แปลรวม ๆ ประมาณว่า มันเป็นเหมือนปริศนาสำหรับฉัน ก็คือว่าเราไม่เข้าใจมันเลยนั่นเอง

11. What’s the point?

มาดูข้อนี้กันค่ะ คุณอ่านแล้วอาจจะบอกว่า แล้วมันเกี่ยวกับว่าไม่เข้าใจยังไง จริง ๆ แล้วมันเป็นประโยคที่พูดถึงว่า สรุปเธอหมายถึงอะไร ทำไปทำไม พูดไปทำไม

แต่ความหมายลึก ๆ ในบริบท ก็คือ ฉันไม่เข้าใจ ประมาณนั้นค่ะ เช่น

What’s the point of saying this? ฉันไม่เข้าใจ ว่าพูดไปทำไม

What’s the point of being nice to you? ฉันไม่เข้าใจ ว่าฉันจะทำดีกับเธอไปทำไม

ซึ่งมันก็จะไม่ได้แปลตรงตัวขนาดนั้น ไม่ต้องใช้ of และสิ่งที่พูดถึงข้างหลังก็ได้ ก็จะเป็นประโยคที่ประมาณว่า เวลามีคนทำอะไร หรือพูดอะไร แล้วเราไม่เข้าใจ ก็ใช้คำพูดนี้ได้

12. Can I ask why?

13. Could you explain it, please?

ประโยคข้อที่ 12, 13 เป็นประโยคคำถามในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ และเราอยากจะขอให้เค้าอธิบายอีกรอบ ซึ่งก็เป็นการที่เราบอกเค้าแล้วค่ะ ว่าฉันไม่เข้าใจ เรื่องที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่คุณเพิ่งพูดไป

14. It’s over my head.

15. It’s completely beyond me!

ข้อ 12 และ 13 นี้แปลว่า มันลอยข้ามหัวฉันไปเลย / มันเกินความเข้าใจของฉัน แปลว่าเราไม่เข้าใจนั่นแหละค่ะ แบบมันไม่ได้เข้ามาในความเข้าใจในสมองหรือความคิดของฉันเลย มันอาจจะยาก หรือซับซ้อนเกินไป เช่น

Japanese is so hard and it’s completely beyond me! ภาษาญี่ปุ่นยากมากเลย และมันเกินความเข้าใจของฉันไปเลย

16. What are you on about?

นี่เป็นอีกประโยคนึงที่เป็นเหมือนคำถาม แต่มีความหมายว่า ฉันไม่เข้าใจว่าคุณพูดอะไรอยู่ สำหรับเบญแล้ว รู้สึกว่าประโยคนี้ค่อนข้างแรงค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเอาไปใช้ อาจจะต้องระวังโทนเสียง และดูสถานการณ์นิดนึง ว่าเหมาะสมหรือเปล่า

17. I can’t make head or tail of it.

18. I can’t get my head around it!

19. I can’t wrap my head around it!

20. I fail to understand

21. It beats me.

ข้อนี้พูดถึงเวลาที่เราไม่เข้าใจบางสถานการณ์ หรือการกระทำบางอย่าง เช่น

It beats me how Harry got this job. ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าแฮร์รี่ได้งานนี้ได้ยังไง

What beats me is why she talks with Jenny. สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ก็คือทำไมเขาถึงคุยกับเจนนี่

นี่เป็นอีกหนึ่งประโยคที่จะมาพร้อมกับ why, how และ why ค่ะ ตามหลัง และพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

22. It’s all Greek to me.

Greek ในที่นี้ หมายถึงภาษากรีกค่ะ ในความหมายของประโยคนี้ก็คือว่า ฉันไม่เข้าใจเลย มันเหมือนภาษากรีกสำหรับฉัน ก็คือภาษาที่เราไม่รู้จักค่ะ (แต่ไม่แน่ใจว่าใช้ได้กับคนที่พูดภาษากรีกได้หรือเปล่านะคะ อิอิ)

23. None the wiser

ความหมายในข้อนี้ก็คือ ไม่ได้เข้าใจมากขึ้นกว่าก่อนเลย และถ้าเมื่อก่อนไม่เข้าใจ ตอนนี้ก็ไม่เข้าใจค่ะ เช่น

It’s been months, and he’s still none the wiser about the true cause of the accident. มันผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดจากอะไร

เป็นประโยคที่พูดเดี่ยว ๆ เลยไม่ได้ค่ะ ต้องใส่เหตุการณ์ที่ไม่เข้าใจลงไปด้วย

24. What’s going on?

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย! ประโยคนี้จะแปลเป็นไทยประมาณนี้ค่ะ พูดถึงการแสดงความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งก็จะเป็นประโยคคำถามค่ะ

25. What’s so funny about it?

อันนี้เป็นอีกประโยคคำถามภาษาอักฤษ ที่พูดถึงว่าเราไม่เข้าใจกับสถานการณ์นี้ ในประโยคนั้นจะแปลว่า มันตลกตรงไหนหรอ และมันเป็นได้ทั้งคำถามที่จริงใจ แบบเราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามันตลกตรงไหน

หรือมันก็สามารถเป็นประโยคที่พูดประชดได้ เมื่อเราไม่เห็นด้วยว่ามันตลกค่ะ และคุณก็เปลี่ยนคำว่า funny เป็นคำอื่นได้นะคะ เช่น

What’s so sad about it? มันน่าเศร้าตรงไหนหรอ

What’s so special about it? มันพิเศษตรงไหนหรอ

ซึ่งเราใส่จะกับประโยคอื่น ๆ ที่แปลว่าไม่เข้าใจไปข้างหน้าด้วยก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่มีคนฟังก็เข้าใจอยู่แล้วค่ะว่า เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

26. Why not?

ประโยคนี้จะแปลตรงตัวเลยค่ะว่า ทำไมล่ะ พูดถึงในสถานการณ์ที่คนที่คุยกับเราพูดประโยคปฏิเสธ และเราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกแบบนั้น หรือคิดแบบนั้นค่ะ เช่น

Q: I’m not going to the party tonight. ฉันไม่ไปงานปาร์ตี้คืนนี้นะ

A: Why not? ทำไมล่ะ

และก็สามารถเปลี่ยนคำว่า not เป็นอย่างอื่นได้ด้วยค่ะ เช่น me, him, you, her เป็นต้น ก็จะหมายความว่า ฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็นฉัน ตัวอย่างประโยคเช่น

Q: Boss said you’re going to Bangkok tomorrow. หัวหน้าบอกว่าเธอต้องไปกรุงเทพพรุ่งนี้

A: Why me? ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะ

หรือจะเป็นในแนวประโยคคำถามแบบปฏิเสธก็ได้ค่ะ โดยเป็นการรวมกันของทั้งสองประโยคข้างบน เช่น

Q: Shes’ going to pick up my husband from the airport. เขาจะไปรับสามีฉันที่สนามบิน

A: Really? Why not you? จริงหรอ ทำไมเธอไม่ไปล่ะ

เป็นอีกประโยคนึงที่ใช้แทนคำว่า ฉันไม่เข้าใจได้ แต่ก็ยังมีความหมายเหมือนเดิมค่ะ อย่าลืมของเอาไปใช้ดูนะคะ

27. This is as clear as mud to me.

ข้อนี้พูดถึง mud ที่แปลว่าโคลนค่ะ และก็พูดถึงคำว่า clear ที่แปลว่าชัดเจน หรือใส และในประโยคนี้แปลว่า มันใสเหมือนโคลนเลยแหละ

เบญชอบประโยคนี้มาก เพราะว่าฟังแล้วค่อนข้างตลก และก็ทำให้เราเห็นภาพเลย ว่าเวลาเราไม่เข้าใจเป็นยังไง บวกความประชดประชันนิดหน่อย

แต่โดยความหมายรวม ๆ และก็คือบอกว่าเราเข้าไม่เข้าใจค่ะ เราไม่เห็นภาพเลย เพราะว่าพยายามมองผ่านโคลนไรงี้ เป็นอีกประโยคที่น่ารัก และเปรียบเทียบได้กวนดีค่ะ อิอิ

ถ้าประโยคข้างบนนี้เป็นประโยชน์กับคุณ ก็อย่าลืมคอมเม้นบอกกันไว้บ้างนะคะ หรือว่ามีประโยคไหนอีกที่คุณเคยได้ยิน แล้วเบญไมไ่ด้เขียนไว้ในลิสต์นี้ ก็มาแบ่งปันกันได้เลยจ้า

อย่าลืมไปหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ไว้ฝึกคำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษเพิ่มเติมนะคะ จะได้พัฒนาภาษาอังกฤษของเราไปเรื่อย ๆ และไม่ย่ำอยู่กับที่ สู้ ๆ จ้า 🙂


ไม่ได้เจ้าชู้ แต่ไม่ได้หยุดที่ใคร ปักหลัก ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร


สอบถามเรื่องคอร์ส Line: Aj.Adam, Info.Hollywood, KhunBaiTuey
โทร 02 612 9300, 081 353 7810, 089 422 4546
รายละเอียดคอร์ส http://www.ajarnadam.tv/
เรียนกับอดัม: http://www.facebook.com/hollywoodlearning
สาขาเชียงใหม : http://www.facebook.com/hollywoodlearningcm
เรียนออนไลน์กับอดัม: http://www.ajarnadam.tv
FBของอดัม: http://www.facebook.com/AjarnAdamBradshaw
Twitter: http://twitter.com/AjarnAdam
FBของซู่ชิง: http://www.facebook.com/jitsupachin
YouTube ของซู่ชิง: http://www.youtube.com/user/jitsupachin
Twitter ซูชิง: http://twitter.com/Sue_Ching

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

ไม่ได้เจ้าชู้ แต่ไม่ได้หยุดที่ใคร ปักหลัก ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร

กริยา 3 ช่อง พร้อมตัวอย่างการใช้ | เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ฟรี


กริยาช่อง 3 คืออะไร และ ตัวอย่างกริยา 3 ช่องที่ใช้บ่อยมีอะไรบ้าง
กริยาช่องที่ 1 (รูปย่อคือ V.1) จะใช้กับเหตุการณ์ใน ปัจจบัน
กริยาช่องที่ 2 (รูปย่อคือ V.2) จะใช้กับเหตุการณ์ใน อดีต
กริยาช่องที่ 3 (รูปย่อคือ V.3) จะใช้กับเหตุการณ์ใน perfect tense ทุกชนิด
เรียนภาษาอังกฤษฟรี
📌 ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ถามตอบ ประโยคพื้นฐานใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
👉 https://www.youtube.com/watch?v=IHuK…
📌 ฝึกอ่านแปลภาษาอังกฤษ เข้าใจง่าย เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน
👉 https://www.youtube.com/watch?v=URCUv…
📌 ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ตั้งปณิธานเรื่องที่จะทำในปีใหม่ New Year’s Resolutions
👉 https://www.youtube.com/watch?v=AWo2r…
📌 เรียนภาษาอังกฤษฟรี ดูโครงสร้างภาษาอังกฤษ ฝึกพูดพร้อมตัวอย่างประโยค
👉 https://www.youtube.com/watch?v=UgGf1…
📌 5 โครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ (English sentence structures)
👉 https://www.youtube.com/watch?v=iGS5s…
📌 ประโยคอวยพรปีใหม่ ภาษาอังกฤษ พร้อมคำอ่านและแปลภาษาไทย
👉 https://www.youtube.com/watch?v=BYqot…
📌วิธีใช้ Used to, Be used to และ Get used to (เคย และ เคยชิน)
👉https://www.youtube.com/watch?v=in1gK…
📌 Whenever, Whatever, Whoever, However, Whichever | ใช้ยังไง
👉 https://www.youtube.com/watch?v=AnAT…
📌 How far/How much/How many/How long/ ใช้อย่างไร และแปลว่าอย่างไร ภาษาอังกฤษ
👉 https://www.youtube.com/watch?v=AnAT…
📌 เรียนภาษาอังกฤษ Do, Does, Did, Done | แปลว่าอย่างไร เข้าใจง่ายพร้อมตัวอย่าง
👉 https://www.youtube.com/watch?v=JrNKY…
📌 คำเชื่อมประโยคภาษาอังกฤษ พื้นฐาน FANBOYS คืออะไร
👉 https://www.youtube.com/watch?v=6g8MlhZhBcE

กริยา 3 ช่อง พร้อมตัวอย่างการใช้ | เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ฟรี

วิธีการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนภาษาไม่ได้ บนวินโดว์ 10


ท่านใดที่ลง Windows 10 แล้วไม่สามารถกดเปลี่ยนภาษาได้
ให้ทำตามคลิปวีดีโอนี้ได้เลยครับ

วิธีการแก้ไขปัญหาเปลี่ยนภาษาไม่ได้ บนวินโดว์ 10

สูตรพัฒนาตัวเองสำหรับคนอยากสำเร็จที่ไม่มีวันหมดอายุ


จิตวิทยาพัฒนาตันเองที่ไม่มีวันบูดเน่าใช้ได้ทั้งชีวิต

กดเข้ากลุ่มฟรี! เก่งขึ้นวันละ 1%!
https://www.facebook.com/groups/350505719845935
แจกฟรี! อีบุ๊ก 18 ความลับ!
เปลี่ยนคุณให้เป็นคนเจ้าเสน่ห์
[ทำยังไงให้ใครๆก็รักตั้งแต่แรกพบ]
👉https://lin.ee/iwazNnx
ฟังฟรี! จิตวิทยาการพูดชนะใจคน
👉https://www.youtube.com/playlist?list=PLfdtkwJb5cVr68FikXL1rVSYCpCn0vGle
กลุ่มฟรี! พูดพิชิตใจแบบจ้าวเสน่ห์!
👉https://www.facebook.com/groups/astcharismasecrets/
ติดตาม Exclusive Content ในช่องทางต่างๆได้ที่:
Line Official: https://lin.ee/iwazNnx
Facebook: https://www.facebook.com/Amazingstorytelling
Blockdit: https://www.blockdit.com/amazingstorytelling
▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃
ครองใจคน,วิธีชนะมิตรและจูงใจคน,วิธีการพูดนำเสนอ
,พูดอย่างไรให้น่าฟัง,สร้างเสน่ห์,เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจ,การพูดพิธีกร,เทคนิคพูดให้น่าฟัง,พูดอย่างไรให้จับใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้คนชอบเรา,วิธีการพูดโน้มน้าวจูงใจ,พูดยังไงให้คนรัก,พูดอย่างไรให้คนเชื่อ,พูดอย่างไรให้คนคล้อยตาม,พูดในที่ชุมชน,พูดอย่างไรให้ชนะใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้ผู้ชายหลง,พูดอย่างไรให้มีเสน่ห์,คุยอย่างไรให้ได้คบ,คุยอย่างไรให้ผู้ชายชอบ,คุยอย่างไรให้ผู้หญิงชอบ,คุยอย่างไรให้สนุก,คุยอย่างไรไม่ให้เบื่อ,เทคนิคคุยกับลุกค้า,เทคนิคพูดหน้ากล้อง,เทคนิคพูดขายของ,เทคนิคเล่าเรื่อง,เล่าเรื่องอย่างไรให้สะกดใจคน

สูตรพัฒนาตัวเองสำหรับคนอยากสำเร็จที่ไม่มีวันหมดอายุ

100+ คำถาม-คำตอบที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ #KNDSpeakingClass #KNDTopList | คำนี้ดี EP.399


อยากถามตอบให้คล่องๆ ก็ต้องซ้อม! เพราะที่จริงศัพท์สำนวนไม่ได้ยากเลย เคยผ่านตากันมาแล้วทั้งนั้น แต่มันแค่นึกไม่ออกเฉยๆ เอง ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่า คำถามคำตอบอะไรบ้างที่เราได้ใช้แน่ๆ แล้วมาพูดตามกันได้เลย
———————————————
THE STANDARD PODCAST : EYEOPENING FOR YOUR EARS
พอดแคสต์จากสำนักข่าว THE STANDARD
Website : https://www.thestandard.co/podcast
SoundCloud: https://soundcloud.com/thestandardpodcast
Spotify : https://open.spotify.com/show/7o7TF3zfPyoydhWxtGSzLC?si=Nb_LuV8NS3C9mJ6ePdXLA
Twitter : https://twitter.com/TheStandardPod
Facebook : https://www.facebook.com/thestandardth/
KNDSpeakingClass KNDTopList คำนี้ดี TheStandardPodcast TheStandardco TheStandardth

100+ คำถาม-คำตอบที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ #KNDSpeakingClass #KNDTopList | คำนี้ดี EP.399

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆMAKE MONEY ONLINE

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ ไม่สามารถใช้ได้ ภาษาอังกฤษ

See also  [Update] | เมืองหลวง ใน ทวีป ยุโรป - NATAVIGUIDES

Leave a Reply

Your email address will not be published.